กลยุทธ์สร้างกำไร หลบภัยตลาดป่วน

วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.
กลยุทธ์สร้างกำไร หลบภัยตลาดป่วน
เรื่อง...วารุณี อินวันนา

วันนี้ WEALTH Plus นำเทคนิคการจัดสรรเงินเพื่อสร้างกำไร หลบภัยภาวะตลาดหุ้นป่วนในช่วงระยะสั้นๆ นับแต่วันนี้ไปจนถึงไตรมาสแรกปี 2562 ที่สามารถจะทำกำไรได้ถึง 2 รอบ โดยรอบแรกปลายปีนี้และรอบที่ 2 ปลายเดือน มี.ค.

รวมถึงการเลือกกองทุนรวมผสมที่สร้างผลตอบแทนประมาณ 4-6% เหมาะสำหรับคนที่อยากนอนหลับเต็มอิ่ม เพราะพอร์ตไม่เหวี่ยงมาก

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ แนะนำว่า ในช่วงที่ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อยู่ระหว่าง 1,600-1,640 จุด อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ประมาณ 13.4-13.7 เท่า อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (P/BV) 1.8-1.9 เท่า สามารถทยอยซื้อหุ้นได้ เพราะช่วงที่เหลือของปีระหว่างวันที่ 10-30 ธ.ค. จะมีเม็ดเงินของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เข้ามาเฉลี่ยวันละ 3,000 ล้านบาท ทำให้ดัชนีจะขึ้นเกือบทุกวัน

สำหรับการลงทุนระยะสั้นให้เข้าซื้อหุ้นช่วงดัชนี 1,600-1,640 จุด กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคที่มีผลประกอบการดี มีการเติบโตในระดับปกติ และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเกิน 5% ให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ที่ทำคอนโดมิเนียม

หลังจากนั้นให้ขายช่วงปลายปี และเริ่มซื้อหุ้นอีกครั้งปลายเดือน ม.ค. 2562 เพราะเป็นช่วงที่นักลงทุนมีการขาย LTF จำนวนมาก ราคาหุ้นจะปรับลดลง เป็นจังหวะในการซื้อ ซึ่งช่วงนี้จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อรอรับเงินปันผล จะทำให้ดัชนีมีการปรับขึ้นในช่วงเดือน มี.ค. เป็นจังหวะการทำกำไรอีกรอบ

เพราะจากสถิติที่เก็บมา 8 ปี การเข้าซื้อปลายเดือน ม.ค. และขายออกปลายเดือน มี.ค. จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวก 6% ซึ่งดัชนีจะไปแตะที่ระดับ 1,750 จุด หลังจากนั้นค่อยมาประเมินทิศทางการลงทุนอีกครั้ง

“การทำกำไรระยะสั้นในช่วงนี้ไปจนถึงไตรมาสแรกปี 2562 สามารถทำได้ 2 ครั้งเลย คือปลายปีนี้กับปลายเดือน มี.ค.ปีหน้า หลังจากนั้นจะมาทำการประเมินทิศทางหุ้นกันอีกครั้ง” วิวัฒน์ อธิบาย

วิวัฒน์ อธิบายเหตุผลที่มองว่าไตรมาสแรกปี 2562 ดัชนีจะขึ้นไปที่ 1,750 จุด เพราะก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ค. 2562 ตลาดจะมีความคึกคัก เพราะตลาดคาดหวังว่ากองทุนจากต่างประเทศที่มีกฎว่าจะลงทุนได้เฉพาะประเทศที่มีการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น จะเริ่มเข้ามา

รวมถึง SET50 index future สัญญาซีรี่ส์ Z ที่จะหมดอายุในเดือนนี้ ในเดือนหน้าราคาแพงกว่าดัชนี SET50 อยู่ประมาณ 2-3 จุด สะท้อนว่าตลาดมีมุมมองว่าหุ้นจะขึ้นในอนาคต จึงเป็นสัญญาณของโอกาสทยอยซื้อหุ้นได้

“ช่วงระยะใกล้ๆ นี้ก็เทรดหุ้นเหมือนทริกเกอร์ฟันด์ ที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ที่วางไว้ว่าจะต้องได้ 5% 6% หากซื้อหุ้นแถวดัชนี 1,600-1,640 จุด การที่ดัชนีไปถึง 1,750 จุดนั่นหมายความว่าดัชนีเพิ่มขึ้นประมาณ 7% หุ้นจะขึ้นได้ 10%” วิวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ วิวัฒน์ แนะนำว่าปี 2562 ให้มีการลงทุนในทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยไว้บ้าง คาดว่าราคาทองคำจะมีกรอบเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,200-1,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ เพราะช่วงนี้ธนาคารกลางของหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เริ่มกลับมาซื้อทองคำเพิ่ม จากที่ไม่เคยซื้อเลยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2561 ทองคำสูงสุดอยู่ที่ 1,360 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์

กองทุนผสมลดความผันผวน

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ แนะนำว่า ช่วงที่ความผันผวนของการลงทุนสูงขึ้น นักลงทุนหลายท่านอาจจะหัวใจไม่ค่อยแข็งแรงต่อความเหวี่ยงของตลาด แต่คาดหวังผลตอบแทนดี 4-6% ไม่ใช่ 10-15% บางปีได้ 4% บางปีได้ 6% ก็แฮปปี้แล้วเมื่อเทียบกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในเวลานี้

แนะนำกองทุนผสมที่บริษัทเพิ่งออกมา โดยนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ 50% ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 25% ซึ่งเป็นกองทุนอสังหาฯ ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี 4-6% และให้ผลตอบแทนที่ดีในโลกตอนนี้ และลงทุนในหุ้นไทย 25% ที่ผ่านมากองทุนนี้มีผลงานดีพอสมควร ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 5%

ความเหวี่ยงของพอร์ตนี้มี เพราะว่ามีหุ้นอยู่ 25% แต่จะน้อยกว่ากองทุนหุ้น 100% เหมาะกับนักลงทุนที่อยากนอนหลับแบบเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาสบายใจ

นอกจากนี้ มีกองทุนผสมที่กระจายการลงทุนสูงกว่า เพราะมีการผสมหุ้นไทยกับหุ้นโลก อีกส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในพันธบัตรทั่วโลก ผลตอบแทนพอๆ กัน 4-5%

สำหรับหลักการซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบันจะเน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่งนักลงทุนรายย่อยอาจจะนำไปใช้เป็นแนวทาง ประกอบด้วย ปัจจัยพื้นฐานดี สภาพคล่องเพียงพอ ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป ซึ่งปัจจุบันราคาหุ้นไทยมีการปรับฐานลงมาเป็นจังหวะในการเลือกหุ้นที่มีครบทั้ง 3 คุณสมบัติ

ประการสำคัญ คือ ให้กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท (Asset Allocation) เช่น ตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศ หุ้นไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและต่างประเทศ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดความผันผวนและสร้างผลตอบแทนที่ดี

เฮลท์แคร์-สถาบันการเงินถือยาว

สำหรับการลงทุนระยะยาวแนะนำ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ทั่วโลก เพราะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ที่ไม่ผันผวนนัก โดยในช่วงที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงแรงๆ หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์สามารถชนะตลาด และยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ที่ผ่านมามีการปรับตัวลดลงในช่วงวิกฤตเฮลท์แคร์ แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน

ทั้งนี้ การลงทุนในกลุ่มเฮลท์แคร์จะต้องเป็นการลงทุนระยะยาวและคาดหวังการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ผู้คนหันมาดูแลตัวเอง การเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ต้องการนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อมาดูแลป้องกันและรักษา และปัจจุบันอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ไม่ได้สูงมาก น่าลงทุนได้ จึงเป็นกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนในอนาคตได้

ในส่วนของกองทุนเฮลท์แคร์ บลจ.ทิสโก้ จะลงทุนในกองทุนเฮลท์แคร์ 5-6 กองทุน เป็นการผสม ทำให้ผลตอบแทนจะอยู่กลางๆ ต่างจากที่อื่นจะลงทุนเฉพาะในกองทุนใดกองทุนหนึ่ง ถ้าไม่ดีก็ต้องขายเพื่อไปซื้ออีกที่หนึ่ง

อีกกลุ่มคือ กลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ที่ผลประกอบการยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามภาวะเศรษฐกิจ และจะได้รับผลดีจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมา ทำให้มีส่วนต่างกำไรดีขึ้น

รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่คาดว่าจะเป็นตลาดที่ได้รับผลดีจากการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวและราคาหุ้นถือว่าไม่แพง

สำหรับ กองทุนลงทุนในหุ้นไทย ยังดูสวยงามเพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้ง ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะต่ำกว่า 4% การท่องเที่ยวชะลอตัว แต่ในอนาคตไทยมีโอกาสการเติบโตสูง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนภาคเอกชนที่จะมีมากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยไทยยังสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพิ่ม แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่ก็ยังไม่กระทบมากนัก

นับว่าคำแนะนำข้างต้นครบทั้งกลยุทธ์จัดสรรเงินระยะสั้น เพื่อสร้างกำไรในช่วงภาวะตลาดป่วนตั้งแต่วันนี้ไปไปถึง 3 เดือนแรกของปี 2562 และยังได้กลยุทธ์การออมเงินระยะยาว ที่พอร์ตลงทุนจะมีความแข็งแกร่งต้านทานความผันผวนในระยะนี้ได้