รัฐบาลควรจะเก็บภาษีจากประชาชนอย่างไร

วันที่ 21 ต.ค. 2557 เวลา 13:20 น.
รัฐบาลควรจะเก็บภาษีจากประชาชนอย่างไร
โดย..ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

นาย Benjamin Franklin หนึ่งในผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตคนเรามีเพียงสองอย่างที่แน่นอน กล่าวคือ ความตาย กับ ภาษี ปกติ ผมจะเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว แต่หลังจากที่ผมได้นั่งฟังการถกเถียงเกี่ยวกับภาษีมรดกที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าข้อความที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่านั้น คือ อย่ามีการเรียกเก็บภาษี โดยไม่มีตัวแทนจากประชาชนในรัฐสภา (No taxation without representation) หลังจากที่ต้องทนอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเวลาเกือบห้าเดือนแล้ว ผมเริ่มที่จะเข้าใจความรู้สึกของชาวอเมริกันที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. 1760 ตอนที่พวกเขาถูกเรียกเก็บภาษีจากกฎหมายน้ำตาลของปี ค.ศ. 1764 (Sugar Act of 1764) โดยที่พวกเขาไม่มีผู้แทนที่สามารถลงคะแนนเสียง หรือออกความเห็นในรัฐสภาอังกฤษ

จากจุดยืนของผมที่อยู่ตรงกลาง ผมสามารถเห็นมุมมองของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับประเด็นภาษีมรดก จากมุมมองของ คสช. พวกเขาต้องหาวิธีที่จะดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มรากหญ้า เพื่อปิดบังการก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยไม่มีความชอบธรรม เพราะฉนั้นการเก็บภาษีจากคนรวยจึงเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด โดยอ้างว่าเป็นการทำให้ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีน้อยลง และสำหรับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หลายคนก็เป็นเพื่อน “เป่านกหวีด” ของผม พวกเขาเพียงต้องการขับไล่รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้นและพวกเขาไม่ได้ต้องการเข้าร่วมกับนโยบายการเรียกเก็บภาษีมรดก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของพวกเขาอย่างมาก

เป็นที่น่าเสียใจที่การคิดสั้นของรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถมองเห็นบทเรียนของความล้มเหลวในการเรียกเก็บภาษีมรดกในต่างประเทศ การรีบทำดังกล่าวในระยะสั้นได้เข้าแทนที่นโยบายการเก็บภาษีที่สนับสนุนให้มีการขยายตัวในระยะยาว ผลวิจัยโดยมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาพบว่า มีเพียง 13 จาก 45 ประเทศที่มีการเรียกเก็บภาษีมรดก มี 12 ประเทศ (อาทิ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นอรเวย์ และแคนาดา) ที่เคยมีการเรียกเก็บภาษีมรดกและได้ยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าวแล้ว โดยเฉลี่ย เงินที่ได้จากการเรียกเก็บภาษีมรดกในกลุ่มประเทศ OECD เป็นเพียงร้อยละ 0.1 ของรายได้ของรัฐบาลเหล่านั้นในปี ค.ศ. 2011 ไม่เป็นเรื่องแปลกที่ประเทศต่างๆ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีมรดกเนื่องจากมีผลตอบแทนที่น้อยมาก

ผมหวังว่า ผู้ควบคุมนโยบายทั้งหลายจะพิจารณานโยบายการเรียกเก็บภาษีมรดกอีกครั้งในเร็วๆ นี้ พวกเขาควรจะยกเลิกนโยบายดังกล่าว หรืออย่างน้อยควรจะลดอัตราการเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันตั้งไว้ที่ร้อยละ 10 ของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าว เป็นอัตราเดียวกับญี่ปุ่นและเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศไทยถึง 7-8 เท่าตัว

เหตุผลหนึ่งที่การลดภาษีควรจะเป็นสิ่งที่ควรจะทำ มากกว่าเป็นเพียงทฤษฎี คือ การแข่งขันกับนานาชาติในเรื่องของภาษี อัตราภาษีเงินได้สูงสุดของประเทศไทยถือว่าสูงมาก กล่าวคือ ร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับร้อยละ 20 และ 15 ในสิงคโปร์ และฮ่องกง ตามลำดับ และหาก คสช. ยังเดินหน้าและพยายามเรียกเก็บภาษีมรดกจากประชาชน ในอัตราที่สูงเหมือนกับอัตราภาษีเงินได้ ฐานภาษีจะหดตัวอย่างมาก และจะมีรายได้เข้าคลังน้อยมากกฎทั่วไปเกี่ยวกับการเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับรัฐบาลคือ จะต้องเดินนโยบายอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับภาษีที่มีการเคลื่อนไหวได้ง่าย ภาษีมรดกและภาษีจากกำไร (capital gain) ก็อยู่ในกลุ่มภาษีดังกล่าวด้วย เงินทุนเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวข้ามพรมแดนได้ง่าย ซึ่งในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เกือบทุกประเทศพยายามจะลดภาษีบริษัท ภาษีความมั่งคง ภาษีมรดก ภาษีจากเงินปันผล ภาษีจากกำไร และภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการลงทุนในต่างประเทศ

กรุณาอย่าเข้าใจผมผิด ผมเป็นคนรักชาติและพร้อมที่จะจ่ายภาษีในปริมาณและอัตราที่เป็นธรรม แต่เมื่อผมเห็นว่าเงินภาษีของผม ถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อไมคโครโฟนก้านทอง ม่านไฟฟ้ากิ่งเพชรที่ทำเนียบรัฐบาล และ 1,000 บาท ต่อไร่ ที่จะเป็นเงินให้เปล่าสำหรับชาวนา ผมจึงมีความคิดที่อยากขออพยพไปอยู่สิงคโปร์

หาก คสช. มีความมุ่งมั่นที่จะลดช่องว่างของฐานะของประชาชน และสนับสนุนการคิดค้นนวรรตกรรม ผลักดันผู้ประกอบการ และช่วยเหลือประเทศไทยให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันให้สูงขึ้น แนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉยๆ และให้มือที่มองไม่เห็นจัดการทุกอย่าง คำดังกล่าวถูกพูดขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดัง นาย Adam Smith ในบทความ The Wealth of Nations ซึ่งแปลความหมายของมือที่มองไม่เห็น (invisible hand) ว่า ตลาดมีกลไกที่สามารถแก้ไขและควบคุมตัวเองได้โดยไม่มีการแทรกแซงของรัฐบาล ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ teerap@truemail.co.th