ฤทธิพร อินสว่าง ชำแหละปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลงบนจอทีวี

วันที่ 06 มิ.ย. 2554 เวลา 08:24 น.
ในยามที่ท้อแท้ ขอเพียงแค่คนหนึ่ง จะคิดถึงและคอยห่วงใย

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ในยามที่ท้อแท้ ขอเพียงแค่คนหนึ่ง จะคิดถึงและคอยห่วงใย

ในยามที่ชีวิตหม่นหมองร้องไห้ ขอเพียงมีใครปลอบใจสักคน

กำลังใจ จากใครหนอ ขอเป็นทานให้ฝันให้ใฝ่ ให้ชีวิตได้มีแรงใจ ให้ดวงใจลุกโชนความหวัง

กำลังใจจากใครหนอ ขอเป็นทานให้ฉันได้ไหม ดั่งหยาดฝนบนฟากฟ้าไกล ที่หยาดรินสู่ผืนดินแห้งผาก

เชื่อว่าคงคุ้นหูกันดีกับบทเพลงที่ชื่อ กำลังใจ ผลงานการประพันธ์เนื้อร้องและทำนองของ ฤทธิพร อินสว่าง ศิลปินรุ่นใหญ่ของวงการเพลง

กว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่บ้านเมืองต้องประสบกับวิกฤตการณ์ครั้งรุนแรง ไม่ว่าจะปัญหาการเมือง เศรษฐกิจพังพินาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความทุกข์แสนสาหัสแก่พี่น้องประชาชนไทย หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวันของแต่ละคนที่อาจกำลังเผชิญกับความยากลำบาก จนเกิดท้อแท้สิ้นหวังไร้กำลังใจ เพลงนี้มักจะถูกเปิดเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ เพื่อปลอบประโลม ปลุกเร้าให้ทุกคนลุกขึ้นต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามไปให้ได้

จนใครต่อใครต่างพากันยกให้เป็นเพลงกำลังใจยอดนิยมอันดับหนึ่ง

หากเมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเรื่องสั่นสะเทือนวงการเพลงขึ้น หลังจากที่ ฤทธิพร อินสว่าง เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง ลงมือเขียนบทความเปิดเปลือยความในใจถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของเขาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนสื่อโทรทัศน์ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้

“ผมคงเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนแรกๆ ในวงการเลยก็ได้มั้ง ที่ออกมาเขียนบทความตอบโต้พวกละเมิดลิขสิทธิ์เพลง”

ประโยคแรกก่อนเข้าสู่หัวข้อสนทนาว่าด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

เรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่นักร้องเจ้าของผลงานเพลงกว่า 25 อัลบั้ม บนเส้นทางดนตรีร่วม 30 ปี ตรวจสอบพบว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ทั้งรายการบันเทิง รายการข่าว และสารคดี ตลอดจนรายการพิเศษที่จัดขึ้นในวาระต่างๆ ได้นำเพลงกำลังใจ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ในฐานะผู้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง ไปเผยแพร่ออกอากาศกันอย่างครึกโครมเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการขออนุญาตและบอกกล่าวแม้แต่น้อย

มิหนำซ้ำบางครั้งยังให้เครดิตชื่อผู้ประพันธ์แบบผิดๆ อีกด้วย สร้างความเสียหายและเข้าใจผิดแก่ตัวเจ้าของผลงานและผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

“ตั้งแต่ปี 2527 ผมเริ่มมีผลงานดนตรีด้วยอายุเพียงแค่ 19 ปี การถูกละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเป็นเรื่องเลวร้ายที่ผมต้องรับมือตั้งแต่อายุยังน้อย แค่ผลงานชุดแรกก็ถูกลักลอบทำซ้ำแบบเถื่อนแล้ว จนถึงวันนี้กว่าครึ่งชีวิตในวงการเพลง ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่ายังต้องรับมือกับเรื่องนี้อีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแผ่นผี ซีดี เอ็มพีสามเถื่อน นำเพลงผมไปบันทึกเสียงแบบเถื่อนๆ แม้แต่ตัวบุคคลหรือองค์กรที่มีภาพลักษณ์สวยงามบางรายยังนำเพลงผมไปใช้แบบไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

แรกๆ คิดว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกนอกกฎหมายที่แอบทำอยู่ในมุมมืดเท่านั้น จนเมื่อหลายปีก่อนผมพบว่าเพลงใบไผ่ของผมถูกนำไปใช้ในละครทีวี ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครมาขออนุญาตเลย นั่นทำให้ผมอนาถใจมากที่ได้เห็นการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นในแวดวงโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งต่อความคิดความเชื่อของผู้คนทั่วประเทศ แทนที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างค่านิยมเรื่องการเคารพสิทธิผู้อื่น กลับเป็นฝ่ายละเมิดเสียเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เมืองไทยเกิดเหตุการณ์น่าสะเทือนใจอย่างภัยพิบัติ คลื่นยักษ์สึนามิ หรือน้ำท่วมใหญ่หนล่าสุด ผมยินดีมากที่เพลงกำลังใจถูกเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมในลักษณะให้กำลังใจแก่เพื่อนมนุษย์ที่กำลังทุกข์สาหัส แต่การ หยิบยื่น กำลังใจให้เพื่อนมนุษย์ด้วยการ หยิบฉวย ผมถือเป็นการกระทำที่น่าผิดหวัง ถือเป็นภัยพิบัติทางจริยธรรมอันเกิดจากความมักง่ายเห็นแก่ตัวของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์เพียงไม่กี่ราย”

จากคำบอกเล่าของฤทธิพร เพลงกำลังใจนับเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แล้วก็ถูกละเมิดลิขสิทธิ์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน รองลงมาคือ เพลงใบไผ่ เต็มใจให้ เธอผู้ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ประกอบรายการโทรทัศน์ หรือดาวน์โหลดกันอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ตก็ตาม

“ถ้าส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ทั่วไป รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมว่าไม่แปลก มันไม่ร้ายแรงเท่าสื่อมวลชนกระแสหลักทำเสียเอง มันน่าเจ็บปวดกว่าเยอะ

เพลงนี้ทำให้ผมภูมิใจมากกว่าเรื่องผลตอบแทนในเชิงธุรกิจนะ รู้สึกดีมากๆ ว่า เพลงที่ผมแต่งขึ้นทำให้คนฟังเขามีพลัง มีกำลังใจ หลายคนธุรกิจเจ๊งล้มละลาย ตกงาน อกหัก สูญเสียคนรัก เจอเรื่องหนักๆ มาสารพัด พอฟังเพลงนี้แล้วมันช่วยให้เขารอด ไม่คิดสั้น ไม่คิดยอมแพ้ ช่วยให้ข้ามพ้นช่วงคืนวันอันเลวร้ายมาได้”

สาเหตุปัจจัยที่เกื้อหนุนให้เพลงความหมายดีๆ เพลงนี้โดนละเมิดอย่างผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำ คือ หนึ่ง เพลงนี้ได้รับความนิยมสูง เพราะมีความหมายลึกซึ้งกินใจ แถมยังถูกนำไปคัฟเวอร์โดยนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายสิบเวอร์ชันแล้ว สอง สังคมในขณะนี้ผู้คนต่างเผชิญกับปัญหาชีวิตรอบด้าน ดังนั้นจึงต้องการกำลังใจสูง

“บทความชิ้นนี้ ผมเขียนขึ้นอย่างรัดกุม เขียนด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากผู้บริหารสถานีโทรทัศน์หลายท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ หลายคนเป็นเพื่อน เป็นน้องนุ่งผูกพันกันมานาน บางคนเป็นแฟนเพลงตัวยงของผมด้วยซ้ำ”

แม้จะมีทีมกฎหมายคอยสอดส่องดูแลเรื่องลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมด ทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่คนอย่าง ฤทธิพร อินสว่าง บอกว่าเขาไม่เคยฟ้องร้องใคร ทั้งที่พบเจอหลักฐานการละเมิดลิขสิทธิ์แบบชัดเจนนับสิบนับร้อยครั้ง

“คงไม่มีการฟ้องร้องใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าคิดจะทำร้ายทำลายกันนั้นง่ายนิดเดียว ก็ให้องค์กรที่ดูแลลิขสิทธิ์เพลงของผมดำเนินการฟ้องร้อง ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ได้เงินด้วย ได้กอบกู้ชื่อเสียงด้วย และก็ทำลายองค์กรได้ด้วย แต่นั่นไม่ใช่วิถีแห่งสันติ ไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาเลย ผมต้องการให้พูดกันได้ในวงกว้าง พูดอย่างสร้างสรรค์ พูดด้วยเมตตา ด้วยวิถีแห่งปัญญา แล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

การนำเอาเพลงผมไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ไม่เคยคิดเรื่องธุรกิจเลย พูดกันแบบลูกผู้ชายเลยว่าไม่เคยคิดเรื่องเงิน ยินดี แต่ขอให้บอกกล่าวกัน จะขออนุญาตจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม ที่สำคัญก็คือคนที่เป็นอารยชน ถ้าเขานำผลงานของใครไปใช้แล้ว เขาต้องให้เกียรติเจ้าของผลงาน ต้องลงเครดิตผู้ประพันธ์ โดยเฉพาะเอาไปใช้ฟรีๆ แต่นี่ขออนุญาตก็ไม่ขอ บอกกล่าวกันสักนิดก็ไม่มี เครดิตก็ไม่ลง ขอบคุณก็ไม่ขอบคุณ

บทความแค่บทเดียวไม่สามารถจะเปลี่ยนใจคนทั้งหมดทั้งวงการได้ในชั่วพริบตา แต่อะไรก็ตามที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวม ก็ลงมือทำไปด้วยเรี่ยวแรง และสติปัญญาที่ผมมี

ผมต้องการให้เรื่องของผมเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม และไม่ใช่แค่ผม หรือนักร้องที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ต่อให้เป็นนักแต่งเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก ก็ควรค้อมหัวใจให้เกียรติเขาด้วยเช่นกัน”

วันนี้ ศิลปินนักร้อง นักดนตรี กวี และนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ชื่อ ฤทธิพร อินสว่าง จึงตัดสินใจลุกขึ้นมามอบบทเรียนแก่เหล่าบรรดาผู้คนในแวดวงโทรทัศน์

ด้วยเจตนาเพื่อกระตุกให้ฉุกคิดในทางสร้างสรรค์ มิใช่ทำร้ายทำลายกันแต่อย่างใด