เหนืออาชญากรรม

  • วันที่ 15 ต.ค. 2560 เวลา 10:43 น.

เหนืออาชญากรรม

โดย เพรงเทพ 

หนังแอ็กชั่นฮ่องกงที่ถูกคัดสรรเข้ามาฉายในเมืองไทย รับประกันได้อย่างหนึ่งก็คือความบันเทิงและความสนุกสนานในการชม ยิ่งมีฉากในท้องเรื่องที่เมืองไทย ก็ยิ่งทำให้คนไทยใกล้ชิดมากขึ้น และอดอมยิ้มเวลาชม เมื่อเห็นดาราไทย ตัวประกอบคนไทย และลูกหลุดของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

“Paradox” (เดือด ซัด ดิบ) ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังอย่างคำกล่าวข้างต้นแต่เพียงอย่างใด เมื่อเข้ามาฉายในเมืองไทยก็ต้องมีการโปรโมทใช้ดาราบู๊มือหนึ่งของไทย โทนี่ จา หรือ ทัชชกร ยีรัมย์ หรือชื่อเดิม จา-พนม ยีรัมย์ มาเป็นตัวชูโรงหรือเป็นจุดขาย เรียกคอหนังคนไทยให้เดินเข้าโรงได้ไม่น้อย

ความจริงดูผาดเผินตามหน้าหนังแล้ว น่าจะเป็นหนังบู๊แบบต่อยตีล้างผลาญที่เมามัน ซึ่งก็จริง โดยเฉพาะในช่วงกลางและท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอสาระ ก็คือขบวนการค้ามนุษย์และอำนาจมืดที่บังคับใช้โดยนักการเมืองของไทย เป็นเรื่องราวสมมติที่ตีแผ่ออกมาได้สมจริงอย่างน่ากลัว จนบางทีคิดว่าไม่ใช่หนังแต่เป็นเรื่องจริง

ในส่วนที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก ก็คือการสะท้อนภาพชีวิตของมนุษย์ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวที่คมลึกบาดหัวใจ

ดังคำที่ว่าผ่านปากตัวละครที่รับบทเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง “พ่อแม่อยู่ในตัวเราครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นของเรา” ความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกสาวที่มีคนรักและท้องก่อนแต่ง พ่อเข้ามาจัดการและแทรกความสัมพันธ์จนแยกคนทั้งคู่และให้ลูกสาวทำแท้ง และเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยก่อนถูกจับตัวหายไป

เรื่องราวของการตามหาลูกสาวของนายตำรวจฮ่องกงที่เข้ามาแจ้งความและร่วมลงมือค้นหากับตำรวจไทย สางปมต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดจบที่เป็นโศกนาฏกรรม และทำให้รู้ว่าเหนืออาชญากรรมและความยุติธรรมมีอำนาจจากการเมืองบงการชักใย เป็นด้านมืดที่มิอาจต้านทานได้ในโลกเบื้องหน้าของเกียรติยศและอำนาจ

กู่เทียนเล่อ เป็นตัวเอกเดินเรื่อง รับบทเป็นตำรวจที่มาตามหาลูกสาวที่หายตัวไปที่พัทยา เขาต้องประสานงานกับตำรวจไทยในตำแหน่งผู้กอง ที่รับบทโดย อู๋เยี่ย คล้ายๆ กับเป็นคู่หูที่มีการพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครไปตามเนื้อเรื่องอย่างมีน้ำหนัก คนหนึ่งตามหาลูกสาววัยรุ่นที่หายตัวไป อีกคนกำลังรอคอยการเกิดของลูกสาวที่อยู่ในครรภ์ของภรรยา

ส่วน โทนี่ จา หรือพระเอกนักบู๊ของไทย ก็เป็นตัวประกอบพิเศษ เป็นตำรวจไทยที่โผล่มาแป๊บๆ ก่อนโชว์คิวบู๊ยาวกลางเรื่อง แล้วก็ถูกฆ่าตายจากไป เรียกว่าเป็นผักแนมข้างจานที่ไม่ส่งผลต่อเรื่องมากมายนัก แต่ก็ช่วยสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวละครที่เป็นตำรวจด้วยกันในการที่จะสืบหาความจริงในคดีนี้อย่างเข้มข้นมากขึ้น

ดาราไทยอีกคนที่โผล่มาหลายฉากแบบนิดๆ หน่อยๆ คือ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ซึ่งรับบทภรรยาท้องแก่ของผู้กอง แต่ดูขัดหูขัดตานิดหน่อยตอนที่ขึ้นเวทีร้องเพลงจีน

อีกจุดหนึ่งที่น่าสังเกตของหนังตระกูลอาชญากรรมฮ่องกง ก็คือคิวบู๊ที่ต่อสู้กันด้วยมือ มีด และปืน ค่อนข้างจะมีการดีไซน์หรือออกแบบได้หวือหวาตราตรึงใจ มีลูกเล่นประหลาดและพิสดารให้ชมกันไม่น้อย โดยเฉพาะในท้ายเรื่องที่มีการสู้ด้วยมีดสองมือระหว่างตัวร้ายกับผู้กอง ซึ่งเผ็ดมันถึงใจ

การกำกับคิวบู๊โดย หงจินเป่า ดาราร่างอ้วน ซึ่งโด่งดังมากับหนังกังฟูกำลังภายในในยุคทศวรรษที่ 80 ร่วมกับเฉินหลงและหยวนเปียว วางจังหวะการต่อสู้ได้ดีมาก ไม่มากหรือน้อยเกินไป เรียกว่า พอดีๆ กำลังสวยและเหมาะกับบุคลิกตัวละคร แม้จะเกินจริงบ้างแต่ก็เป็นธรรมดาของหนังสกุลนี้

อีกอย่างในหนังเรื่องนี้ ตัวร้ายทั้งร้ายเงียบและร้ายดุเล่นดีทั้งสองตัว สามารถสร้างรังสีความอำมหิตออกมาผ่านตัวละครที่แสดงอยู่ได้อย่างแนบเนียน ทำให้หนังมีพลังมากขึ้น

สรุป แม้ว่าจะเป็นหนังฮ่องกงที่ใช้ฉากในเมืองไทย แต่สามารถสะท้อนด้านมืดของวงการเมืองและตำรวจไทย รวมถึงการค้ามนุษย์ทั้งเรื่องการขายบริการทางเพศในพัทยาและการค้าอวัยวะมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าสะพรึง โดยมีกลไกของตำรวจเป็นผู้กระทำเอง รวมทั้งเป็นมือเป็นไม้ในการก่ออาชญากรรมที่รับใบสั่งจากอำนาจการเมือง เป็นความสกปรกโสมมในจินตนาการที่ล้นทะลักจนดูเหมือนเรื่องจริง

หนังเรื่องนี้เป็นการร่วมทุนสร้างของอาลีบาบา พิคเจอร์ส ซึ่งมี แจ็ค หม่า เป็นซีอีโอ โดยร่วมทุนกับบริษัทอื่นๆ อีกหลายบริษัท ทำให้เห็นว่า อาลีบาบา กำลังรุกคืบเข้ามาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเต็มตัวแล้วในขณะนี้ อีกไม่นานคงได้เห็นหนังแอ็กชั่นฮ่องกง ที่มีมาตรฐานระดับโลกด้วยทุนสร้างเพื่อเดินตามรอยทางฮอลลีวู้ดกันอย่างแน่นอน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ