โอกาสรวยหุ้น ช่วงกระทิงพักฐาน

วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 11:30 น.
โอกาสรวยหุ้น ช่วงกระทิงพักฐาน
โดย...พูลศรี เจริญ

ตลาดหุ้นโลกและหุ้นไทยที่เผชิญแรงขายด้วยความตื่นตระหนก (Panic Sell) ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เป็นเพียงการปรับฐานของตลาดที่อยู่ในภาวะกระทิง

อีกทั้งมองว่าหาใช่เป็นสัญญาณการเกิดวิกฤต หรือฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐแตก เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

ปัจจัยกดดันสำคัญที่นำมาสู่แรงขายหุ้นแบบหนักหน่วงทั่วโลก เกิดจากความกังวลของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ จากเดิมมองว่า 1 ครั้งกว่าๆ เพิ่มมาเป็น 3 ครั้ง

การปรับฐานของหุ้นรอบนี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะสะเด็ดน้ำ หรือจบรอบการปรับฐานเมื่อไหร่ แต่มีการคาดการณ์คร่าวๆว่า ประมาณ 1-2 เดือน

สำหรับหุ้นไทย ทั้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน มองว่าอาจได้เห็นดัชนีปรับตัวต่ำสุด 1,700 จุด ขณะที่ ณ เวลานี้ยังไม่มีการปรับลดเป้าดัชนี โดยยังคงยืนเป้าหมายสูงสุดของปีที่ 1,900 จุด

 

เมื่อเทียบการคาดการณ์จุดสูงสุดกับจุดต่ำสุดของหุ้นไทย ก็เท่ากับว่ามีส่วนต่าง 200 จุด นั่นคือโอกาสลงทุน

ส่วนใครจะลงทุนหรือเลือกซื้อหุ้นแบบไหนก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล นั่นก็หมายความว่า ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และเงินในกระเป๋า ว่าเป็นเงินเย็น หรือเป็นนักลงทุนระยะกลาง หรือระยะยาว หรือเป็นเงินเก็งกำไรระยะสั้น

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นที่ยังอยู่ในภาวะกระทิงนี้ หากมีแรงขายด้วยความตื่นตระหนกขึ้นมาอีก จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงรุนแรงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน

อย่างไรก็ดี จากคำแนะนำของณัฐชาต ขอขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ ว่าเฉพาะนักลงทุนระยะยาวที่ถือเงินสดมากกว่าระดับปกติในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากราคาหุ้นได้ตอบรับข่าวร้ายไปมากแล้ว สะท้อนจาก VIX Index ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนความผันผวนของตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป แต่ขณะนี้ไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจใดๆ เกิดขึ้น

 

ณัฐชาต ยังมองว่าการปรับลงของตลาดหุ้นไทยมีระดับแนวรับสำคัญอยู่ 2 ระดับ ได้แก่ แนวรับแรกที่ระดับ 1,750-1,760 จุด เนื่องจากเป็นระดับต้นทุนดัชนีของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ที่เข้ามาซื้อหุ้นอย่างหนักในช่วงต้นเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

แนวรับที่สองที่ดัชนี 1,700 จุด เนื่องจากเป็นระดับที่น่าสนใจในแง่ของมูลค่าหุ้น เพราะซื้อขายด้วยราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ปี 2562 ที่ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพในเชิงของมูลค่าหุ้น

ในสภาวะที่ตลาดยังต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายนี้ บล.ทิสโก้ แนะนำธีมลงทุน 4 ธีมดังนี้

หุ้นงบดี ราคายังมีโอกาสปรับขึ้น (อัพไซด์) ไม่น้อยกว่า 5% เช่น บริษัท อมตะ วีเอ็น (AMATAV) บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ (ASAP) บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP)

 

บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท คอมเซเว่น (COM7) บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) บริษัท แพลน บี มีเดีย (PLANB) บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป (PLAT) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) บริษัท อาร์เอส (RS) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)

หุ้นปันผลดี ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 5% ต่อปี ประกอบด้วย บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) บริษัท ภัทรลิสซิ่ง (PL) บริษัท ปริญสิริ (PRIN) และ MSC

หุ้นเกี่ยวข้องการบริโภค การลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 และการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วย บริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท โรบินสัน (ROBINS) BEAUTY และ COM7

 

หุ้นได้ประโยชน์การลงทุนภาครัฐ-เร่งผลักดันระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) และการลงทุนเอกชนฟื้นตัวตาม หุ้นแนะนำคือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และ ROJNA

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) CK และ UNIQ

สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แนะนำ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

อีกมุมมองที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ที่ระบุว่าหุ้นไทยไม่จำเป็นที่จะต้องลงหนักตามตลาดสหรัฐ ดังนั้นมองว่าดัชนีที่ระดับ 1,768 จุด จะเป็นแนวเข้าซื้อสะสมอีกรอบ

โดยหุ้นไทยมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นคือ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.อีอีซีแล้ว หลังจากนี้คือการส่งให้นายกรัฐมนตรียื่นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป คาดว่าปัจจัยนี้จะทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับวัฏจักรการลงทุนทั้งนิคมอุตสาหกรรม ธนาคาร และรับเหมาและยังสามารถคาดหวังถึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามามากขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไป

นอกจากนั้น ตั้งแต่สัปดาห์นี้ตลาดจะเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการของภาคผลิตจริง หรือเรียลเซ็กเตอร์ จำนวน 500 บริษัท ซึ่งมีหลายบริษัทที่จะขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสของปีเดียวกัน และเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และวันที่ 20 ก.พ.นี้ ติดตามการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ หรือจีดีพีไทย งวดไตรมาส 4 ปี 2560 บล.กสิกรไทยคาดว่าจะขยายตัว 4.7% หากเป็นไปตามคาดจะทำให้ตลาดตอบรับเชิงบวกได้

 

ฝั่งนักลงทุนสถาบัน เตรียมเงินพร้อมลงทุนในหุ้นไทยเช่นกัน โดย พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมพิจารณาออกกองทุนทริกเกอร์หุ้นไทยในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงมาที่ราว 1,750 จุด โดยอาจกำหนดลักษณะคล้ายกองทุนทริกเกอร์เดิมที่กำหนดระยะเวลา 5 เดือน ผลตอบแทนราว 5%

สำหรับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศจากการสำรวจพบว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนยังเชียร์หุ้นจีน อินเดีย และแม้แต่หุ้นสหรัฐ ก็มีบาง บลจ.เห็นเป็นโอกาสลงทุน

ตัวอย่างเช่น บลจ.กสิกรไทย ให้เหตุผลที่ยังเชื่อมั่นการลงทุนในหุ้นจีนว่าเนื่องจากมีปัจจัยบวกหนุนหลายเรื่อง เช่น เศรษฐกิจเติบโตดี โดยมีการคาดว่าปีนี้ขยายตัว 6% การบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และนโยบายของรัฐบาลที่ต่อเนื่อง นอกจากนี้หุ้นจีนยังซื้อขายในระดับราคาที่ถูกกว่าประเทศอื่นในเอเชียและภูมิภาคอื่น

นาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศบลจ.กสิกรไทย  กล่าวอีกประเด็นที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น คือการที่ MSCI จะเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Share เข้าไปคำนวณในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ในช่วงกลางปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเงินทุนถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ตลาดหุ้นจีนในอีกช่วง 10 ปีข้างหน้า

สำหรับ บลจ.กสิกรไทย มีกองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในประเทศจีน(A-Share) และฮ่องกง (H-Share) กองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 46.14% ปี ย้อนหลัง 3 ปี ให้ผลตอบแทนที่ 15.89% ต่อปี

ด้าน บลจ.ทิสโก้ เห็นโอกาสช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานรุนแรง ด้วยการออกกองทุนทริกเกอร์ หรือกองทุนที่ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน โดยให้เหตุผลว่าเป็นโอกาสทองในการซื้อหุ้นเมกะเทรนด์ของโลก นั่นคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ หุ้นเทค

นอกจากนี้ ในเดือน ก.พ. หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐปรับตัวลดลง 7.9% จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือน ม.ค. ซึ่งบลจ.ทิสโก้ มองว่าเป็นโอกาสดีในการเข้าซื้อ เพราะการปรับฐานไม่ได้มาจากเศรษฐกิจชะลอตัว หรือการปรับลดประมาณการผลดำเนินงาน