อย่าไปโทษสินเชื่อ 0% ให้โทษใจของเรา (ทุกฝ่าย) ที่ทำลงไป

วันที่ 30 ก.ย. 2562 เวลา 07:12 น.
อย่าไปโทษสินเชื่อ 0% ให้โทษใจของเรา (ทุกฝ่าย) ที่ทำลงไป
คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ ตอนที่ 25/2562 โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

เมื่อมีข่าวคราวบนหน้าสื่อเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือนไทยออกมา มันเหมือนกับการเอาหินทุ่มลงไปในแผ่นน้ำที่ราบเรียบ สังคมเราก็จะตั้งหน้าตั้งตาวิจารณ์ สังคมที่เอาแต่พูดแต่ไม่ทำที่ฝรั่งมันมาประชดเราว่า No action talk only ตัวอย่างเช่น

1. คนเป็นลูกหนี้ก็โทษคนปล่อยกู้ว่าเอาของมายั่วยุ ยั่วยวน ในการขาย ทั้งที่ถ้าเราใจแข็งไม่ซื้อมันก็จบ

2. คนที่เป็นคนให้กู้ ก็คิดแต่จะเอาให้ได้เป้า เอาให้ผ่าน KPI ไม่ทำก็ถูกนายกดดันทั้งที่รู้ว่าให้เงินกู้ไป เดี๋ยวก็อาจมีปัญหา

3. คนที่คุมกติกา ก็ออกมาว่าคนที่ 1 ว่ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ออกมาตำหนิคนที่ 2 ว่าให้กู้โดยอาจจะขาดความรับผิดชอบ แล้วก็ออกเกณฑ์วันนี้ทั้งที่มันควรจะทำตั้งแต่เมื่อวาน

4. นักวิชาการที่ออกมาบอกว่าต้องให้ความรู้สิ ความรู้ทางการเงิน แล้วก็ไม่บอกว่าจะต้องทำอย่างไร หรือ How to พูดกันไปจนป่านนี้ในหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษายังไม่มีอะไร คุณครูบางท่านจะสอนอย่างไรในเมื่อท่านกลับบ้านไปท่านยังเจ็บใจว่าตนเองยังทำไม่ได้ในสิ่งที่สอนเพราะหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่กู้มายังเพียบ

5. คนที่เก็บข้อมูลก็พยายามจะเสนอ จะบอกว่าให้เก็บข้อมูลรายได้ตอนที่สถาบันการเงินอนุมัติแล้วกำหนด DSR เหมือนในไต้หวันตั้งแต่ปี 2558 เพราะว่าเขาเคยเจอเรื่องหนี้บัตรหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล พูดในเวทีวิชาการก็แล้ว คำตอบที่ได้คือเห็นด้วยนะ น่าสนใจ แต่เราติดขัดกฎหมาย คนเก็บข้อมูลก็บกพร่องที่ยอมแพ้ตั้งแต่วันนั้น พอได้ฟังข่าววันนี้ว่าจะเริ่มเก็บข้อมูลรายได้ตั้งแต่มิถุนายน 2562? แล้วค่อยออกกติกาแบบเบาๆในปี 2563 ก็ได้แต่นึกถึงคติไทย กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ หรือตีเหล็กเมื่อร้อน มาตีเหล็กตอนเย็น พอดีพอร้ายฆ้อนก็กระดอนใส่หน้าเอา

ดังนั้นหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมาจนถึงขณะนี้ล้วนเกิดจากการบริหารจัดการจากน้ำมือพวกเราเหล่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น ในอดีตมีคำกล่าวของท่านอาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งในธนาคารกลางที่ผมเคารพนับถือท่านได้พูดไว้ว่า "หากเราเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบงานแล้ว เราต้องทำสิ่งที่ควรทำ และที่สำคัญมากกว่าคือเราต้องไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ" คำถามที่ผมขอทิ้งไว้คือ สิ่งที่ไม่ควรทำในวันนั้นคือการละเลยแล้วปล่อยให้ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดมันผ่านหน้าเราไปโดยเราไม่จัดการงานตามสมควรแก่เหตุปัจจัย จะด้วยอะไรก็แล้วแต่จะหาเหตุผลมาอธิบาย แต่วันนี้งานชิ้นนั้นมันได้กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว... และเรายังจะทำแบบเดิมๆ เพื่อหวังให้ได้ผลที่แตกต่างจากเดิมหรือ ถามใจเราดูอย่าไปถามใคร

สินเชื่อ 0% มันถูกออกแบบมาให้กับคนที่พร้อมจะเป็นหนี้ ผ่อนได้ บริหารจัดการรายได้ที่จะเอามาชำระได้ ถ้าคนที่เป็นลูกหนี้มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละเดือนรวมไอ้ตัว 0% นี้เข้าไปแล้วคิดเป็นไม่เกิน 40-50% ของรายได้ เช่น เป็นพนักงานออฟฟิศ มีรายได้ 40,000 บาทต่อเดือน มียอดผ่อนรถ ยอดจ่ายบัตรเครดิตรวมไอ้ 0% ที่ผ่อนกล้องถ่ายรูปเพื่อจะเอามาถ่ายรูปหารายได้พิเศษส่งพวกรีวิวสินค้ารวม 20,000 บาท เหลือกินใช้และออมแต่ละเดือน 20,000 บาท อย่างนี้มันก็ปลอดภัย แต่กลับกันถ้าเป็นอีกคนที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน ผ่อนทุกสิ่งอย่าง 20,000 บาทอยู่แล้ว คิดจะไปเที่ยวบาหลีจึงไปผ่อน 5,000บาทต่อเดือน 6 งวด 0% คือเป็นหนี้เพิ่ม 30,000 บาท (เที่ยวไปก่อนผ่อนทีหลัง) รวมยอดผ่อนมันก็จะกลายเป็น 25,000 บาท หลังจากที่ไปเที่ยวกลับมา คำถามคือเงินที่เหลือในแต่ละเดือนจำนวน 5,000 บาท จะอยู่อย่างไรใน 30 วันครับ ถ้าคำตอบคือไปตายเอาดาบหน้า หรือไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน ไปเที่ยวก่อนไม่งั้นไม่มีโอกาส ถ้าอย่างนี้ก็จบข่าว

คนที่มีลักษณะเปราะบางและไม่ควรเติมหนี้แม้ว่าอยากจะได้ของผ่านการกู้ 0%ก็ตามได้แก่

1. น้องๆที่เพิ่งเริ่มทำงาน เริ่มมีรายได้ ยังไม่มีเงินออมมากพอ ที่สำคัญยังพ่ายแพ้ต่อใจในการอยากได้ของต่างๆที่ไม่จำเป็น แต่อยากได้โน่นนี่บนความอยาก

2. ท่านที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือนและท่านมีหนี้ที่ต้องผ่อนเยอะอยู่แล้วจำนวนหนึ่งในแต่ละเดือน หรือท่านมียอดเงินหลังหักหนี้ที่ต้องจ่ายแล้วในแต่ละเดือนเหลือประมาณ 10,000บาทต่อเดือน ท่านจะอยู่อย่างไรใน 30 วันด้วยเงินจำนวนดังกล่าว

3. ท่านผู้สูงวัยอายุประมาณ 55 ปีที่กำลังจะเกษียณ แต่เวลานี้มีหนี้ก้อนใหญ่ที่ยังคิดไม่ตกว่าหลังเกษียณแล้วจะเอารายได้ตรงไหนไปผ่อน ดังนั้นไม่ว่าหนี้ก้อนเล็กก้อนน้อย ท่านไม่ควรสร้างเพิ่มอีกแล้ว

ท่านที่กำลังวางแผนจะขยายธุรกิจสินเชื่อในปีหน้าขอความกรุณาคิดสักนิดว่าการทำธุรกิจ มีกำไร ได้เป้า ทะลุ KPI แต่อาจทำร้ายคนที่เป็นลูกหนี้ในระยะยาวนั้นสมควรไหม... มันไม่ต่างจากการล่อให้น้องพริตตี้กินเหล้าเพียวๆ เป็นช็อต โดยล่อด้วยเงินช็อตละหนึ่งพันเป็นรางวัล เพราะฉากจบสุดท้ายลูกของน้องพริตตี้ต้องกำพร้าแม่.... เราทุกท่านล้วนรักและอยากเห็นสังคมไทยในระยะต่อไป มีความอยู่เย็นเป็นสุขตามฐานานุรูปใช่หรือไม่ เรามาร่วมมือกันแก้ไข ไม่แก้ตัว และเริ่มต้นวิพากษ์ตัวเอง จากนั้นลงมือทำกันครับ

จะสายไปหรือไม่อย่าไปคิด

ลงมือทำครับ และทำในสิ่งที่ควรทำเดี๋ยวนี้ครับ