คิดอย่างไร ให้ไม่ตกยุค

  • วันที่ 26 ก.ย. 2560 เวลา 20:55 น.

คิดอย่างไร ให้ไม่ตกยุค

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บล.บัวหลวง

เรื่องนี้คุยกันเยอะว่า ทั้งตัวเราและธุรกิจต้องเปลี่ยน แต่ไม่ค่อยมีใครสรุปให้ฟังว่าต้องเปลี่ยนอย่างไรถึงจะรุ่ง...ผมพอจะสรุปคร่าวๆ ให้ฟังดังนี้

ยุค 1.0 โลกเปลี่ยนเพราะมีการคิดเครื่องจักรไอน้ำ เครื่องทุ่นแรง เข้ามาเปลี่ยนทั้งการเกษตรและการผลิต ถ้าเราสังเกตในยุคนั้น ก็คืจุดเริ่มต้นของรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน มีการจุดระเบิด มีการไหม้ มันท้าทายคนในยุคนั้นที่ใช้รถม้าว่าใช้รถยนต์ดีกว่า ซึ่งปัจจุบันอย่างเทคโนโลยีรถยนต์กำลังถูกท้าทายอีกครั้ง ด้วยการขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ที่เร็วกว่า ประสิทธิภาพสูงกว่า คุณลองคิดสิว่าอีกกี่ปีรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทน เครื่องยนต์แบบเดิม (เหมือนที่เราเคยใช้โทรศัพท์มือถือแบบอะนาล็อก แล้วทุกคนในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนเป็นดิจิทัลสมาร์ทโฟน)

ใช่!! มันมาเร็วกว่าที่เราคิด จนลืมไปเลยว่าไม่กี่ปีก่อนยังใช้มือถือแบบเก่ากันอยู่เลย

ยุค 2.0 โลกเปลี่ยนเพราะมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบผลิตภัณฑ์มวลชน ยุคนั้นใครเป็นเจ้าของโรงงานก็รวยทุกคน เพราะสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง ยุค 2.0 การผลิตเยอะๆ การมีโรงงานของตัวเองมันเวิร์ก เพราะว่าตลาดมีความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย ก็สินค้าไม่ได้มีให้เลือกมาก แต่คนมีความต้องการซื้อเยอะกว่า ผลิตออกมาเถอะเดี๋ยวมีคนซื้อ (หลังจากนั้นทุกประเทศเริ่มยอมรับแนวคิดของการผลิตแบบมวลชน ทั้งจีน ทั้งอินเดีย ทุกประเทศอยากผลิตให้มากเพื่อตัวเองจะได้รวย)

ยุค 3.0 โลกเปลี่ยนเพราะคอมพิวเตอร์ มันมาช่วยให้มนุษย์สามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้ และนี่เป็นยุครุ่งเรืองของปลาใหญ่กินปลาเล็ก บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการอย่าง วอลมาร์ท ครองโลก เพราะจัดการได้ดีกว่า ถูกกว่า

จุดสิ้นสุดของยุค 3.0 มันมาถึงตรงที่ความต้องการของลูกค้าต้องการมันเริ่มตามผลิตไม่ทัน ก็ทุกบริษัทแข่งกันผลิตสินค้า จนมันเกินความต้องการของลูกค้าไปแล้ว ปัญหาในโลกมันเปลี่ยนเป็นสินค้ามันมีตัวเลือกมากเกินไป จนลูกค้าซื้อไม่ทัน

ผลก็คือเจ้าของโรงงานเริ่มเครียด จากเดิมผลิตยังไงก็ขายหมด กลายเป็นเริ่มขายไม่ได้ สินค้าล้นโลก ต้นทุนเจ้าของโรงงานก็สูงขึ้น จนบางโรงงานเริ่มซวย เจ๊ง ปิดตัว เป็นจุดเริ่มต้นของ วิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อ

ยุค 4.0 โลกมันเปลี่ยนเพราะข้อมูลข่าวสารมันเปิดกว้าง วันนี้ผู้บริโภคและรายย่อยรู้เท่าทันรายใหญ่ ข้อมูลมันถึงกันหมด จากที่รายใหญ่เคยกุมการรับรู้ กุมสื่อ กลายเป็นว่ารายย่อยวันนี้กุมสื่อแทน คนตัวเล็กกับมือถือเครื่องเดียว สามารถส่งเสียงดังจนทำให้องค์กรขนาดใหญ่กลัวได้

สิ่งที่จะเกิดต่อไปในยุค 4.0 ก็คือ

- ธุรกิจต้องปรับในเรื่องต้นทุนทั้งหมด การมีโรงงานเป็นของตัวเองกลายเป็นเรื่องที่เหนื่อย เพราะต้นทุนสูง แถมปรับเปลี่ยนยาก อย่าง แอปเปิ้ล ไนค์ เป็นตัวอย่างที่โชว์ให้เห็นว่าไม่มีโรงงานของตัวเอง ก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกได้ หัวใจไม่ได้อยู่ที่การผลิต แต่เปลี่ยนมาเป็น “การบริหารจัดการโรงงานผลิต แทนการผลิตเอง” (ทำยังไงให้คุมโรงงานได้ โดยที่ไม่ต้องมีโรงงาน)

- คำว่า อุตสาหกรรม จะกลายเป็นสิ่งที่หมดอายุ เพราะต่อไปจะไม่มีเส้นแบ่งอุตสาหกรรม ธนาคารอาจเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ส่วนบริษัทอสังหาฯ อาจเข้าสู่การท่องเที่ยวและบริการ ค้าปลีกอาจผันตัวไปเป็น Office ปั๊มผันตัวเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ 24 ชั่วโมง และศูนย์กระจายสินค้าโรงพยาบาลอาจผันตัวไปเป็นเซ็นเตอร์รีไทเมนต์ ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าทุกธุรกิจจะมุ่งไปทำบริการ ที่ตอบโจทย์ลูกค้า เพราะการบริการมันกำไรกว่าการผลิต

- ทุกธุรกิจจะมีสื่อของตัวเอง เพราะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการบริการ และการสร้างแบรนด์ ใครไม่มี จะต้องผลิตและขายสินค้าที่เน้นแต่การลดราคาที่ไม่มีกำไร และตายไปในที่สุด

- แรงงานจะเปลี่ยน จะไม่มีลูกหม้อ (ลูกจ้างที่บริษัทจ้างงานตลอดชีวิต) แต่ลูกจ้างทุกคนจะกลายเป็นเจ้าของธุรกิจบริหารตัวเอง เราแต่ละคนก็เหมือนสินค้าที่ต้องบริหารแบรนด์ และพัฒนาประสิทธิภาพตลอดเวลา

- อสังหาฯ จะเริ่มเปลี่ยน ทำเลจะค่อยๆ หมดความสำคัญ แล้วถูกแทนด้วยการจัดส่งสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (ทำเลทองไม่ใช่ที่ดินอีกต่อไป แต่เป็นการส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าในแบบที่เขาต้องการ)

- บริษัทเดิมทีเคยคิดแต่เรื่องดูแลลูกค้า ต่อไปพนักงานก็ต้องบริหารเหมือนบริหารลูกค้า

- ธุรกิจจะเปลี่ยนเป็นบริการที่ต้องเปิด 24 ชั่วโมง

สรุปคร่าวๆ

1.ลูกค้าจะเสียงดังกว่าธุรกิจ ใครทำให้ลูกค้ารักแล้วช่วยบอกต่อไม่ได้ ตายลูกเดียว

2.พนักงานจะไม่ใช่ของตาย ต้องบริหารพนักงานเสมือนเขาเป็นลูกค้าของบริษัท ถ้าพนักงานรู้สึกดี ลูกค้าก็จะรู้สึกดีตาม เพราะเขาอยู่ติดกับลูกค้า

3.จะไม่มีสินค้าที่ขายดีตลอดไป ต้องพัฒนาตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

4.สินทรัพย์ของบริษัทจะไม่ใช่โรงงาน ไม่ใช่ทำเลการค้า แต่เป็นแบรนด์และความน่าเชื่อถือที่สร้างกับลูกค้าโดยตรง

สงครามเย็นในธุรกิจกำลังเริ่มขึ้น แล้วมันจะกินเวลายาวนาน ถ้าใคร ขายสินค้าเดิม ทำแบบเดิม รายได้คุณจะค่อยๆ ลดลงประมาณ 50% ภายใน 2 ปี

ผู้ที่อยู่รอดในยุค 4.0 คือ ผู้ที่เอาประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้ง

ส่วนผู้ที่รุ่งเรืองในยุค 4.0 ก็คือ ผู้ที่เอาทั้งประโยชน์ของลูกค้าและทั้งพนักงานเป็นที่ตั้ง

ภาพ...เอเอฟพี 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ