ลงทุนอะไรดี... ที่นี่มีคำตอบ

  • วันที่ 15 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ลงทุนอะไรดี... ที่นี่มีคำตอบ

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

หลากหลายทางเลือกการลงทุน จะเลือกลงทุนอะไรดี ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFFIF) และออกมาไล่เลี่ยก็ “พันธบัตรออมทรัพย์” ของกระทรวงการคลัง ล่าสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็ออก “สลากเกษตรมั่งคั่งที่ 3” ก็น่าสนใจ แล้วจะเลือกลงทุนอะไรดีล่ะ

กองทุน TFFIF

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFFIF) ของกระทรวงการคลัง ได้เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวนที่จัดสรรให้รายย่อยประมาณ 1,845-2,056 ล้านหน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท ผลตอบแทนคาดอยู่ที่ 4.75-5.3%

โดยผู้จองซื้อทั่วไปสามารถจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วย หรือ 1 หมื่นบาท และเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วยหรือ 1,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนที่จองซื้อ

เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนในวันที่ 12-19 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะใช้วิธีการจัดสรรแบบ Small Lot First คือ จัดสรรหน่วยลงทุนให้แก่ผู้จองซื้อทั่วไปทุกราย ตามจำนวนหน่วยจองซื้อขั้นต่ำที่ 1,000 หน่วยในรอบแรกและวนไปเรื่อยๆ รอบละ 100 หน่วย จนกว่าจะจัดสรรครบตามจำนวนหน่วยลงทุนที่เสนอขายสุดท้ายสำหรับผู้จองซื้อทั่วไป เพื่อให้ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งประกาศผลการจัดสรรหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไป ได้ในวันที่ 22 ต.ค. 2561 สนใจจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร (เฉพาะลูกค้า) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี

พันธบัตรออมทรัพย์

กระทรวงการคลัง ออกจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ครั้งที่ 1 (แบบไร้ใบตราสาร-Scripless) จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท รุ่นอายุ 3 ปี 1 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.46% ต่อปีรุ่นอายุ 7 ปี 1 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี

โดยจำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ระบบอินเทอร์เน็ต และ Mobile Application ของธนาคารผู้จัดจำหน่าย 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันที่ 19 ต.ค. 2561 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 29 มี.ค. 2562

วงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท-ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง​

สลากเกษตรมั่งคั่งที่ 3

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) เตรียมเปิดรับฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ชุดเกษตรมั่งคั่งที่ 3 วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เริ่มจำหน่ายในวันที่ 17 ต.ค. 2561

จำนวนรับฝาก 60 หมวด หมวดละ 100 ล้านหน่วย รวม 600 ล้านหน่วย รับฝากหน่วยละ 100 บาท อายุ 3 ปี มีสิทธิตรวจรางวัล 36 ครั้ง ลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท

ฝากครบกำหนด 3 ปี จะได้รับดอกเบี้ย 0.75% คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี

กรณีฝากตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไป ได้รับผลตอบแทน 1.330% ต่อปี คิดจากการรวมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว

หากฝากตั้งแต่1 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับผลตอบแทน 1.438% ต่อปี คิดจากการรวมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว และ 4 ตัว

เปรียบเทียบกับ “ทางเลือกการลงทุน” อื่นๆ ที่เสนอขายในช่วงนี้ ระหว่างพันธบัตรออมทรัพย์ หรือสลาก ธ.ก.ส. แล้ว การลงทุนกองทุน TFFIF ก็ “ชนะเลิศกว่า”

แต่หากเปรียบเทียบกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ “อินฟราฟันด์” ที่ขายในตลาดปัจจุบันให้ผลตอบแทน 6.5-9.8% ต่อปี ผลตอบแทนการลงทุนกองทุน TFFIF ก็ยังรั้งท้ายๆๆ

กองทุน TFFIF เหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว ที่รับความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากสินทรัพย์มีการเติบโตไม่สูง แต่ก็มีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว และเงินฝาก แต่หากเปรียบเทียบกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆผลตอบแทนต่ำกว่า

และกองทุน TFFIF มีรายได้สม่ำเสมอ ซึ่งดีกว่าตราสารหนี้ (ในอนาคตตราสารหนี้จะเสียภาษีเงินปันผล) ในขณะที่การลงทุนในกองทุนอินฟราฟันด์ จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งกองทุน TFFIF จะได้รับการยกเว้นภาษีอีก 8 ปี

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักลงทุนบางคนอาจจะไม่ได้มองแต่แค่ผลตอบแทนเท่านั้น จะเลือกลงทุนเพราะวัตถุประสงค์อื่นก็ได้ เช่น เพราะต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนภาครัฐ หรือสามารถเอาพันธบัตรไปค้ำประกันสินเชื่อหรือใช้เป็นสินทรัพย์สำรองได้ หรือบางคนก็ชอบที่จะลุ้นโชครางวัล

ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า กองทุน TFFIF เด่นสุดในกลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และดีกว่าพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งมีโอกาสลุ้นได้รับทั้งปันผลและกำไรจากส่วนต่างราคา

ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธีส่วนคิดลดเงินปันผลที่อายุกองทุน 30 ปี ได้ราคาพื้นฐาน 11.09 บาท คิดเป็นส่วนเพิ่ม หรืออัพไซด์ที่ 10.9% (ราคาพาร์ 10 บาท/หน่วย)

เมื่อรวมกับผลตอบแทนเงินปันผลและอัตราปันผลส่วนฯ ปี 2562 (สิ้นสุดเดือน ก.ย. 2562) อยู่ที่ 5.1% รวมอัตราผลตอบแทนเป็น 16% ด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ที่ 8.5% สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ 3.0%

อีกทั้งคาดว่าอัตราผลตอบแทนปันผลในอนาคตจะมีการเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากการเติบโตของรายได้ค่าผ่านทาง 2 ส่วน คือ ปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นในการใช้ทางพิเศษ และการปรับอัตราค่าผ่านทางที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี โดยรายได้มาจากทางพิเศษ หรือทางด่วนจำนวน 2 สาย คือ ฉลองรัชและบูรพาวิถี ซึ่งเป็นรายได้สม่ำเสมอและมีโอกาสเติบโต

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะ 3 ปีแรก เงินปันผลจะมีอัตราปันผลส่วนเพิ่ม รวมเป็น 5.1% 5.4% และ 5.7% ต่อปี อีกทั้งได้รับการยกเว้นภาษีปันผล 8 ปี

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย กล่าวว่า กองทุน TFFIF ผลตอบแทนยังไม่ปัง แต่ไม่ถึงกับขี้เหร่ เมื่อเทียบกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยกัน ที่ปัจจุบันกองอินฟราฯ ในตลาดปัจจุบันให้ผลตอบแทน 9.8-6.5% ต่อปี ในขณะที่ TFFIF คาดอยู่ที่ 4.75-5.3% (ณ ราคาพาร์ที่ 10 บาท)

สิ่งหนึ่งที่จะต้องมาพิจารณาด้วย คือ กองทุน TFFIF จะมีการทยอยคืนเงินต้นระหว่างทาง หมายความว่า กรณีนักลงทุนถือยาว 30 ปี (อิงจากทรัพย์ปัจจุบันที่กองทุนถืออยู่ คือ ทางด่วน 2 เส้น มีอายุ 30 ปี) เมื่อครบ 30 ปี ท่านจะไม่ได้รับเงินต้นคืน เพราะฉะนั้นในแต่ละงวดที่ได้รับเงินปันผลมาแล้ว ควรจะแยกว่า เป็นผลตอบแทนจากปันผลกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นเงินต้นกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะได้บริหารจัดการเงินให้เป็น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายให้กองทุน TFFIF เป็นเครื่องมือระดมทุนต่อเนื่อง นั่นก็หมายความว่ากองทุนนี้จะมีสินทรัพย์ประเภทโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเติม และปีหน้าจะนำทางด่วนอีก 2 เส้นเข้ามาเพิ่ม และหากการมีสินทรัพย์เข้ากองทุนเพิ่ม จะทำให้ผลตอบแทนเพิ่มเช่นกัน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ