จิตมนุษย์ไซร์ ยากแท้ หยั่งถึง

  • วันที่ 29 ก.ค. 2553 เวลา 08:09 น.

การกลับมาของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่คอหนังหลายคนต่างตั้งตาคอย ตั้งแต่ได้เห็นหนังตัวอย่างของ Inception ที่ปล่อยออกมายั่วยวนก่อนหน้าและเดากันไปต่างๆ นานา ว่าคราวนี้โนแลนจะมีทีเด็ดอะไรออกมาให้เราได้ดูกันอีกบ้าง

โดย....กาญจนา

 

Inception บอกเล่าเรื่องราวของทีมจารกรรมระดับมือพระกาฬแห่งโลกอนาคต แต่ทรัพย์สินที่พวกเขาขโมยนั้น ไม่ใช่ข้าวของเงินทองที่แตะต้องได้ แต่เป็น “ข้อมูล” ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของบุคคลระดับสำคัญ นำทีมโดย ดอม คอบบ์(ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) สุดยอดฝีมือในการฉกชิงข้อมูล ผู้เสี่ยงอันตรายเพื่อล้วงความลับจากเบื้องลึกของจิตใต้สำนึกในระหว่างห้วงฝัน ซึ่งเป็นเวลาที่สติจะเปราะบางที่สุด ความสามารถอันหาได้ยากของคอบบ์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นซึ่งกระหายหิวในโลกใหม่ของการจารกรรมข้อมูลที่ไม่น่าไว้วางใจ แต่ความหลงใหลจนถลำลึกของเขาก็ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากทุกอย่างที่เคยรักไปจนหมดสิ้น และกลายเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่หลบหนีคดีฆาตกรรม

จนเมื่อคอบบ์ได้รับการหยิบยื่นโอกาสสุดท้ายที่จะคืนชีวิตให้กับเขาจากไซโตะ (เคน วาตานาเบะ) นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ทรงอิทธิพลของโลก เพียงแต่เขาจะต้องทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ คอบบ์กับทีมผู้เชี่ยวชาญของเขาจะต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับการล้วงข้อมูล นั่นคือแทนที่จะขโมย พวกเขาต้องทำการปลูกฝัง (Inception) ความคิดเข้าไป แต่ความยากและอันตรายของการปลูกฝังข้อมูลนั้นมีมากกว่าการล้วงข้อมูลมากนัก เพราะหากพลาดนั่นหมายถึงการติดอยู่ในห้วงฝันนิรันดร์โดยไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก และยังมีศัตรูอันตรายที่สุดคือ มัล (มาริยงโกติยารด์) อดีตภรรยาของคอบบ์ ที่พร้อมจะปรากฏกายขึ้นเพื่อทำลายแผนการที่ (คล้ายจะ) สมบูรณ์แบบนี้ให้พังทลายลงได้ทุกเมื่อ...

นั่นคือประเด็นจุดเริ่มต้นการผจญภัยในโลกแห่งความฝันของ Inception ที่ยิ่งคุณรู้เรื่องราวก่อนไปดูหนังได้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ถึงแม้ว่าคุณจะโดนสปอยล์ตอนจบก่อนดูหนัง ก็อาจจะไม่ทำให้คุณเสียอรรถรสในการชมไปมากสักเท่าไหร่ เพราะความสนุกที่แท้จริงอยู่ระหว่างการเริ่มต้นและจุดจบของความฝัน...ที่บางครั้งเราก็แยกไม่ออกว่าเรากำลังตื่นอยู่ในความฝัน หรือฝันอยู่ในความจริงกันแน่...

 

แม้ว่าหนังอาจมีกลิ่นอายของหนังไซไฟเดิมๆ ปนอยู่บ้าง แต่เมื่อดูโดยรวมแล้ว Inception มีเอกลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก  คริสโตเฟอร์ประสบความสำเร็จในการสร้างโลกอนาคตที่มีทฤษฎีของเขาเป็นพื้นฐานขึ้นมาใหม่ คล้ายกับที่ The Matrix เคยทำได้มาแล้ว เราอาจตื่นเต้นไปกับความอลังการของงานด้านภาพและฉากแอ็กชันมันส์ๆ ที่ใส่กันมาให้ลุ้นตลอดทั้งเรื่อง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงพระรองที่มาช่วยเสริมความเด่นให้กับพระเอกตัวจริงที่ได้แก่บทหนังที่ ชาญฉลาดและสลับซับซ้อนให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น

หนังทิ้งร่องรอยและปริศนาระหว่างทางไว้มากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้คนดูได้ตีความและวิเคราะห์ (แม้กระทั่งตอนจบ) หลายครั้งเราต้องนึกย้อนเพื่อทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ และแกะปมรายละเอียดที่โนแลนใส่ไว้ในหนังของเขา และยิ่งถ้าเราถกกับคนอื่นเพื่อหาคำตอบ เราก็อาจจะได้คำตอบที่ต่างกันไปตามการตีความและประสบการณ์ของแต่ละคน และหลายคนยอมเสียเงินตีตั๋วกลับไปดูหนังใหม่อีกหลายรอบเพื่อค้นหาความหมายที่อาจซ่อนอยู่ แต่นี่ก็เป็นความสนุกและเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสไตล์ของโนแลน

ดูเหมือนว่าผู้กำกับจะยังคงสนุกกับยั่วล้อปมด้านมืดในจิตใต้สำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเหมือนในหนังหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของเขา Inception ทำให้เราเกิดคำถามหนึ่งถึงพลังของความคิดที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ หนังอาจชี้ว่าการปลูกฝังความคิดเกิดจากการกระทำของคนอื่น  แต่ในทางกลับกันตัวเราเองก็สามารถปลูกฝังความคิดไม่ว่าดีหรือร้ายลงในจิตใจของเราเองได้เช่นกัน

เหมือนกับคำพูดที่ว่า “You can change the world, just change your mind” (คุณเปลี่ยนโลกนี้ได้เพียงแค่เปลี่ยนความคิดตัวเอง)... สิ่งที่โนแลนทิ้งท้ายไว้ในตอนจบ อาจไม่ใช่เพียงคำตอบหรือบทสรุป แต่เป็นการตั้งคำถามปลายเปิดให้คนดูว่า เรา (อยาก) จะเลือกเชื่อและใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนั้นของเราเองอย่างไร...

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ