ธปท.-กนง. (ตอนที่2..ต้มยำกุ้ง1)

วันที่ 18 พ.ย. 2558 เวลา 10:25 น.
ธปท.-กนง. (ตอนที่2..ต้มยำกุ้ง1)
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

บทความที่แล้วผมเกริ่นถึงที่มาที่ไปของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกนง. รวมถึงอำนาจหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยงานไว้พอสังเขปแล้ว เรามาดูผลงานของ 2 หน่วยงานนี้ในช่วงที่ผ่านมากัน  ที่เด็ดๆแล้วทำให้คนไทยจำไม่ลืม คือช่วงที่เราต่อสู้ค่าเงินบาทกับต่างชาติ ซึ่งทีแรกดูเหมือนว่าเราจะชนะคงมีการเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองกัน แต่ในที่สุดเราก็พ่ายแพ้ในสงครามเงินตราค่าเงินบาทที่เคยอยู่แถว 25-27 บาท ก็อ่อนปวกเปียก ขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 57-58 บาท ในปี พ.ศ. 2541 ทำให้เกิดภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยถดถอยอย่างรุนแรง คนไทยถูกบีบให้ออกจากงานมากมาย จากการที่เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ เรามีเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูมาก มีการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมาก ตั้งแต่สมัยอดีตนายก ชาติชาย ชุณหวัน ราคาพุ่งสูงขึ้นมาตลอด ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง มีการผุดขึ้นมาของสนามกอร์ฟเพื่อขายสมาชิกสนามกอร์ฟกลายเป็นเครื่องมือเก็งกำไรอีกประการหนึ่ง

ซึ่งในสมัยนั้นผมก็เข้าไปเก็งกำไรซื้อขายสมาชิกสนามกอร์ฟกับเขาเหมือนกัน ปรากฎว่าสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนดีมาก สภาพคล่องในการซื้อขายค่อนข้างสูง บางสนามผมซื้อไปไม่ถึง 6 เดือน ขายไปกำไรมากกว่า 20-30% แล้ว นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่การเก็งกำไรจากการซื้อขายสมาชิกสนามกอร์ฟได้รับความนิยมในหมู่นักเก็งกำไรพอสมควร จึงทำให้สภาพคล่องในการซื้อขายมาก นอกจากนั้น ในสมัยนั้นบริษัทใหญ่ๆก็นิยมกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนและเก็งกำไรโดยผ่านช่องทาง BIBF(BANGKOK INTERNATIONAL BANKING FACILITY)

หลายๆบริษัทนำเงินกู้ดังกล่าวมาใช้ในกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไทย โดยนำไปเก็งกำไรสร้างคอนโดมิเนียม ขายยแก่นักลงทุนนักเก็งกำไร เพราะว่าออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด ลูกค้ากลุ่มเหล่านี้รอซื้อเพื่อนำไปเก็งกำไรต่อ ซึ่งสร้างผลตอบแทนที่งดงามอย่างมากในช่วงอาคารที่มีราคาแพงที่สุดก็คือ ALL SEASON ซึ่งราคาซื้อขายต่อตารางเมตรตกประมาน 1แสนบาท (ปัจจุบัน ราคาคอนโดดีๆในย่าน CBD แถบสุขุมวิท สาธร เพลินจิต ราคาพุ่งขึ้นไปถึงเกือบ 4แสนบาทต่อตาราเมตร สำหรับชั้นสูงวิวดีๆ) ส่วนตลาดหุ้นก็ทำสถิติสูงสุดที่ 1,789 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสต์ของตลาดหุ้นไทย

ตราบจนปัจจุบันนี้ ซึ่งผ่านมาเกือบ 20 ปี แล้วดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไม่สามารถทำลายสถิติดังกล่าวได้ นักเก็งกำไรที่ติดอยู่บนดอย รอคอยการกลับมารับพวกเขานานเหลือเกินทีเดียว ซ้ำร้าย หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดดังกล่าว SET INDEX ก็ตกลงมาเหลือเพียง 204 จุด ในเวลาไม่ถึง 5 ปี สร้างบาดแผลอันแสนสาหัสให้ทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไร 

ในช่วงนั้นมีนักลงทุนที่ฆ่าตัวตายหลายคนจากสาเหตุนี้ ภาวะหนี้ล้นพ้นตัวจากการกู้มาลงทุน เก็งกำไร และหรือจับจ่ายใช้สอย แล้วบางรายยังต้องมาตกงานเสียอีก ลูกยังเล็กอยู่ ในช่วงนั้นคนไทยต้องต่อสู้กับภาวะวิกฤตเป็นเวลาหลายปี คนที่แกร่งจริงๆเท่านั้น จึงจะฝ่าฟันเอาชีวิตรอดจากวิกฤตนั้นได้  ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ตกต่ำ เป็นครั้งแรกในชีวิตผทที่เห็นราคาอสังหาตกต่ำลง คอนโดหลายๆแห่งราคาลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งของช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู สมาชิกสนามกอร์ฟก็ราคาตกลงอย่างมาก หาคนซื้อแทบไม่ได้เลยในยามนั้น การเก็งกำไรในสินทรัพย์ทุกประเภทถูกปิดตาย

ผมเองก็มีบาดแผลเหวอะหวะมาก เมื่อคิดย้อยไปได้ในสมัยนั้น ถ้าผมไม่ยอมตัดขาดทุนหุ้นที่ผมลงทุนโดยใช้ MARGIN ทำให้ผมขาดทุนมากกว่าเป็น 2 เท่าของนักลงทุนทั่วไป เพราะว่าในสมัยนั้นเงิน 1 ล้านสามารถมีอำนาจในการลงทุน 2 ล้าน ไหนจะดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องจ่ายให้กับโบรคเกอร์ทุกสิ้นเดือนอีก โชคดีที่ผมล้างMARGIN จนหมด เหลือหุ้นดีๆไว้ในพอร์ต ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เก็บเป็นสถาพคล่องไว้ใช้จ่ายได้สัก 5-6ปี เพราะว่าช่วงนั้นเหมือนอยู่ในอุโมงค์ที่มืดมิด มองไปสุดปลายอุโมงค์ยังไม่เห็นแสงสว่างใดๆเลย เนื้อที่หมดแล้ว ไว้อ่านต่อฉบับหน้ากันครับ