Baby Boomer

วันที่ 10 ก.พ. 2559 เวลา 12:14 น.
Baby Boomer
โดย วรวรรณ ธาราภูมิ  CEO กองทุนบัวหลวง

ในทางประชากรศาสตร์ Baby Boomer คือช่วงที่มีเด็กแห่กันมาเกิดเป็นจำนวนมากๆ ในช่วงสั้นๆ โดยช่วงที่มีBaby Boom แบบจัดหนักคือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่เด็กๆ พากันแห่กันไปเกิดในประเทศที่ชนะสงคราม

Baby Boomer อเมริกันเกิดในช่วง 1946-1964 หลังทหารอเมริกันปลดประจำการและกลับบ้าน ในขณะที่แคนาดาเป็นปี 1947-1966 เพราะทหารแคนาดาปลดประจำการหลังทหารอเมริกัน

Baby Boomer ช่วงอื่นๆ ก็มี แต่ไม่มากเท่ายุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นปี 2000 ที่คนเห่อมิลเลเนียม ทั้งยังเป็นปีมังกรทองอีกด้วย จึงอยากให้ลูกเกิด เลยเร่งผลผลิตกันอุตลุด

กลุ่ม Baby Boomer อเมริกันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้คือกลุ่มที่เราพูดถึง เพราะกำลังมีอายุ 45-65 ปี โดยอยู่ในช่วงอายุ 60 ขึ้นไปก็เริ่มทยอยเกษียณอายุการทำงานกันแล้ว

แต่ด้วยจำนวนประชากรผู้มากวัยวุฒิของสหรัฐฯ มีมากกว่าผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน แถมการแพทย์ก็ก้าวหน้า ทำให้อายุยืนกว่าสมัยก่อน ในขณะที่คนกลุ่มนี้ไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น บริโภคน้อยลง ในระยะยาวก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตถึงขั้นขาดทุนได้ ซึ่งน่ากังวลเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะกำลังซื้อหลักกำลังเลื่อนไปสู่วัยที่มีแต่ใช้เงินเก็บ โดยหาเงินเพิ่มไม่ได้

คนมาเกิดใหม่ในรุ่นหลังๆ มีน้อยลง เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่อยากมีภาระ หรือไม่ยอมสมรส สัดส่วนประชากรสูงวัยจึงมากกว่าสัดส่วนคนมีแรงทำงาน และถ้าไม่วางแผนจัดการโครงสร้างประชากรให้ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะร้ายแรงกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างสึนามิ

กลุ่ม Baby Boomer ของสหรัฐฯ เคยมีสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับวัยอื่น พอกลุ่มนี้โตขึ้น เข้าสู่แรงงานก็สร้างความมั่งคั่งให้เกิดกับเศรษฐกิจได้ สัดส่วนกลุ่มวัยทำงานจึงเพิ่มขึ้นเพราะ Baby Boomer โตขึ้น

แล้ววันนี้พวกนี้ก็แก่

ในวันนี้ Baby Boomer อเมริกันกำลังเกษียณด้วยอัตรา 10,000 คนต่อวันในตลอดช่วง 17 ปีข้างหน้า !

Deutsche Bank เคยออกรายงานว่า ยุคทอง (Golden Age) ในปี 1982-2007 จบไปแล้ว และขณะนี้เป็นยุคเทา (Grey Age)

ซึ่งมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ยุค Baby Boomer วัยหนุ่มสาว อันเปรียบได้ว่าเป็นยุคทองเพราะสร้างผลผลิตกับความมั่งคั่งแก่เศรษฐกิจ ได้จบลงไปแล้ว และกำลังกลายเป็นยุคเทาตามสีของเส้นผม

ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ หลังจากสร้างผลผลิตให้แก่ประเทศ ให้แก่โลกจำนวนมากแล้ว Baby Boomer ของสหรัฐฯ กำลังแก่ลงๆ จนเป็นผู้ชราที่ไม่อาจสร้างผลผลิตให้ได้อีก ไม่สามารถหารายได้เพิ่มเพราะสังขารเสื่อมถอยตามอายุ และอาจจะมีคนชราเพียง 1% เท่านั้น ที่ไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการรัฐบาลสหรัฐฯ

มันจึงเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าที่สุด เพราะหากไม่มองในแง่สังคมและศีลธรรมแล้วก็พูดได้เลยว่าผู้ชราเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจ

ชนเผ่าต่างๆ เวลาย้ายถิ่นฐานทำกิน ก็จะทิ้งผู้เฒ่าไว้ข้างหลัง

มีเรื่องเล่าว่าบางชนเผ่าเอาคนชราไปทิ้งให้ตายข้างนอกท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง จะได้ไม่เปลืองอาหารที่ต้องเก็บไว้ให้คนหนุ่มสาวกับเด็กๆ

ที่น่าประทับใจก็คือ คนชราเหล่านี้เขาน้อมรับชะตากรรมอย่างเสียสละและสง่างามที่สุด เพราะแม้ในช่วงที่เผชิญกับอดอยาก ผู้เฒ่าผู้แก่จะยอมอดเพื่อให้ลูกหลานได้มีชีวิตอยู่ต่อไป

เมื่อคนชราชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการรัฐบาล มันก็น่าห่วงที่สุดว่าระบบสวัสดิการรัฐหรือSocial Welfare อย่างประกันสังคมมันถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานได้ในขณะที่เศรษฐกิจมีการเติบโตเท่านั้น และมันเป็น Unfunded เหมือนแชร์ลูกโซ่ (รัฐบาลไม่ได้กันเงินใส่ลงไปให้ครบ แต่ตั้งงบประมาณใช้จ่ายเป็นปีต่อปี และระบบนี้อยู่ได้เพราะมีคนในวัยทำงานส่งเงินเข้าระบบ หากคนวัยทำงานน้อย คนแก่เยอะ มันจะไม่พอ)

ถ้ารัฐบาลสัญญาเขาไว้ว่าจะให้เงิน แต่แล้วไม่ให้เพราะไม่มีเงินพอ มันจะเกิดอะไรขึ้น

Social Unrest นั่นไง

เราต้องดูตัวอย่างสหรัฐให้ดีๆ และเตรียมตัวเราเองว่าไม่ต้องคิดพึ่งพาระบบรัฐสวัสดิการเป็นหลัก เพราะระบบของเราก็ Unfunded เช่นกัน

วันนี้ เราเตรียมตัวเพื่อการเกษียณกันหรือยัง