เมทัลลิกา ... ยังได้ไปต่อ

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2559 เวลา 08:08 น.

เมทัลลิกา ...  ยังได้ไปต่อ

โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง

การที่ดนตรีเฮฟวี เมทัล สามารถไปดุ่มเดินได้อย่างสง่างามอยู่บนถนนสาย “เมนสตรีม” นั้น ต้องยกเครดิตอันสำคัญให้กับ “เมทัลลิกา”

ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เมทัลลิกา ผ่านเรื่องราวมากมายหลากหลาย เปลี่ยนแปลงสมาชิกมาก็ไม่น้อย แต่พวกเขาก็ไม่เคยหลุดจาก “ซีน” ไปเนิ่นนาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอัลบั้มออกมา 8 ปีแล้ว แต่ระหว่างนั้นพวกเขาก็ยังคงเคลื่อนไหวโลดแล่นเป็นข่าวให้แฟนๆ ได้ติดตามเสมอ  

หลังจากรอคอยมาหลายปี เมทัลลิกา เพิ่งจะมี “Hardwired…To Self-Destruct” ออกมานำเสนอ ส่วนใครที่อยากชมการแสดงสดนั้น ถึงตอนนี้ในตารางทัวร์ของวงก็ยังไม่มีรายชื่อประเทศไทยปรากฏอยู่ แฟนพันธุ์แท้ทั้งหลายก็คงต้องตัดสินใจว่าจะรอต่อไปหรือไปชมที่ประเทศใกล้เคียง

 

การกลับมาของเมทัลลิกา ครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งแแฟนเก่าและใหม่ ที่แน่ๆ คือ สร้างความพึงพอใจให้กับวงซึ่งยังไม่ยอมแก่ การอยู่ยงคงกระพันในวงการมานาน 35 ปี รับประกันได้ถึงประสบการณ์อันช่ำชอง ฝีมืออันเชี่ยวชาญ ทั้งยังไม่แล้งไร้พลังแห่งการท้าทายและสร้างสรรค์

ถึงจะฟอร์มวงที่ลอสแองเจลิส แต่เมทัลลิกานั้นเริ่มเป็นที่รู้จักที่ซานฟรานซิสโก ก่อนจะถูกยกย่องให้เป็นหัวหอกแห่ง “เบย์แอเรีย แทรช เมทัล” ซึ่งก็คือ วงเฮฟวี เมทัล จากทศวรรษ 1980 ที่ฟอร์มวงรวมทั้งโด่งดังมาจากย่านเบย์แอเรีย ซานฟรานซิสโก

เรื่องราวของวงเมทัลลิกาเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปี 1981 โดย ลาร์ส อูลริช มือกลอง และเจมส์ เฮตฟิลด์ มือกีตาร์ และนักร้องนำ ได้มาเจอกันผ่านประกาศหาสมาชิกวงของลาร์ส ต่อมาก็มีเพื่อนของ เจมส์ คือ รอน แม็คกอฟนีย์ มาเล่นเบสส์ให้ และเดฟ มัสเตน ในตำแหน่งลีดกีตาร์ ก่อนจะได้ชื่อ เมทัลลิกา จากคำแนะนำของเพื่อนในวงการเมทัลย่านเบย์ แอเรีย ด้วยพลัง ฝีไม้ลายมือ และเคมีระหว่างพวกเขานั้นทำให้การแสดงของวงได้รับความสนใจจึงมีชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนวงจะเปลี่ยนมือเบสเป็น คลิฟฟ์ เบอร์ตัน และได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดเมกาฟอร์ซ เรคอร์ดส ในปี 1983 พวกเขาเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มแรก ระหว่างนั้นก็มี เคิร์ก แฮมเมตต์ มาทำรั้งตำแหน่งลีดกีตาร์ จากนั้นอัลบั้ม Kill ‘Em All งานชุดแรกของวงก็สำเร็จออกมา หลายเพลงในอัลบั้มนี้กลายเป็นแทร็กสุดคลาสสิกแห่งวงการเมทัล ก่อนจะมีงานชุดใหม่ตามมาอย่างรวดเร็ว

 

ในปี 1986 เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับวง เมื่อรถบัสประสบอุบัติเหตุระหว่างทัวร์ที่สวีเดนทำให้ คลิฟฟ์ เบอร์ตัน เสียชีวิต แล้วจึงได้ เจสัน นิวสเต็ด มาเล่นเบสแทน วงก็มีเวิร์ลทัวร์ครั้งแรก หลังจากมีอัลบั้มที่ 4 And Justice For All ออกมา พวกเขาประสบความสำเร็จระดับโลกในปี 1991 ด้วยอัลบั้มชื่อเดียวกับชื่อวง หรือที่แฟนๆ เรียกว่า The Black Album ซึ่งทำร่วมกับ บ็อบ ร็อค โปรดิวเซอร์ใหม่ที่เพิ่งมาทำงานร่วมกัน งานชุดนี้กลายเป็นอัลบั้มอันดับ 1 ทั้งยังขายงานได้มากกว่า 16 ล้านก๊อบปี้ทั่วโลก พวกเขาเป็นที่รู้จักผ่านทางสื่อต่างๆ โดดเด่นบนเวทีประกวดรางวัลทางดนตรี เพลง Enter Sandman กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงเมทัลลิกา พวกเขาออกทัวร์นานถึง 3 ปี และมีอัลบั้มบันทึกการแสดงสดชุดแรก จากนั้นวงก็ไม่หยุดที่จะท้าทายตัวเอง ด้วยการสร้างสรรค์งานในแนวคิดใหม่ๆ ออกมาอย่างหลากหลาย

เมื่อเวลาเดินทางมาถึงปี 2000 การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ เจสัน นิวสเต็ด ออกจากวง และได้ บ็อบ ร็อค มาเป็นสมาชิกในตำแหน่งเบส ไม่นานต่อมา เจมส์ เฮตฟิลด์ ก็พบกับอุปสรรคชีวิต เขาต้องหยุดงานเพื่อเข้ารับการบำบัดพักฟื้นนานเป็นปี ก่อนจะกลับมาอย่างเปี่ยมพลัง สมาชิกตำแหน่งเบสมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยได้ โรเบิร์ต ทรูฮิโญ มาทำหน้าที่ นอกจากอัลบั้มพวกเขายังมีภาพยนตร์สารคดี Some Kind of Monster ออกมา

ด้วยความต้องการสร้างสรรค์และทดลองอะไรใหม่ๆ ในปี 2006 เมทัลลิกา เลือกทำงานกับโปรดิวเซอร์ ริค รูบิน ซึ่งนำวงคืนสู่รากเหง้าเดิมและใส่สีสันใหม่ๆ เข้าไปพร้อมกัน งานชุดนี้ก็ใช้เวลานานเกือบ 2 ปีกว่าจะเสร็จ เพราะตารางการแสดงที่แน่นขนัด อัลบั้ม Death Magnetic ทำให้ เมทัลลิกา กลับมาขึ้นอันดับ 1 ได้อีกครั้ง พวกเขายังถูกเสนอชื่อเข้าสู่ร็อก แอนด์ โรลล์ ฮอลล์ ออฟ เฟม

เมทัลลิกา ฉลองอายุ 30 ปีของวง ก่อนจะสร้างค่าย Blackened Records ของตัวเอง และมีหนัง Metallica Through The Never ซึ่งที่ออกฉายในโรงทั่วโลก และก็ไม่ร้างราเวทีการแสดง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

Hardwired…To Self-Destruct เป็นอัลบั้มที่ 10 ของวงนับเป็นอัลบั้มแรกในรอบ 8 ปี หลังจากที่มี Death Magnetic ออกมาในปี 2008 นับเป็นการช่วงหยุดพักไม่มีผลงานออกที่มานานที่สุดของเมทัลลิกา และอัลบั้มนี้ยังเป็นงานแรกที่ไม่มีชื่อของเคิร์ก แฮมเมตต์ ในเครดิตร่วมแต่งเพลงนับตั้งแต่ที่เขาเข้าวงมาในปี 1983 เหตุเพราะว่า เคิร์ก ทำงานและไอเดียในการทำเพลงจำนวนเป็นร้อยๆ เพลงหายไปพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ เขาจึงต้องเริ่มต้นใหม่ ในขณะที่เพื่อนๆ ร่วมกันแต่งเพลงและได้เครดิตไป อัลบั้มนี้ยังเป็นอัลบั้มแรกของวง ซึ่งออกภายใต้สังกัด Blackened ของพวกเขาเอง

 

แรกนั้น เมทัลลิกา ทำอัลบั้มร่วมกับ ริค รูบิน ก่อนจะสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยการช่วยเหลือดูแลของ เกรก ฟิเดลแมน Hardwired…To Self-Destruct ขึ้นไปติดในอันดับที่ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ต และขายได้เกือบ 3 แสนก๊อบปี้ในสัปดาห์แรกที่ออกจำหน่าย

อัลบั้มนี้แบ่งออกเป็น 2 แผ่น แผ่นละ 6 เพลง รวบรวมองค์ประกอบเด่นทั้งหมดของเมทัลลิกา ไว้ด้วยกัน ในวันนี้ เจมส์ ลาร์ส เคิร์ก และโรเบิร์ต ยังดูสดและฟิต แม้อายุอานามจะมีเลข 5 นำหน้ากันแล้ว ฝีมือเชิงดนตรีของสมาชิกวงยังคงยอดเยี่ยม เสียงร้องของเจมส์ ยังคงแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่า ซาวด์โดยรวมอาจจะไม่ทรงพลังเฟี้ยวฟ้าวเท่าที่พวกเขาเคยทำได้ในยุครุ่งเรืองเมื่อทศวรรษ 1980 แต่ก็หนักหน่วงหนักแน่น ขนาดที่ว่าไป 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ให้รู้สึกเหนื่อย (แทน) เหมือนกัน

อัลบั้มนี้ก็มีหลายเพลงดีๆ บรรจุไว้ รวมทั้ง Hardwired (วงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขา Best Rock Song จากเพลงนี้), Moth Into Flame และ Atlas, Rise! แต่ละเพลงของพวกเขาค่อนข้างรัดกุม ไม่มีเพลงยาวเกินไปหรือโหย (บัลลาด) เกินไป เนื้อหาเพลงในอัลบั้มรำพึงรำพันถึงวงการเพลง บางเพลงเหมือนได้แรงบันดาลใจจากงานสยองขวัญของ โฮเวิร์ด ฟิลิปส์ เลิฟคราฟท์ นักเขียนนิยายชาวอเมริกัน อย่างในเพลง Dream No More และ Murder One ซึ่งอุทิศให้กับ เล็มมี่ อดีตผู้นำวง มอเตอร์เฮด ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปลายปี 2015 โรเบิร์ต ยังได้แต่ง ให้กับคลิฟฟ์ เบอร์ตัน อดีตมือเบสของเมทัลลิกา ใช้ชื่อเพลงว่า ManUNkind

ถึงไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุดหรือสดใหม่ที่สุด แต่ Hardwired…To Self-Destruct ก็ทำให้แฟนอิ่มอกอิ่มใจ เป็นงานที่ทำให้ถึงงานเก่าๆ อย่าง ...And Justice for All และ Metallica

ระหว่างการฟังอัลบั้มนี้ เรายังคงสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาอันลุกโชนของสมาชิกวงที่จะร้องและเล่น วันนี้เมทัลลิกายังคงสถานภาพการเป็น “ดาวดวงใหญ่” ซึ่งเปล่งประกายในฟากฟ้าดนตรี และยังมีหนทางให้พวกเขาได้ไปต่อ ...เสมอ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ