ปรับพอร์ตรับ Recession ด้วยหุ้น Defensive

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ปรับพอร์ตรับ Recession ด้วยหุ้น Defensive

ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™ เวลท์แมเนเจอร์ ธนาคารทิสโก้

เข้าสู่ช่วงไตรมาส 4 กันแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะมีความเห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ลงทุนยากและมีความผันผวนสูงตลอดทั้งปี

สาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยงที่สลับเข้ามากระทบกับจิตวิทยาการลงทุน เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การอ่อนค่าของสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยเฉพาะกับจีนที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและหาข้อสรุปไม่ได้

ถึงแม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะยังเติบโตได้ดีในปีนี้ท่ามกลางความผันผวน แต่ในปีหน้าเศรษฐกิจโลกน่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากธนาคารกลางในหลายประเทศเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น อันจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินลดลง และต้นทุนทางการเงินของบริษัทเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของรัฐบาลทั่วโลกน่าจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยลงหลังจากที่เป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจโลกมาหลายปี

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนน่าจะยังคงเป็นอีกหนึ่งความไม่แน่นอนที่อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้นในปีหน้าทำให้เรามองว่าปี 2562 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากสำหรับการลงทุน และมีความจำเป็นที่นักลงทุนต้องมีการปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับความผันผวนที่อาจจะสูงขึ้น

หนึ่งในสัญญาณที่นักลงทุนควรจับตามองเมื่ออิงกับสภาวะการลงทุนในปี 2562 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็คือ เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ (Yield Curve)

โดยในปีหน้าเราคาดว่า Yield Curve จะกลับมามีลักษณะแบนราบ (Bear-Flattening) กล่าวคือ การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวจะเพิ่มขึ้นช้ากว่าระยะสั้น ซึ่ง Yield Curve ที่แบนราบนี้จะเป็นการสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในระยะต่อๆ ไปอาจมีแนวโน้มชะลอตัวรวมถึงแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็น่าจะมีการปรับขึ้นต่อได้อย่างจำกัดเช่นกัน

จากการศึกษาข้อมูลในอดีตย้อนหลังไปถึงช่วงปี 2553 ในตลาดหุ้นสหรัฐ พบว่าการลงทุนในหุ้นประเภท Defensive เช่น กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค บริการทางการแพทย์ และสาธารณูปโภค รวมถึงหุ้นปันผลสูง (High Dividend) และมีความผันผวนที่ต่ำ (Low Volatility) จะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในช่วงที่ Yield Curve แบนลง

โดยหากเราพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างผลตอบแทนของหุ้นแต่ละประเภทข้างต้นในช่วงที่เกิด Flatted Yield Curve จะพบว่าหุ้นในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด (Outperform)

นอกจากนี้ หากพิจารณาผลตอบแทนของหุ้นในรายอุตสาหกรรมในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recessions) ในสหรัฐ สามครั้งหลังสุดนับตั้งแต่ปี 2533 จะพบว่าหุ้นกลุ่ม Consumer Staples และ Healthcare สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดหุ้น S&P500 (Excess Return) ได้ดีที่สุด เฉลี่ยประมาณ 10% และ 6% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวลงของอัตราการเติบโตของกำไร (EPS Growth) ที่น้อยกว่าหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากสินค้าและบริการของบริษัทเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพในทุกช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ จึงสามารถทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดี

ดังนั้น เราแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นประเภท Defensive ของสหรัฐ ภายในช่วงปลายปี 2561 นี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในปี 2562

สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามหรืออาจขาดความรู้ ความชำนาญในการลงทุน เราแนะนำให้ทยอยซื้อกองทุนรวมต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น Defensive ของสหรัฐ เช่น กลุ่ม Consumer Staples และ Healthcare เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังคงคำแนะนำให้กระจายความเสี่ยงการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อรับมือกับความผันผวนที่น่าจะสูงขึ้นในปีหน้าด้วย

ข่าวอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ