ทิศทางการลงทุน ครึ่งปีหลัง

  • วันที่ 31 พ.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

ทิศทางการลงทุน ครึ่งปีหลัง

โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต 

ภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้มีความผันผวนค่อนข้างมาก ผมจึงขอเริ่มต้นจากคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีอยู่ในใจหลัก 6 คำถาม คือ

1.เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแค่ชั่วคราวหรือของจริง

การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ชะลอตัวลงจากครึ่งหลังของปีที่แล้วอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าอัตราการเติบโตจะต่ำกว่าในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน แต่ยังคาดว่าอัตราการเติบโตในปีนี้และปีหน้าจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 4 ปีก่อนหน้า (2555-2559) โดยที่การขยายตัวในช่วงต่อจากนี้น่าจะดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่แผ่วจากฤดูกาล เพราะหลายประเทศต้องเผชิญกับความหนาวเย็นนานกว่าปกติ

มีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) มากกว่า (โดยเฉพาะสหรัฐ) เพราะราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นตัวถ่วงการขยายตัวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) 

ด้านเศรษฐกิจไทย คาดว่าอัตราการเติบโตในปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา คือ ที่ประมาณ 4.2-4.4% จากความต้องการในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และเชื่อว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้จะมีการกระจายตัวทั่วถึงมากขึ้น และเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี แต่ความโดดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินของประเทศอื่น

2.สงครามการค้า น่ากลัวแค่ไหน

ประเมินว่า ประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดและอันดับ 2 ของโลกจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกนาน แต่โอกาสที่จะเกิดการแตกหักและสร้างผลกระทบรุนแรงทางลบในปีนี้ไม่มากนัก

3.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว จะส่งผลอย่างไร

ต่อจากนี้ เฟดยังคงต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไป อย่างน้อยถึง 3% ซึ่งเป็นระดับที่เฟดมองว่าเหมาะสมในระยะยาวที่จะช่วยให้เงินเฟ้อของสหรัฐไม่สูงเกินไปและมีการว่างงานต่ำ นั่นก็หมายความว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมาถึงครึ่งทางแล้ว แม้ว่าเฟดจะแสดงท่าทีไม่รีบร้อนที่จะขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม แต่เชื่อว่าครึ่งหลังวงจรดอกเบี้ยในรอบนี้ ตลาดการเงินการลงทุนจะผันผวนสูงขึ้น เพราะนอกจากจะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว เฟดยังได้เริ่มลดปริมาณการซื้อตราสารหนี้สหรัฐลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ตามแผนการถอนมาตรการเชิงปริมาณ (คิวอี) นักลงทุนจึงควรเตรียมตัวตั้งรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นทั้งในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น เพราะเป็นไปได้สูงที่เงินดอลลาร์จะยังไม่กลับมาอ่อนค่าลงในปีนี้

4.ควรลงทุนต่อ หรือถอยดี

จากทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย และการประเมินอัตราเติบโตของกำไรบริษัทในตลาดหุ้นในปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า (กำไรบริษัทในตลาด DM เติบโตที่ 17.0% และ 9.3% ในปี 2561 และ 19, ตลาด EM เติบโตที่ 17.6% และ 9.3% และตลาดหุ้นไทยเติบโตที่ 11.4% และ 8.8%) ประกอบกับการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังมีแนวโน้มที่จะทยอยปรับตัวสูงขึ้น (นั่นคือ ราคา พันธบัตรที่ซื้อขายในตลาดลดต่ำลง) จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ขณะที่การลงทุนในตลาดตราสารหนี้นั้น ไม่ควรที่จะถือตราสารที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 2 ปี จะเสียโอกาสในการลงทุนเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้ ส่วนการเลือกที่จะไม่ลงทุนและถือเงินสดดูจะเป็นทางเลือกที่ด้อยกว่า เพราะอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินสดที่ถือไว้ด้อยค่าลง

5.หุ้นไทยยังดีหรือไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ

มุมมองในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าหุ้นต่างประเทศจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นไทยเล็กน้อย โดยเฉพาะหุ้นใน DM ที่์ประเมินกันว่ากำไรของบริษัทในตลาดจะเพิ่มขึ้น 17% ในปีนี้ และ 9.3% ในปีหน้า ขณะที่การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ กดดันตลาดหุ้นในกลุ่ม EM ในระยะสั้น แม้ว่าในปีนี้และปีหน้ากำไรของบริษัทใน EM จะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับ DM และราคาหุ้นซื้อขายบนสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ต่ำกว่ามากก็ตาม โดย พี/อี DM อยู่ที่ 16 เท่าของกำไรในปีนี้ ขณะที่ พี/อี EM อยู่ 12.2 เท่า ทำให้เชื่อว่าจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม EM สำหรับระยะยาวขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินดอลลาร์ โดยคาดว่าจะมีจังหวะให้ลงทุนในครึ่งหลังของปีนี้ เมื่อเงินดอลลาร์พักฐาน

นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี SET Index ถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ได้กำไรจากการปรับขึ้นของราคาหุ้นและเงินบาทที่แข็งค่า โดย 5 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทย 1.2 แสนล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วทั้งปีที่ขายสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนที่ถูกความล่าช้าในการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การเมืองในประเทศ การลดคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทในตลาดลงบางกลุ่ม รวมทั้งผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทในตลาดที่เติบโต 0.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือราคาน้ำมันดิบที่กลับมาอ่อนตัว กดดันตลาดในช่วงครึ่งปีแรก หากไม่มีปัจจัยต่างประเทศ ทิศทางการลงทุนน่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะรับรู้ปัจจัยเชิงลบไปพอสมควรแล้ว และคาดว่าแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศจะลดลงในครึ่งปีหลัง ขณะที่การเติบโตของกำไรบริษัทในไตรมาส 2 และ 3 มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยที่กำไรบริษัทในตลาดในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้น 11% ได้ตามประมาณการของนักวิเคราะห์ เป็นปัจจัยบวกต่อตลาด

6.ควรจัดพอร์ตอย่างไร

ผมยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้น โดยปรับน้ำหนักให้เป็นปกติ และกระจายการลงทุนไปทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศ ควรลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเน้นตราสารที่อายุคงเหลือไม่เกิน 2 ปี หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ในระยะยาวเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยควรทยอยลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ล็อกกำไรจากการลงทุนในหุ้น และลงทุนเพิ่มในกองทุนตราสารหนี้ขึ้นช้าๆ เพื่อควบคุมความเสี่ยง แรงกดดันต่อราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะเริ่มลดลง เมื่อวงจรการขึ้นดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีที่จะกลับเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ