จัดพอร์ตลงทุนหลังส่งสัญญาณคิวอี

วันที่ 11 ก.ค. 2556 เวลา 20:08 น.
จัดพอร์ตลงทุนหลังส่งสัญญาณคิวอี
โดย...ฝ่ายการจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ส่งสัญญาณปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2556 จากเดิม 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจพิจารณายุติมาตรการดังกล่าวในช่วงกลางปี 2557 หากเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวที่ดีขึ้นตามที่ Fed ได้วางเป้าหมายไว้ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัทจึงขอแนะนำแนวทางการปรับพอร์ตการลงทุน ดังนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นตลาดเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ต่างคาดว่า นักลงทุนจะนำเงินลงทุนกลับเข้าไปลงทุนมากเป็นอันดับต้นๆ หลังจากที่ Fed ประกาศลดมาตรการ QE และเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดย Fed คาดว่า GDP ของสหรัฐ ปี 2556 จะเติบโตที่ 2.45% สูงกว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (Consensus) คาดว่าจะเติบโตที่ 1.9% และตั้งเป้าลดอัตราการว่างงานให้เหลือ 7.25% ในปี 2556 จากระดับปัจจุบันที่ 7.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.4% ขณะที่ Fed ตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ประมาณ 2%

จากมุมมองด้านบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐส่งผลให้บรรยากาศการลงทุน (Sentiment) ในหุ้นสหรัฐปรับตัวดีขึ้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินกรอบดัชนีดัชนี S&P 500 ปีนี้ อยู่ประมาณ 1,650-1,700 จุด จากระดับปัจจุบันประมาณ 1,600 จุด จึงนับว่าเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจ โดยหากผู้ลงทุนสนใจสามารถลงทุนผ่านกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอสแอนด์พี 500 (ASP-S&P500) ซึ่งเป็นกองทุนรวม Feeder fund ที่ลงทุนใน SPDR S&P500 ETF fund ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของดัชนี S&P500 โดยกองทุนเปิดซื้อขายทุกวันทำการ

นอกจากตลาดหุ้นสหรัฐแล้ว นักวิเคราะห์คาดว่าเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศจะไหลไปยังตลาดพัฒนาแล้ว (Developed market) ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นในประเทศโซนยุโรปบางประเทศ ซึ่งยังมีความน่าสนใจเข้าลงทุน เพียงแต่ต้องพิจารณาเลือกลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง อาทิ เยอรมนี และเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจไปทั่วโลก (Global play)

สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก สามารถเลือกลงทุนผ่าน กองทุนเปิดแอสเซทพลัสโกลบอลอัลโลเคชั่น (ASP-GAF) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder fund ที่ลงทุนในกองทุน BlackRock Global Allocation Fund โดยกองทุนกระจายการลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และตราสารระยะสั้นทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยกองทุนเปิดซื้อขายทุกวันทำการ

สำหรับประเทศในแถบเอเชียแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นของกลุ่มประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะรับรายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมมีศักยภาพเหมาะสมเข้าลงทุน อาทิ หุ้นกลุ่มยานยนต์ ซึ่งได้รับผลดีจากอัตราแลกเปลี่ยนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐ หุ้นธุรกิจการส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยนและหุ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลดีจากนโยบายการเงิน ในขณะที่นักวิเคราะห์ต่างๆ ประเมินกรอบดัชนี Nikkei ในปี 2556 อยู่ที่ระดับ 16,000 จุด โดยผู้ลงทุนที่สนใจสามารถลงทุนผ่าน กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท (ASP–NGF) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder fund ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ กองทุนซื้อ/ขายคืนหน่วยลงทุนได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่งคำสั่งล่วงหน้าภายในวันอังคาร ทำรายการทุกวันพฤหัสบดี

ในส่วนของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน นักวิเคราะห์ประเมินการเติบโตของตัวเลข GDP ในไตรมาส 2/2556 อยู่ที่ประมาณ 7.5% โดยทั้งปี คาดว่าตัวเลข GDP จะอยู่ที่ประมาณ 7.5-7.7% ซึ่งแม้ว่าจะเป็นระดับการเติบโตที่ดี แต่ตลาดหุ้นจะยังไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยบริษัทมองว่าเศรษฐกิจจีนจะขับเคลื่อนได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งคณะรัฐบาลในชุดปัจจุบัน เน้นนโยบายปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากกว่าดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น การลงทุนในหุ้นจีน บริษัทแนะนำให้ลงทุนในระยะยาว เพราะแม้ว่ามูลค่าหุ้น (Valuation) ในจีนจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ปัจจัยพื้นฐานของประเทศยังคงเปราะบาง สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี Hang Seng ในปีนี้ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ 22,000-23,000 จุด

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นจีนขอแนะนำให้เลือกลงทุนผ่านกองทุนเปิดแอสเซทพลัสเอชเอสไอ (ASP-HSI) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder fund ที่เน้นลงทุนในกองทุน Hang Seng Index ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ Hang Seng Index ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทจดทะเบียนชั้นนำและขนาดใหญ่ที่สุดในจีนและฮ่องกง และเปิดซื้อขายทุกวันทำการ

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย บริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ โดยประเมินกำไรปีนี้อยู่ที่ประมาณ 20% โดยกลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ แนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลการดำเนินงานมีแนวโน้มเติบโตดี และมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ธนาคารพาณิชย์ และปิโตรเคมี นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวัสดุก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลดลง รวมทั้งกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ที่จะได้รับประโยชน์จากการประมูลระบบโทรทัศน์ดิจิตอล โดยให้คำนึงถึงนโยบายการจ่ายปันผลเป็นหลักในการเลือกตัดสินใจลงทุน หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุนแอสเซทพลัสกำไรปันผล (ASP-GDF) ซึ่งเป็นกองทุนรวมเน้นลงทุนในหุ้นในประเทศไม่น้อยกว่า 65% ของพอร์ตการลงทุนมีนโยบายจ่ายปันผลและเปิดซื้อขายทุกวันทำการ

สำหรับสัดส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้น 70% ตราสารหนี้ 25% ทองคำ 5% สำหรับการลงทุนในหุ้นอาจแบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศประมาณ 50% โดยอาจให้น้ำหนักมากในหุ้นสหรัฐที่มีโอกาสเติบโตได้สูงในครึ่งปีหลังและแบ่งสัดส่วนลงทุนในหุ้นไทยประมาณ 20%

การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน