ละเมิดสิทธิ “ลูกแอนนี่”สื่อมวลชน“จำเลย”ของสังคม

วันที่ 07 ต.ค. 2553 เวลา 22:07 น.
ประเด็นลูกดาราที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มองว่านำเสนอมากจนเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเด็ก และความเสียหายของเด็กในอนาคต จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างมาก.....

โดย....ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

การสัมนาในหัวข้อ “สิทธิหนูอยู่ไหน” ที่จัดขึ้นโดยอนุกรรมการส่งเสริมงานสิทธิมนุษยชนศึกษา ได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทการทำงานของสื่อมวลชน ต่อกรณีการนำเสนอข่าว “แอนนี่-บุตรชาย” ไว้อย่างน่าสนใจ

วิสา เบ็ญจะมโน ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมงานสิทธิมนุษยชนศึกษา ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการเปิดเวทีสัมมนาว่า มีการสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 3 กรณี คือ 1.กรณีเปิดเผยชื่อจริงและใบหน้าของลูกดาราที่กำลังตกเป็นข่าว 2.การนำเสนอโฆษณาหรือตีพิมพ์ภาพโป้เปลือย 3.การนำผู้ถูกคุกคามล่วงละเมิดทางเพศมาออกสื่อโดยใช้เพียงผ้าปิดบังใบหน้า

ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าได้ “ละเมิด” สิทธิของ “เหยื่อ” เหล่านี้หรือไม่

อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย มานิจ สุขสมจิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน (คพส.) ยอมรับว่า ประเทศไทยไม่มีการกำหนดคุณสมบัติเพื่อจำกัดผู้เข้ามาสู่วิชาชีพสื่อมวลชน และระบบการศึกษาไทยไม่เน้นเรื่องจริยธรรมเท่าที่ควร คนที่ทำงานวิชาชีพสื่อมวลชนจากทุกแขนงจึงอาจขาดสิ่งนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่ากฎหมายหลายฉบับได้ระบุชัดถึง “ข้อห้าม” เพื่อป้องกันการละเมิดจากสื่อมวลชน แต่ข้อเท็จจริงคือตลอดหลายสิบปีไม่เคยมีการบังคับใช้ใดๆ จึงอยากเรียกร้องในประเด็นนี้

“ส่วนประเด็นลูกดาราที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มองว่านำเสนอมากจนเกินไปโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเด็ก และความเสียหายของเด็กในอนาคต จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างมาก สื่อจะนำเสนออะไรควรคำนึงว่าถ้าเป็นลูกและภรรยาของตัวเองจะทำเช่นนี้หรือไม่”บรรณาธิการข่าวอาวุโสคิดเช่นนั้น

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย มองปรากฏการณ์การเสนอข่าวบุตรของดาราที่เกิดขึ้นว่า เชื่อมโยงในหลายมิติ โดยเฉพาะธุรกิจและผลกำไร ต้องยอมรับว่าสื่อมวลชนเป็นองค์กรธุรกิจและสังคมต้องการข่าวประเภทนี้ สื่อมวลชนจึงยังวนเวียนอยู่ในวังวนนี้

“มีคำพูดหนึ่งที่ว่าสื่อเป็นอย่างไรสังคมก็เป็นแบบนั้น และสังคมเป็นอย่างไรสื่อก็เป็นแบบนั้น” ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวชวนคิด และว่าความจริงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เจ็บปวด เนื่องจากประเด็นนี้เป็นความอยากรู้อยากเห็นของสังคมอย่างมหาศาล และสื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่งของบริบททางสังคม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกลไกในการรับผิดชอบ หากหลีกเลี่ยงการนำเสนอไม่ได้

“ถ้าพรุ่งนี้เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวเหล่านี้เหลือคืนจากแผงเป็นจำนวนมาก อีกไม่เกินสัปดาห์ข่าวประเภทนี้ก็จะหายไป ถ้าผู้รับสารคือคนในสังคมแสดงออกถึงความไม่ต้องการ”

สำหรับการ “ละเมิด” สิทธิของเด็กนั้นต้องพูดให้ชัด ก่อเขต บอกว่า มีความเข้าใจไม่ตรงกันต่อคำๆ นี้ เพราะบางคนอาจมองว่าการละเมิดหมายถึงการทำร้าย ซึ่งกรณีนี้เด็กไม่ได้ถูกทำร้ายแต่กลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ถามว่าเป็นการละเมิดหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องนิยามศัพท์เพื่อความชัดเจน

มาลี บุญศิริพันธ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หน้าที่ของสื่อมีเพียงหน้าที่เดียวคือจะทำอย่างไรให้สังคมเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพจากบทบาทการเฝ้าสังเกตการณ์ของสื่อ ที่สื่อมวลชนพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพก็เพราะต้องการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเปิดแก่ประชาชน ส่วนในกรณีนี้สื่อควรกลับมาทบทวนบทบาทของตัวเองให้ดีว่าสมควรนำเสนอหรือไม่ หรือเสนออย่างไร

“บางครั้งการทำงานของสื่อมวลชนก็ “ขาดสติ” จนเกินไป ทั้งที่ควรจะนำเสนอเพื่อให้ความรู้กับประชาชนจากกรณีนี้ แต่กลับเสนอในทุกแง่มุมจนทำให้ประชาชนอยากรู้มากเกินความจำเป็น”นักวิชาการด้านสื่อมวลชนระบุ

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มองว่า กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิในทุกประเภท เช่น ละเมิดหมิ่นประมาท ละเมิดสิทธิส่วนตัว ละเมิดสิทธิเด็ก ดังนั้นสมาคมวิชาชีพควรจะหยิบยกสิ่งที่เกิดขึ้นมาอธิบายว่าได้ละเมิดใครอย่างไรบ้าง การเสนออย่างไรกระทบต่อสิทธิผู้อื่นบ้าง เพื่อสร้างการเรียนรู้ของสื่อมวลชนต่อไป

เกษม จันทร์น้อย อนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน เสนอว่า ต้องออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันถูกละเลยไปจนมาก เช่น การเบลอภาพ หรือคาดตาผู้ที่ถูกละเมิด นอกจากนี้องค์การวิชาชีพควรออกระเบียบกฎเกณฑ์การนำเสนอที่ครอบคลุมและชัดเจน ซึ่งจากกรณีที่เกิดขึ้นเห็นได้ว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์เพราะสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวอย่างละเลย