รำพึงกับสายฝน แมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์

  • วันที่ 27 ก.ค. 2553 เวลา 03:43 น.

บ่ายวันหนึ่งกลางฤดูฝน เมฆดำครึ้มลอยเต็มฟ้า ฝนทำท่าจะร่วงลงสู่พื้นดินในไม่ช้า ช่างโชคดีที่เราอยู่ในชายคา และมีอัลบั้ม The Age of Miracles อยู่เป็นเพื่อน

โดย....เพ็ญแข

 

แมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์ บอกไว้ใน We Traveled So Far เพลงแรกของอัลบั้มนี้ว่า “(Someone) To Walk with in rain or in sun/Until then, life’s hardy begun”

We Traveled So Far เป็นเพลงรำพึงรำพันถึงชีวิต ที่ใครต่อใครก็อาจจะมีอารมณ์นี้กันได้ เมื่อจู่ๆ วันหนึ่งเราอดสงสัยไม่ได้ว่าชีวิตเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ขณะที่บางอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางคนผ่านมาแล้วก็ยังอยู่ตรงนี้ หรือหัวใจของเราจะรู้ว่าควรมุ่งหน้าไปทางไหน เพื่อจะได้พบกับสิ่งใด แต่ไม่ว่าจะผ่านอะไรมา ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะว่าเราเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้แล้วนี่นะ

นอกจากเพลงที่ว่าแล้ว แมรี ก็มีงานในอารมณ์ทำนองคล้ายๆ กันมานำเสนอ รวมกันทั้งหมด 12 แทร็ก ฟังจบอัลบั้มแล้วคุณก็อาจจะมีความรู้สึกเดียวกับผู้เขียนที่พบว่า The Age of Miracles ไม่ต่างกับเป็นบันทึกแห่งชีวิตของศิลปินสาวผู้นี้ ทุกเพลงในอัลบั้มเล่าเรื่องราวประสบการณ์ที่เธอผ่านพบ โดยเฉพาะความโศกเศร้าและการเปลี่ยนแปลง

ทุกบทเพลงเขียนขึ้นขณะที่ แมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์ กำลังเยียวยาให้ชีวิตและจิตใจกลับมาเป็นปกติ (แมรี เป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เด็ก และในปีหลังๆ เธอป่วยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตัน) ทุกเพลงเป็นเหมือนคำตอบที่เธอถามตัวเองว่าจะเอายังไงต่อไป

The Age of Miracles เป็นอัลบั้มอันดับที่ 12 ของศิลปินเจ้าของ 5 รางวัลแกรมมี่ ผู้สร้างสรรค์บทเพลงซึ่งเป็นส่วนผสมของโฟล์ก คันทรี อะคูสติก ร็อก และบลูส์เข้าด้วยกัน อาจจะไม่ได้เป็นศิลปินที่มีผลงานขายดีหรือได้รับความนิยมมากมาย แต่เธอผู้นี้ได้รับการยกย่องนับถือเสมอในคุณภาพของผลงานที่ทำออกมา โดยเฉพาะในหมู่นักวิจารณ์และคนฟังเพลงที่ชื่นชอบบทเพลงรำพึงรำพันถึงชีวิต สมัยนั้นสื่อถึงกับตั้งฉายาให้เธอว่าเป็น “โฆษกของผู้หญิงโสดวัยสามสิบ”

เธอเกิดที่นิวเจอร์ซีย์ เมื่อ 52 ปีที่แล้วแมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์ เคยใช้ชีวิตวัยรุ่นที่ญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายกลับมาสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง เธอรักเสียงเพลงของวง มามาส์ แอนด์ ปาปา, วูดี กูทรี, บีเทิลส์ และจูดี คอลลินส์ เธอหัดเล่นกีตาร์ขณะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยบราวน์ และสั่งสมประสบการณ์ด้วยการเล่นดนตรีสดในบาร์มาหลายปี หลังเรียนจบแมรีได้เซ็นสัญญากับโคลัมเบีย เรคอร์ด ที่เธอทำงานด้วยมานานเกือบ 20 ปี และขายผลงานได้มากกว่า 13 ล้านแผ่น ก่อนจะย้ายมาอยู่ ราวน์เดอร์ เรคอร์ดส์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว นอกจากงานเพลง แมรียังเป็นศิลปินที่ทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

 

อัลบั้มนี้ไม่มีเพลงสนุกสนานเริงรื่นแบบ Down at the Twist and Shout, Shut Up and Kiss Me ฯลฯ ที่ทำให้หลายๆ คนติดใจแมรีในอดีต แต่ถึงอย่างนั้นงานชุดนี้ก็มีเพลงรักอย่าง I Put My Ring Back On ให้ได้ฟัง ถึงแม้ว่าจะรักใครคนหนึ่งมากมาย แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังกันที่ทางไว้สำหรับตัวเอง เช่นที่นำเสนอในเพลง I Have a Need for Solitude ประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์นำเสนอในเพลง 4 June 1989 ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของทหารจีนที่ต้องสลายการชุมนุมของประชาชนในจัตุรัสเทียนอันเหมิน

เสียงร้องนุ่มๆ ของเธอนั้นชวนฟัง ดนตรีงดงาม เหล่ามืออาชีพที่มาร่วมงานนี้แสดงความสามารถของพวกเขาออกมาอย่างล้นพ้น (ศิลปินดังอย่าง อลิสัน เคราส์ และวินซ์ กิลล์ ขอมาร้องประสานในบางเพลงด้วย) องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นวิธีการเล่าเรื่องและแต่งเพลงของเจ้าของผลงานนั่นเอง

ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิดของแมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์ ที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลง ทำให้เราได้ตระหนัก (อีกครั้ง) ว่า ชีวิต ความรัก และชะตากรรม ช่างเป็นสิ่งซึ่งเข้าใจได้ยาก  สิ้นดี

บ่ายวันฝนพรำๆ อากาศหม่นๆ ชวนหลับไหลและเกียจคร้าน ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเหม็งกับเพลงซึมๆ เพลินๆ ของแมรี ชาพิน คาร์เพนเตอร์ แบบไม่มีขาดไม่มีเกิน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ