นักลงทุนไทยกับตลาดทุน

วันที่ 20 ก.พ. 2558 เวลา 13:56 น.
นักลงทุนไทยกับตลาดทุน
โดย ดร.พิชิต อัคราทิตย์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด

สวัสดีครับ ผม ดร.พิชิต อัคราทิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ได้รับเกียรติ จาก ทาง หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ เพื่อมาเขียนคอลัมน์ ครบเครื่องเรื่องลงทุน กับ บล.เอเชีย เวลท์ โดยในฉบับแรกผมอยากจะชวนท่านผู้อ่านได้มาทบทวนถึงแนวคิดในการพัฒนาตลาดทุนไทยและหนทางที่จะสร้างตลาดทุนไทยให้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านมากที่สุด เพราะตลาดทุนไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนของคนไทย

ผมจำได้ว่าในปี พ.ศ. 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนไทยทั้งประเทศได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรง แนวคิดเรื่องการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นระบบสถาบันการเงินสำรอง ทดแทนระบบธนาคารที่ล่มสลายในเวลานั้น ได้รับการสนับสนุนอย่างมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเชื่อว่า หากในเวลานั้น ตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็ง ทั้งภาครัฐและเอกชนคงไม่ได้รับความเสียหายหนักหนาสาหัสดังเช่นที่เกิดขึ้น เพราะยังคงระดมทุนและลงทุนผ่านตลาดทุนได้ เมื่อระบบธนาคารทั้งระบบล่มสลายลง

วันเวลาผ่านมา 17 ปี ตลาดทุนไทยยังพัฒนาไปไม่ไกลจากเดิมนัก ทั้งนี้ดูจากการเข้าถึงตลาดทุนของคนไทยซึ่งหมายถึง จำนวนและสัดส่วนของคนไทยที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในตลาดทุน โดยถ้าคนไทยจำนวนมากเข้าถึงตลาดทุน คนไทยเหล่านั้นก็มีโอกาสจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าการฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว และในขณะเดียวกัน ธุรกิจก็สามารถระดมทุนได้มากเพราะเงินทุนมาจากคนไทยจำนวนมากที่ลงทุนนั่นเอง

ณ สิ้นปี 2557 มีคนไทยที่เข้าถึงตลาดทุนในความหมายที่กล่าวข้างต้นประมาณ 7 ล้านราย โดยแบ่งเป็น ผู้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ซื้อขายจริง (Active account) ประมาณ 0.34 ล้านราย ผู้เปิดบัญชีกองทุนรวมประมาณ 3.8 ล้านราย สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประมาณ 2.8 ล้านราย และกองทุนส่วนบุคคลอีกประมาณ 3,000 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของประชากรไทย ในขณะที่คนไทยมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ณ สิ้นปี 2556 จำนวน 84.5 ล้านบัญชี หรือประมาณร้อยละ 130 ของประชากรไทย ซี่งมากกว่าสัดส่วนคนไทยที่เข้าถึงตลาดทุนมากมาย ตัวเลขดังกล่าวอาจมีข้อโต้แย้งได้บ้างในทางวิชาการ แต่ในภาพรวมก็เพียงพอที่จะสรุปได้ค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยเข้าถึงตลาดทุนได้น้อยมากเมื่อเทียบกับการเข้าถึงระบบธนาคาร

จำนวนคนไทยที่เข้าถึงตลาดทุนไทย ณ สิ้นปี 2557ประเภทบัญชี                                                                    จำนวนคน (ราย)เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ซื้อขายจริง (Active account)          340,000ผู้เปิดบัญชีกองทุนรวม                                                          3,800,000สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ                                                2,800,000กองทุนส่วนบุคคล                                                               3,000รวม                                                                                  6,943,000หมายเหตุ: ตัวเลขประมาณการที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน   

ทั้งนี้ ได้มีความพยายามของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะให้คนไทยได้เข้าถึงตลาดทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การส่งเสริมให้เกิดนักลงทุนสถาบันมากขึ้น” ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะนักลงทุนสถาบันทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการลงทุนแทนประชาชนรายบุคคลจำนวนมาก และรูปแบบนักลงทุนสถาบันมีศักยภาพสูงมาก ที่จะเข้าถึงคนไทยเกือบทุกภาคส่วนทุกระดับฐานะการเงิน ตัวอย่างนโยบายที่ทราบกันดี เช่น การส่งเสริมให้เกิดกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ การให้มีกองทุนประกันสังคม  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐวิสาหกิจและเอกชน  หรือแม้แต่กองทุนการออมแห่งชาติซึ่งใกล้จะสำเร็จ

ในปี 2558 นี้ มีโอกาสที่ตลาดทุนไทยจะพัฒนาไปได้อีกขั้นหนึ่ง เมื่อรัฐบาลประกาศจะลงทุนขนานใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และได้มีแนวคิดที่จะระดมทุนผ่านตลาดทุนในรูปกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund) ขนาดการลงทุนถึง 3 ล้านล้านบาทใน 8 ปี ซึ่งน่าจะมีศักยภาพที่ทำให้ตลาดทุนไทยขยายตัวได้อย่างมาก ในเรื่องดังกล่าวนี้ ผมอยากเห็นทางการได้นำเอาเป้าหมายการพัฒนาตลาดทุนไทยมาเป็นเป้าหมายการลงทุนของรัฐด้วยอีกประการหนึ่ง นอกเหนือไปจากเป้าหมายการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายหลักของนโยบาย

สิ่งที่เป็นรูปธรรม ก็คือ การออกแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถเข้าถึงคนไทยในวงกว้างมากที่สุด ทั้งในเมืองและชนบททั้งที่มีฐานะดีมากหรือฐานะดีน้อย ตัวอย่างหนึ่งที่รัฐเคยทำได้สำเร็จอย่างมากในอดีต คือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ซึ่งมีขนาดการระดมทุนเบื้องต้น 100,000 ล้านบาท และสามารถเข้าถึงนักลงทุนไทยจำนวนถึง 33,820 คน

ทั้งนี้ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้ออกแบบให้มีการคุ้มครองเงินต้นและประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ ซึ่งเป็นการออกแบบให้ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งรับความเสี่ยงได้น้อยสามารถร่วมลงทุน และรับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารได้ ทั้งนี้ หากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสามารถออกแบบให้มีการคุ้มครองเงินต้น และประกันผลตอบแทนด้วยก็จะทำให้สามารถเข้าถึงคนไทยในวงกว้างได้ ซึ่งก็ย่อมหมายถึง การเข้าถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จำเป็นต้องใช้ในการลงทุนอีกด้วย

ผมหวังว่า การออกแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นจะได้คำนึงการเข้าถึงตลาดทุนและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของคนไทยส่วนใหญ่ด้วย ซึ่งก็จะเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงการภาครัฐอย่างเต็มศักยภาพ