อิตาลีออกจากยูโร ... ที่ไม่เกี่ยวกับผลบอล

  • วันที่ 07 ก.ค. 2559 เวลา 10:59 น.

อิตาลีออกจากยูโร ... ที่ไม่เกี่ยวกับผลบอล

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

พอดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเห็นหัวข้อข่าว “Italy exits euros” แล้วตกใจ อ่านไปอ่านมาก็ร้อง อ๋อ ที่แท้หมายถึงอิตาลีดวลจุดโทษแพ้เยอรมนีตกรอบ"ยูโร 2016" นั่นเอง ไม่ใช่ว่าอิตาลีจะออกจากกลุ่มยูโรโซนแต่อย่างใด แต่ที่ตกใจก็เพราะว่าหัวข้อข่าวนั้นไปกระตุ้นต่อมความ “กลัว” ของเรา หลังเกิดเหตุการณ์ Brexit ขึ้นแล้ว เราเองก็เกรงว่าจะเกิดอาการ “ลาม” ของการไม่เอา EU หรือการรวมกลุ่มเป็นยูโรโซน ไปยังประเทศอื่นๆ ดังนั้น ในที่นี้ผมขอมาพูดเกี่ยวกับอิตาลี ที่กำลังจะมีการลงประชามติไม่เกินเดือน ต.ค. นี้

การลงประชามติในอิตาลี ที่จริงไม่เหมือนการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (UK) ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ในกรณีของอิตาลีไม่ใช่การออกเสียงว่าจะอยู่ต่อหรือออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) แต่เป็นการรับหรือไม่รับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าดูเผินๆ ก็ไม่น่าต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับการสมาชิกภาพยูโรโซนของอิตาลีแต่อย่างใด

ที่มาที่ไปของการลงประชามติของอิตาลีครั้งนี้ คือ การที่อิตาลีมีระบบ 2 สภา แต่ทั้งสองสภานั้นมีอำนาจเท่าๆ กัน กฎหมายที่จะออกมาต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา ทำให้บ่อยครั้งที่กฎหมายสำคัญๆ ถูกเตะถ่วงโยนไปโยนมาระหว่างสองสภาไม่มีสิ้นสุด แต่ในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกฯ นั้น กลับใช้เสียงแค่สภาใดสภาหนึ่งก็ถือว่าเพียงพอ จึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองในอดีตการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะปรับประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้ ซึ่งน่าจะช่วยทำให้การเมืองของอิตาลีมีเสถียรภาพมากขึ้น (แต่ก็มีการต่อต้านว่าเป็นการรวบอำนาจ)และก็ไม่เกี่ยวข้องกับเอาหรือไม่เอา EU/ยูโรโซนอยู่ดี

อีกทั้ง ผู้นำประเทศอื่นคงเห็นกรณีอังกฤษเป็นตัวอย่างแล้ว นายกฯ เรนซี ของอิตาลี คงไม่ได้อยู่ดีๆ ลุกขึ้นมา “เดิมพัน” เปิดให้มีการลงประชามติเสียเอง เหมือนดังเช่น “ว่าที่อดีตนายกฯ” คาเมรอน ของอังกฤษเคยทำไว้จนเป็นเรื่องถึงทุกวันนี้

แต่หลังจาก Brexit ผ่านไป ความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นการลงประชามติ หรือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ก็อาจถือเสมือนเป็นการลงประชามติเอาหรือไม่เอา EU/ยูโรโซนไปโดยพฤตินัย (De facto)เสียแล้ว

ความเสี่ยงของการลงประชามติของอิตาลีอยู่ที่นาย มัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลีคนปัจจุบัน ดันไป “เดิมพัน” อีกแบบ โดยเขาประกาศว่าจะลาออกจากตำแหน่งหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งผลโพลล์ล่าสุด (3 ก.ค. ที่ผ่านมา) ถ้านับเฉพาะผู้ที่ตอบว่าเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย ชี้ว่าเสียงที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอยู่ที่ 48%และไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 52% (ตัวเลขคุ้นๆ กับไหมครับเท่ากับผล Brexit เลย) แต่ยังมีผู้ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจอยู่สูงถึง 30-40% จึงยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง(ตอน Brexit ก็พูดกันเช่นนี้ครับ ไม่ตัดสินใจตอนนั้นอยู่ประมาณ 20%)

แต่ถ้าเกิดว่าทำประชามติแล้วไม่ผ่าน และนายกฯ ลาออกจริง ก็อาจเปิดทางให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ และมีโอกาสที่พรรคที่ไม่เอาการรวมกลุ่มใช้เงินสกุลยูโรอย่างเช่น พรรค Movimento 5 Stelle (Five-Star Movement, M5S) เข้ามาดำรงตำแหน่ง อันเป็นการปูทางไปสู่การลงประชามติเกี่ยวกับยูโรโซนในที่สุด ถ้านับคะแนนความนิยมในปัจจุบัน พรรค Partito Democratico (Democratic Pary, PD) ของนายกฯ เรนซี ยังได้รับคะแนนนิยมมากสุดอยู่ ที่ประมาณ 30%  แต่ก็ลดลงมากจากเดิมที่เคยได้ 42-43% เมื่อ 2 ปีก่อน และคะแนนเสียงปัจจุบันก็สูสีอย่างมากกับพรรค M5S ซึ่งมีคะแนนนิยมอยู่ที่ประมาณ30%เช่นกัน ทั้งที่มีที่นั่งในสภาล่างของอิตาลีอยู่เพียง 14% เท่านั้นจากผลการเลือกตั้งในปีก่อน นับกว่า M5S ซึ่งจุดกระแสไม่เอายูโรโซน (แต่ยังอยู่ใน EU ต่อไป)ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมานี้เอง

ความไม่แน่นอนในอนาคตยังมีอยู่อีกมากมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะผ่านประชามติในเดือน ต.ค. นี้ก็เป็นได้ ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าอิตาลีจะ “Exit” หรือหากมีการเลือกตั้งใหม่พรรค M5Sอาจไม่ชนะการเลือกตั้งก็ได้ หรือหากพรรค M5Sชนะเลือกตั้งและเปิดให้ลงประชามติผลก็อาจออกมาว่าอยากจะอยู่ในยูโรโซนต่อไปก็ได้ ดังนั้น หากมองในเชิงความเป็นไปได้ ก็ถือว่าโอกาสที่อิตาลีจะออกจากยูโรโซนยังมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติในเดือน ต.ค. นี้ ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของอิตาลีในยูโรโซนให้เกิดขึ้น ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจอิตาลี และสร้างกระแส (Momentum)ของการไม่เอายูโรให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย คงไม่ใช่ภาพที่สวยหรูเท่าไหร่ และต้องคอยติดตามเป็นอย่างดีครับ

แต่ก่อนที่จะถึงการลงประชามติของอิตาลีในเดือน ต.ค. เรามองว่าธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกน่าจะมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบจากผลการโหวต Brexit สภาพคล่องใหม่ที่จะเข้ามานี้ น่าจะพอผลักดันสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวดีขึ้นนะครับ จึงน่าจะเป็นเวลา 2-3 เดือนที่ยังน่าจะดีอยู่ หลังจากนั้นก็รอไปลุ้นผลการลงประชามติของอิตาลีอีกทีครับ แล้วก็อย่าลืมการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย. นี้, การเลือกตั้งนายกฯ เนเธอร์แลนด์ ในไตรมาสแรกปีหน้า รวมไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งกระแสการไม่เอายูโรนับรุนแรงมากทีเดียวทั้งในเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ไว้มีโอกาสคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ