ประสบการณ์ที่ได้จากการไปเที่ยวญี่ปุ่น

วันที่ 28 ต.ค. 2558 เวลา 10:17 น.
ประสบการณ์ที่ได้จากการไปเที่ยวญี่ปุ่น
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ผมเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น  ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ผมเดินทางมายังประเทศนี้ โดยทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 10 ปีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ทำให้ครั้งล่าสุดแตกต่างจาก 2 ครั้งก่อนหน้าคือ ปริมาณนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมีมากขึ้นจนเห็นได้ชัด หลังจากที่ไม่ต้องขอวีซ่า ผมพบคนไทยในทุกๆเมืองที่ผมไปเที่ยว ทั้งๆที่บางเมืองไม่ใช่เมื่องท่องเที่ยวหลักที่คนไทยจะไปเที่ยวกัน อย่างเช่นเมือง MORIOKA AOMORI ฯลฯ ในเขต TOHOKU ผมก็ยังเห็นคนไทยอยู่ประปราย และที่ทำให้ผมประหลาดใจแถมดีใจ คือ มีป้ายภาษาไทย และมีคู่มือท่องเที่ยวภาษาไทยให้เห็นในบางเมือง จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวของคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมีจำนวนเท่าใด ผมได้ข้อมูลจาก WIKIPIDIA ซึ่งเป็นข้อมูลของปี 2557 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นรวมแล้ว 13,413,600 คน

เรามาดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น 6 อันดับแรก คือ

1.ไต้หวัน 2.83 ล้านคน2.เกาหลีใต้ 2.76 ล้านคน3.จีน 2.41 ล้านคน4.ฮ่องกง 0.93 ล้านคน5.สหรัฐอเมริกา 0.89 ล้านคน6.ไทย 0.66 ล้านคน

ผมจึงไม่ประหลาดใจที่ภาษาจีนแทบจะเป็นภาษาที่ 3 ในญี่ปุ่น เมื่อรวมไต้หวันจีนฮ่องกงที่ใช้ภาษาจีนแล้วเกือบครึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด

ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนประเทศไทยเราเมื่อปีที่แล้วมีถึง 23,809,683 คน นี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องขอชื่นชมหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือรวมถึงอุปนิสัยของคนไทยเจ้าของฉายา THAI SMILE จนทำให้ประเทศไทยได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “THE LAND OF SMILE” ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทยเราแข็งแกร่งมากใน ASEANโดยทั้งไทย และมาเลเซีย(โดยที่ปีที่แล้วมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนมากถึง 27.40 ล้านคน)ติดอันดับ TOP 20 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด แต่เมื่อปีที่แล้วถ้าเราไม่มีเหตุการณ์ไม่สงบรวมทั้งการทำรัฐประหาร ไม่แน่ว่า เราอาจจะชนะมาเลเซีย เพราะว่าปี 2556 เรามีนักท่องเที่ยวมาเยือน 26.50 ล้านคน ในขณะที่มาเลเซียมีเพียง 25.70 บ้านคน และปีที่แล้วมาเลเซียจัดงาน VISIT MALAYSIA 2014 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งที่กังวลเรื่องความปลอดภัย เลยเบนเข็มไปเที่ยวมาเลเซียแทน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 1.70ล้านคน คิดเป็น 6.7% ในขณะที่ไทยเรามีปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง 1.80 ล้านคน คิดเป็น 6.7% เช่นกัน แต่ถ้าหันมาดูรายได้ เรากลับทำรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 38,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2557 ในขณะที่ปี 2556 เราทำได้มากถึง 41,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอันดับ 7 ของประเทศที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของโลก โดยที่มาเลเซียไม่ติด TOP 10 เสียด้วย ดูแล้วน่าภูมิใจจริงๆ

มาถึงตอนนี้ หลายท่านอาจจะอยากทราบว่าแล้วต่างชาติที่ใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุดในโลกคือชนชาติใด ผมคาดว่าหลายๆท่านคงเดาถูกโดยท่านที่เดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ คำตอบคือ ชาวจีน ติดอันดับ 1 โดยปีที่แล้วคนจีนที่เดินทางต่างประเทศใช้เงินไปทั้งหมด 164,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะที่อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา คนอเมริกันใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวในต่างประเทศในปีที่แล้ว 110,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่ 3 คือ เยอรมันใช้จ่ายรวม 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เห็นตัวเลขแล้วไม่แปลกใจเลย ไม่ว่าผมจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งไหนผมล้วนแต่พบคณะทัวร์จีนหรือนักท่องเที่ยวอิสระจีน ทุกๆสถานที่ๆผมไป แม้กระทั่ง ทริป ตุรกี-รัสเซีย เมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาของผม รวมทั้งที่ KING POWER  รางน้ำ กะคร่าวๆด้วยสายตา น่าจะเป็นลูกค้าชาวจีนประมาณ 95% ที่เหลือเป็นคนไทยและชาติอื่นๆ โดยที่ไม่เห็นฝรั่งแม้แต่คนเดียว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถ้ารัฐบาลจีนไม่ถูกใจประเทศไหนแล้วออกคำสั่งห้ามชาวจีนเดินทางไปเที่ยวประเทศดังกล่าว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆคงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นับได้ว่าเป็นว่าที่อาวุธใหม่ของรัฐบาลจีน ที่เมื่อนำมาใช้กับประเทศไหนประเทศนั้นก็ตายสนิทดูๆแล้วอิทธิพลจีนแผ่ขยายออกมาในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ กลับมาที่ประสบการณ์การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุด ผมพบว่าคนญี่ปุ่นยังเป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการยืนบนบันได้เลื่อนชิดด้านเดียว เพื่อให้คนที่รีบสามารถเดินผ่านได้สะดวก การต่อแถวเข้าคิว การไม่สนทนากันบนรถไฟ แต่ใน SUBWAY เริ่มมีเสียงสนทนาของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งสำหรับสังคมญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าไม่มีมารยาท ผมอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่คิดถึงส่วนรวมก่อนส่วนตน ถ้าทำได้เราก็คงจะกลายเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยอย่างญี่ปุ่นได้ เลิกค่านิยมที่ว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ทิ้งเสียทีเถอะ