ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 1)

วันที่ 13 มี.ค. 2558 เวลา 10:19 น.
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ( ตอนที่ 1)
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจุบันถ้าเดินเข้าไปในร้านหนังสือ  จะพบว่าหนังสือเกี่ยวกับการออมเงิน  การลงทุนทั้งหุ้น  อสังหาริมทรัพย์  กองทุนรวม  ยังเป็นประเภทที่ยอดนิยม  ดูจากอันดับหนังสือขายดี  ไม่ว่าจะเป็น  SE-ED  B2S  นายอินทร์  และคิโนะคุนิยะ  ทำให้มีหนังสือแนวนี้ออกมาวางจำหน่ายมากมาย  นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนไทยเริ่มตื่นตัวค้นคว้าหาความรู้ทางด้านนี้

ในความคิดของผม  กระทรวงศึกษาน่าจะบรรจุหลักสูตรเรื่องการออมเงินเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมต้น  เผื่อว่านักเรียนบางคนที่จบ ม. ต้น แล้วไม่ศึกษาต่อ หรืออาจจะไม่ต่อมัธยมปลาย แต่ไปเรียนสาย  อาชีวะ  ปวช.  ปวส.  เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็นอนาคตของชาติ  มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการออมอย่างถูกต้อง

ผมเคยลองถามคนรู้จักเกี่ยวกับเรื่องการออมเงิน  โดยผมเริ่มจากถามว่า เมื่อเขามีรายได้เข้ามา  แล้วจัดการกับเงินออมก้อนนี้อย่างไร  ประมาณ 50% จะตอบว่า จะใช้ก่อนแล้วที่เหลือก็จะเก็บออม ซึ่งแค่เริ่มต้นก็ผิดแล้ว  MINDSET  ในการออมเงินที่ถูกต้องของการออมเงินก็คือ  ควรจะกันเป็นเงินออมไว้ก่อน แล้วค่อยนำเงินที่เหลือไปใช้  มิฉะนั้นด้วยสิ่งล่อใจ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา  ความยั่วยวนของผลิตภัณฑ์ หรือบริการ  คำชักชวนหรือแนะนำจากเพื่อนๆตัวดี ซึ่งจะทำให้เงินในกระเป๋าของท่านไม่เหลือ บางท่านยิ่งแล้วใหญ่ ไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่ว่าจะเป็น  หนี้ในระบบสถาบันการเงิน  ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่ออเนกประสงค์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล อัตราจะมหาโหด  คือ  ประมาน 20% บวกลบ  ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจ NANO FINANCE  เพื่อปล่อยกู้ให้กับบุคคลทั่วไป เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ  ซึ่งอัตราดอกเบี้ยประเภทนี้ยิ่งแพงขึ้นไปอีก  คือประมาน  28-36%  แต่ก็ยังต่ำกว่าดอกเบี้ยนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยถึง 4-5% ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านี้ สูงมากขนาด Warren Buffet นักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้เพียง 20%  กว่าๆเท่านั้น  แล้วทำไมจะมากู้เงินเพื่อไปใช้จ่ายที่อัตราดอกเบี้ยสูงขนาดนี้  เป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆ

เซลล์ท่านหนึ่งที่ผมติดต่อด้วย ทำบัตรเครดิตแล้วเบิกเงินสดล่วงหน้ามา  เพื่อจะพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น  เพราะว่าทนรบเร้าจากลูกๆไม่ได้  ผมฟังเขาเล่าแล้วอดหดหู่ใจไม่ได้  แทนที่เขาจะสอนลูกให้รู้จักประหยัด  กลับตามใจลูกในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ขณะนี้ก็มากลุ้มใจกับหนี้บัตรเครดิต อยากจะปลดหนี้เร็วๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร  จนต้องมาปรับทุกข์กับผม  ผมจึงแนะนำไปว่า  เขาควรจะทำตารางค่าใช้จ่ายทุกๆวัน  ทุกๆรายการ  พอสิ้นเดือนนอกจากจะคำนวณรวมค่าใช้จ่ายแล้ว  ควรจะตรวจดูรายการค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่ามีอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น  ก็ควรเอาปากกาหมึกแดงมา Mark ไว้  แล้วเตือนตัวเองในการใช้จ่ายครั้งต่อๆไป อย่างเช่นการซื้อกาแฟดื่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ปัจจุบันกาแฟถ้วยหนึ่งราคาตั้งร้อยกว่าบาทเลยทีเดียว  ปีหนึ่งดื่มร้อยกว่าถ้วย ตกแล้วปีหนึ่งถึงเกือบ 15,000 บาท  นี่ยังไม่นับ Cookie  หรือ Cake  ที่ทานไปพร้อมกับการละเลียดกาแฟ  ถ้ารวมเข้าไปแล้วปีหนึ่งๆ แค่ค่าใช้จ่ายไร้สาระนี้ก็เกือบ 30,000 บาท เข้าไปแล้ว

ผมเองตั้งแต่มีร้านกาแฟสาขาชื่อดังจากเมืองนอกเข้ามา  ผมไม่เคยซื้อดื่มเองแม้แต่ครั้งเดียว  ด้วยความรู้สึกว่ากาแฟถ้วยหนึ่งราคาเท่ากับข้างแกง 4 จานเลยทีเดียว  ผมไปเที่ยวสหรัฐเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว  จำได้ว่า เดินเข้าไปในร้านกาแฟยี่ห้อนี้  ผมลองเทียบกับราคากาแฟร้านนี้ในประเทศไทย  ปรากฏว่า ราคาที่เมืองไทยยังแพงกว่าที่สหรัฐเสียอีก ( ถ้าปัจจุบันราคากาแฟนี้ที่สหรัฐยังไม่ได้ขึ้นราคาไปมากกว่าเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วมากนัก )

นอกจากกาแฟร้านดังกล่าวแล้ว ร้านอื่นๆก็ไม่ได้เงินจากผมเช่นเดียวกัน  เนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่ติดกาแฟ  มีก็ดื่ม ไม่มีก็ไม่ดื่ม  และราคากาแฟก็ถีบตัวขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ  แม้กระทั่ง กาแฟรถเข็น  เห็นเดี๋ยวนี้ขายถ้วยละ 35-45 บาทกันแล้ว  ค้ากำไรเกินควร  ว่างๆอยากให้ท่านสรรพากรไปเช็คดูรายได้เหล่าบรรดารถเข็นเหล่านี้  บางรายขายได้วันละมากกว่า 200 ถ้วย ยอดขายปีๆหนึ่งมากกว่า 2 ล้านบาท  แต่พ่อค้าแม่ค้ารถเข็นเหล่านี้ เป็นอภิสิทธิ์ชน  คือมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี  แต่ไม่เคยเสียภาษีเลย

ขณะที่พนักงาน Office หลายรายมีรายได้ต่ำกว่านี้  ถูกสรรพากรถอนขนท่านจบแทบไม่มีเหลือ  จริงๆแล้ว  ถ้าสรรพากรตามเก็บภาษี กับพวกพ่อค้าแม่ค้าทั้งรถเข็น และแผงลอย  จับมาเข้าระบบภาษีให้หมด  ปีๆหนึ่ง น่าจะเก็บภาษีได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

นอกจากกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้ไม่เสียภาษีแล้ว  ยังครอบครองพื้นที่ 1/3-1/2ของพื้นที่บาทวิถี  ราวกับเป็นเจ้าของทางเดินเท้าเอง  ยิ่งกลุ่มผู้ค้าบริเวณสยามสแควร์  พวนนี้เดือนๆหนึ่งมียอดขายไม่ใช่น้อยเลย  ไม่ต้องเสียภาษี  ค่าที่ก็ไม่ได้จ่ายให้จุฬา  ขับไล่ก็ไม่ไป  เบียดบังทางเดิน จนคนเดินเท้าต้องลงไปเดินบนถนน หรือเดินเบียดเสียดยัดเยียดกัน  นี่แหละ Thailand only

อ่านต่อฉบับหน้านะครับ