วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม

วันที่ 21 มิ.ย. 2559 เวลา 16:17 น.
วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ในโลกธุรกิจที่กว้างใหญ่ไพศาล การจะมองหานักธุรกิจเก่งสักคน คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้ากำหนดกรอบลงไปที่ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ทำธุรกิจพร้อมรับผิดชอบต่อสังคมไปด้วย คงยังมีไม่มาก แต่เชื่อว่าในจำนวนน้อยนี้ต้องมีชื่อของ ฮง-วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหารกลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ และนายกสมาคมผู้ผลิตสีไทย ติดโผอยู่ด้วย

นับตั้งแต่เริ่มเข้ามารับช่วงสานต่อธุรกิจสีของครอบครัว เขาถือเป็นกำลังสำคัญที่บุกเบิกตลาดสีบ้านเราไปสู่สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะนวัตกรรมสีรักษ์โลก ที่ให้สีทาบ้านมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ช่วยประหยัดการใช้พลังงานในบ้านด้วย

หนุ่มวิศวะหัวใจรักษ์โลก

ผู้บริหารหนุ่มมีนัดกับเราในบ่ายวันที่อุณหภูมิในกรุงเทพฯ ร้อนระอุไม่แพ้วันไหนๆ หลังจากพักเหนื่อยดับร้อนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ เขาก็เปิดฉากเริ่มเล่าถึงวันวานสมัยยังเยาว์ว่า เขาชอบเล่นหุ่นยนต์ ศึกษาพวกเครื่องจักรกลไกต่างๆ ชอบวิชาคำนวณและคิดค้นอะไรใหม่ๆ ดังนั้นพอเติบโตขึ้นมาจึงเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบเขาก็ทำงานตรงสายที่เรียนมา 1 ปี ก่อนจะบินไปเรียนต่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหาร โดยเขาเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน สหรัฐ

“ผมเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก และก็ได้มีโอกาสเข้ามาช่วยงานท่านมาโดยตลอด สำหรับผมคุณพ่อคือบุคคลต้นแบบ ผมตั้งใจว่าวันหนึ่งผมอยากจะต่อยอดความฝันของคุณพ่อ สร้างกิจการที่คุณพ่อที่ปลุกปั้นมาให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก ดังนั้นหลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมา ผมเลยตัดสินใจเข้ามาช่วยงานที่บ้านทันที โดยเข้ามาดูในส่วนของโรงงาน ดูแลด้านการพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์ ดูไลน์การผลิต จากนั้นก็มาดูด้านซัพพลายเชน และสุดท้ายมาอยู่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์”

ด้วยความที่มีนิสัยชอบเรียนรู้ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เมื่อกระโจนเข้ามาอยู่ในโลกธุรกิจเต็มตัว เขาจึงไม่หยุดค้นคว้า และในที่สุดเขาก็ได้พบกับนวัตกรรมที่น่าสนใจ และเชื่อว่าจะตอบโจทย์ตลาดสีในอนาคต

“เมื่อ 10 ปีก่อน ผมปิ๊งไอเดียนึงตอนเดินทางไปต่างประเทศ หลังจากได้เห็นนวัตกรรมในธุรกิจสีที่บ้านเราไม่มี แต่ต่างประเทศเริ่มพูดถึง นั่นคือ การใส่ฟังก์ชั่นบางอย่างลงไป เพื่อให้สีมีประโยชน์มากกว่าแค่ให้ความสวยงาม อย่างเช่นใส่สารบางชนิดเพื่อให้สีมีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน หรือดูดความร้อนได้ แน่นอนว่าสำหรับยุโรปซึ่งเป็นเมืองหนาว เขาจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้สีสามารถกักเก็บความร้อนไว้ในตัวบ้าน ต่างกับบ้านเราที่ต้องการให้สีช่วยสะท้อนความร้อนออกไปเพื่อให้บ้านเย็น ทั้งช่วยลดการใช้พลังงานในบ้าน”

จากไอเดียตั้งต้นนั้น ฮงตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อต่อยอดไอเดียดังกล่าว โดยทำการศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูกอยู่หลายปี

 

“ไอเดียนี้สมัยนั้นถือว่าใหม่มากๆ เราเองก็ต้องอาศัยจับแพะชนแกะ หาวิธีทำยังไงให้สีที่มีเฉดๆ เดิมมีความสวยและลดความร้อนได้ ผมใช้เวลา 2-3 ปีค้นคว้ากว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย ผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งตอนที่ทำสำเร็จ และส่งสินค้าใหม่ออกมาได้ ผมยังไม่ได้มองว่านี่คือความสำเร็จนะ แต่มองว่าความสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นนะ เพราะผมยังต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้สิ่งที่ผมคิดพิสูจน์ได้ และสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจ”

ฮงบอกว่า ตอนนั้นเข้าต้องร่วมมือกับหลายมหาวิทยาลัย เพื่อเชิญให้มาร่วมพิสูจน์ไอเดียว่าสีช่วยให้บ้านเย็นลงได้ 3-5 องศาเซลเซียสจริง ต้องมีการทำการทดลองเปรียบเทียบบ้าน 2 หลังที่ทาด้วยสีเบเยอร์สูตรพิเศษ และทาด้วยสีธรรมดา นอกจากนั้นยังเข้าร่วมประกวดในงานนวัตกรรมแห่งชาติ จนคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ

“นอกจากนี้ ผมยังต่อยอดไอเดียของผมไปสู่การทำปริญญาเอกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ภาคภูมิใจของผมมาก การที่ได้คิดค้นหานวัตกรรมอะไรใหม่ๆ มาใส่ในสินค้าของเราตลอดนี่เอง ทำให้สิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเบื่อกับการทำงาน ที่สำคัญ ผมยิ่งรู้สึกภูมิใจหากสิ่งที่ผมทำจะเป็นประโยชน์กับลูกหลานในอนาคต”

ธุรกิจต้องหมุนตามเทรนด์โลก  

“ผมว่าธุรกิจยุคนี้ไม่ได้แข่งกันว่าใครกรีน (Green) แต่มองว่าใครจะเป็นธุรกิจที่กรีนเนอร์ (Greener) กว่ากัน ผมมองว่าใครก็ทำธุรกิจสีได้หมด แต่ใครจะทำธุรกิจแบบรักษ์โลกได้มากกว่ากัน เบเยอร์เองเราให้ความสำคัญกับจุดนี้ ไลน์การผลิตเราพยายามลดขยะ ลดการใช้พลังงาน เราเปลี่ยนระบบการผลิต การผสมสีจากที่แต่ก่อนเป็นถังใหญ่ๆ ผสมสีเหมือนทำคุกกี้ ซึ่งเวลาล้างถังสีที่ต้องใช้น้ำเยอะมาก ผสมสารเคมีทีฝุ่นก็ฟุ้งกระจาย เราเลยเปลี่ยนมาใช้ระบบท่อกันฝุ่น เพื่อให้ล้างทำความสะอาดง่ายขึ้น”

ผู้บริหารคนเก่ง ยอมรับว่า ถ้าเบเยอร์ไม่นำนวัตกรรมเข้ามาใส่ในการผลิต การบริหารเบเยอร์คงไม่มีวันนี้ ในอดีตจะเห็นว่าไม่เฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกมีผู้ผลิตสีมากมาย แต่ใครที่ไม่นำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าใหม่ๆ ส่วนแบ่งการตลาดก็จะลดลงเรื่อยๆ นั่นเพราะเทรนด์ของผู้บริโภคยุคนี้ ไม่ได้ดูแค่ผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างเดียว แต่มองถึงฟังก์ชั่นที่อยู่ในสินค้าด้วย

“เงื่อนไขใหม่ของโลกอย่างคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) เป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงในทุกธุรกิจ ถ้าวันนี้เราไม่ปรับตัว ถามว่าเราปรับตัวทันมั้ย คงทัน แต่เหนื่อย จากนี้ไปเป้าหมายในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวเลขผลประกอบการ เราไม่ได้ต้องการมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง แต่ต้องการเป็นเบอร์ 1 ในใจผู้บริโภค เราไม่ได้มองว่าเราเป็นแค่ผู้ผลิตสี แต่ขณะเดียวกันเราต้องเป็นผู้ประกอบการ ที่ทั้งตอบโจทย์ลูกค้าและรักษ์โลกในเวลาเดียวกัน”

ถามถึงหลักการในการทำงาน ฮงบอกว่า เขายึดหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักการง่ายๆ อย่างการมีสติ

“ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร เราต้องครองสติให้ได้ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิด ปัญหาเกิดก็แก้ปัญหาได้ จะพัฒนาหรือต่อยอดอะไรก็ต้องอาศัยปัญญา นอกจากนี้ผมยังใช้สติในการปกครองลูกน้อง ผมมองว่าภายใต้การบริหารแบบมืออาชีพ ในองค์กรเราต้องมีความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน”