เสน่ห์ร้าย...แวมไพร์ (รีเมก)

วันที่ 02 ธ.ค. 2553 เวลา 07:24 น.
หลายคนอาจไม่ชอบหนัง “รีเมก” เพราะเจอประสบการณ์ย้วยๆ แย่ๆ ของการ “รีเมก” ไม่ถึง ทำให้ขยาดกันไปนาน

โดย...วิชช์ญะ ยุติ

 

หลายคนอาจไม่ชอบหนัง “รีเมก” เพราะเจอประสบการณ์ย้วยๆ แย่ๆ ของการ “รีเมก” ไม่ถึง ทำให้ขยาดกันไปนาน

เอาหนังไทยใกล้ๆ ตัวนี่แหละ ที่ฮอลลีวูดรีเมกซะจนต้นฉบับป่นปี้ “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” ไม่เหลือความหลอนคลาสสิก “บางกอกแดนเจอรัส” ก็น่าเบื่อหน่าย (ชิบ!!!) รู้สึกว่ามันคือหนังเกรดซีเลยนะ ทั้งๆ ที่ตอนเป็นหนังไทยโอเคมาก ระดับความน่าดูงี้ มันลดลงทันตาเลย

สรุป...ถ้ารีเมกไม่เข้าท่าก็สุ่มเสี่ยงไม่น้อยที่จะโดนสับเละแบบไม่ไว้หน้า

Let Me In งานรีเมกเวอร์ชันฮอลลีวูดที่มีออริจินัลหมดจดงดงามของหนังแวมไพร์สวีดิช Let the Right One In ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือว่าน่าจะไม่เสียยี่ห้อความยอดเยี่ยมที่ต้นฉบับทำไว้ (หนังสวีดิชอีกเรื่องที่ฮอลลีวูดซื้อไปรีเมก คือ The Girl with the Dragon Tattoo กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์)

ส่วนตัวเฉยๆ ไม่คาดหวังว่าจะเทียบชั้นกันได้ เพราะสไตล์การเล่าเรื่องคงต่างกันสิ้นเชิง ที่สำคัญ การเคารพหนังต้นฉบับ หรือกระทั่งบทประพันธ์ (นวนิยายจากปลายปากกา จอห์น ไอวิด ลินด์วิสต์) ก็อยู่ที่ผู้รีเมกจะเคารพมากน้อย

พอได้ดูหนังเต็มๆ ชอบครับชอบ และเหมือนจะชอบมากกว่า Let the Right One In เสียด้วยซ้ำในหลายๆ จุด เช่น การเล่นกับอารมณ์เหงาซึ้งของตัวละคร ทำได้ดีทีเดียว พระเอกจ้องมองเพื่อนบ้านโดยใช้กล้องส่องทางไกล (เวอร์ชันสวีดิชแค่ยืนเหม่อทางหน้าต่าง)

มันสะท้อนใจบางอย่างว่า เรามักที่จะยินดีสอดแนมชีวิตคนอื่น (เพื่อเหตุผลอะไรก็ตาม) แต่กลับไม่ยินร้ายที่จะสะสางเรื่องเลวๆ ในใจของตัวเอง

นอกจากนั้น หนังก็เปิดเผยสภาพสังคมรอบข้างที่สั่งสมไว้ซึ่งปัญหาร้อยแปด หย่าร้าง อาชญากรรม หรือแม้แต่เด็กแกล้งกันในโรงเรียน (ถึงขั้นเลือดตกยางออก) มีความใกล้ชิดกับคนดูมากกว่าเรื่องราวแวมไพร์ที่สอดแทรกความเพ้อฝันฟุ้งอยู่พอประมาณ

การลำดับเรื่องราวหนังก็ทำได้อย่างมีเหตุมีผล ชวนสงสัยและน่าค้นหา (หนังต้นฉบับไม่ค่อยเรียงลำดับเรื่องราว และออกจะทื่อๆ งงๆ ในบางฉาก) ฉากแรงๆ โหดๆ ถึงแม้จะดูจงใจและเวอร์เหลือเกิน แต่เรียกว่ามาถูกจังหวะ เลยเพิ่มความน่าตื่นเต้นได้ไม่เบา

ขณะที่มุมกล้องและงานด้านภาพ Let Me In ก็โดดเด่นไม่แพ้ Let the Right One In (ได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าภาพสวยมากกก แสงเงาเหมือนในยุคเรอเนสซองซ์) หลายๆ ฉากเย้ายวนอารมณ์อ้างว้าง บางฉากก็ลุ้นระทึก ข่มขวัญคนดูจนเตลิดเปิดเปิง และบางฉากก็โรแมนติกหวานเยิ้ม ซึ่งความโรแมนติกนี่ล่ะที่ทำให้หนังเสียสมดุลระหว่างความงามเรียบง่ายกับความพยายามสร้างบรรยากาศงามๆ ขึ้น

 

พูดถึงแวมไพร์ดูเหมือนในหนังเลือกที่จะแสดงตัวตนของแวมไพร์ออกมาอย่างโจ่งแจ้งผ่านอากัปกิริยาของตัวละคร เช่น ทนหนาว กระโดดไกล ไต่ตึกได้ ทรงพลัง ฯลฯ แทนการบอกผ่านถ้อยคำและเน้นย้ำว่าฉันคือแวมไพร์เช่นหลายๆ เรื่อง

“โอเวน” “แอ็บบี” เป็น 2 ตัวละครที่นำคนดูเปิดประตูเดินทางเข้าสู่มิติแห่งความสัมพันธ์อันพิลึกพิลั่นระหว่างคนปกติและผีดูดเลือด เขาขาดอะไรบางอย่างในชีวิต เธอก็พร้อมจะเติมสิ่งนั้นจนสมบูรณ์ เขาไร้คุณค่าไม่ต่างจากขยะเน่าๆ ที่คนอื่นไม่เอา แต่เธอกลับมองเห็นคุณค่าและทะนุถนอมเขาราวกับเทพเจ้า

ทั้งคู่ปลอบประโลมกันและกัน เธอปลอบประโลมเขาอยู่บ่อยครั้ง หลายๆ ครั้งเขาก็ปลอบประโลมเธอ

ปรอยหิมะขาวกำลังร่วงกราวจากฟากฟ้า ณ ค่ำคืนอันมืดมิดและเงียบสงัด รัตติกาลของความผูกพันก็ยิ่งแนบแน่น โอเวนสื่อสารกับแวมไพร์ด้วยรหัสมอร์สจากผนังห้องหนึ่งส่งต่ออีกผนังห้องข้างๆ วันแล้ววันเล่า รักบริสุทธิ์ของหัวใจสองดวงจึงก่อเกิดท่ามกลางจินตนาการไร้ขีดจำกัด

“โคดี สมิทแมคฟี” (หนุ่มน้อยรอดตายจากหายนะวันสิ้นโลก The Road) “โคลเอ มอเรตซ์” (อีหนูนักบู๊ในหนังเกรียนฮาน่าเตะตูด KickAss) กับบทสุดท้าทาย ทั้งคู่นิ่งดีมาก มาแบบไม่หวือหวา แต่กระชากใจโดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคพิเศษ บทสนทนากลางหิมะขาวโพลนรู้สึกถึงความหนาวเหน็บของมัน ก็ยังไม่เท่าความโดดเดี่ยวข้างในของทั้งคู่ หรือการนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันก็บ่งบอกว่าความอบอุ่นจริงๆ ไม่ได้อยู่ไหนไกลเลย จากคนข้างๆ นั่นไง

เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามอง เพราะทั้งคู่คือเสน่ห์ร้ายของหนังแวมไพร์รีเมกเรื่องนี้เชียวล่ะ