"ไม่มีใครเป็นพระเอกได้ตลอดชีวิต" โอ-วรุฒ วรธรรม

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 12:10 น.

"ไม่มีใครเป็นพระเอกได้ตลอดชีวิต" โอ-วรุฒ วรธรรม

"โอ-วรุฒ วรธรรม"เคยให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ไว้เมื่อปี 2558 ครั้งนั้นเขาได้เล่าอย่างหมดเปลือกถึงเรื่องราวในชีวิตตั้งแต่สูงสุดคืนสู่สามัญ และสัจธรรมที่ได้เรียนรู้ เราจึงขอหยิบมานำเสนอใหม่อีกครั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงอดีตพระเอกระดับตำนานของไทย

*****************************

เรื่อง...อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ....วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ยังคงจำกันได้ 2-3 ปีก่อน ตอนที่ดาราชื่อดัง โอ-วรุฒ วรธรรม ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับว่า ติดเหล้า ถังแตก ไม่มีงานทำ ทำเอาใครหลายคนรู้สึกสะเทือนใจอยู่ในอก

จากนักเรียนหนุ่มโรงเรียนการบินจากประเทศอังกฤษ กระโจนเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบนิตยสาร แจ้งเกิดในฐานะนักแสดงในบทโกโบริ จากภาพยนต์เรื่องคู่กรรม ก่อนจะผูกขาดบทพระเอกยอดนิยมหน้าจอโทรทัศน์ผ่านละครนับร้อยเรื่อง และปักหลักอย่างมั่นคงภายใต้บทบาทพิธีกรผู้เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน รวมระยะเวลากว่า 30 ปี

ใครจะเชื่อว่าวันหนึ่งดาวที่เคยจรัสแสงเปล่งประกายบนฟากฟ้าจะร่วงหล่นลงสู่ดินอย่างคาดไม่ถึง

หลังจากหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าถูก"แบน" ชั่วคราว จู่ๆ โอ-วรุฒในวัย 47 ก็ปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง คราวนี้เขากลับมาพร้อมสีหน้าผ่องใส แม้จะดูซูบเซียวและผอมลงไปบ้าง แต่แววตาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ท่วงท่ากระฉับกระเฉง และอารมณ์ขันแพรวพราวเรียกเสียงฮาให้คนรอบข้างได้เหมือนเดิมไม่เสื่อมคลาย

"นี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมแล้วล่ะ"

ประโยคกลั้วเสียงหัวเราะ ทว่าความมั่นอกมั่นใจ บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ในหวนคืนสู่วงการบันเทิงของเขาได้อย่างแจ่มชัด

เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมไม่เคยคิดเข้าวงการบันเทิงมาก่อน แต่หลังจากกลับจากอังกฤษใหม่ๆได้รู้จักพี่คนหนึ่งซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า นั่นคือ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ตอนนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย หนังสือทุกหัวต้องเคารพแก เพราะฉะนั้นถ้าแกจะพาเราไปถ่ายเล่มไหนต้องได้ทันที แกบอกว่าลองเข้าไปยืนๆดูซิ จำได้ว่าถ่ายแบบครั้งแรกยืนร่วมกับนายแบบคนอื่น ปรากฎว่าพอหนังสือวางแผงเท่านั้นแหละ รุ่งขึ้นมีห้องเสื้อขอจองตัวไปถ่ายปกนิตยสารกันเพียบ

หลังจากนั้นได้ขึ้นปกแพรว อาทิตย์ถัดมาก็แพรวสุดสัปดาห์ อีกอาทิตย์ก็เปรียว อิมเมจ แล้วกลับมาแพรวอีก (หัวเราะ) จากที่ต้องเรียนการบิน 5 วัน กลายเป็นว่าต้องมาถ่ายปกหนังสือ 3 วันบ้าง 4 วันบ้าง จนเหลือเวลาเรียนแค่วันเดียว เลยปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ว่าเอาไงดี ท่านก็บอกให้ตัดสินใจเองว่าถ้าไปทางนี้แล้วไปได้ดีก็ลองดู สุดท้ายเลยตัดสินใจไม่เรียนต่อ

ถ่ายแบบอยู่ดีๆมาเป็นนักแสดงได้ยังไง

ถ่ายแบบไปได้สักพัก อารุจน์ รณภพ (อดีตผู้กำกับละครและภาพยนตร์ชื่อดัง) หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาดูแล้วเห็นเรา แกถามลูกน้องว่า ไอ้เด็กคนนี้มันเป็นใคร ไหนลองเรียกมันเข้ามาดูซิ พอเจอหน้าแกก็ถามคำแรกเลย ตัดผมได้ไหม ไอ้เราก็งง ตัดทำไมวะ เพราะสมัยนั้นนายแบบต้องไว้ผมยาวๆเพื่อเซ็ท ก็ตอบไปว่าได้ครับ แกเลยจูงมือไปหลังไฟว์สตาร์ซึ่งมีร้านตัดผมอยู่ ช่างถามเอาทรงอะไร แกตอบลานบิน ไถตั้งแต่ท้ายทอยขึ้นไปจนเหลือแต่ข้างบนเท่านี้ (ทำท่าจับเส้นผมให้ดู) ตัดเสร็จอารุจน์ถามว่าไม่เสียดายผมเหรอ ก็ตอบว่าเดี๋ยวมันก็งอกใหม่ได้ครับ แกหัวเราะชอบใจ เออ มั่นใจดีเว้ย เอ้า งั้นเล่นหนังเรื่องนี้นะ ไอ้เราก็ครับๆ เล่นก็เล่น

หลังจากนั้นก็เริ่มฝึก เริ่มเรียนแอคติ้ง ทุกวันตี 5 ครึ่ง แกจะส่งคนมารับที่บ้านเพื่อไปออกกำลังกายที่โรงแรมฮิลตัน ครูฝึกชื่ออ๋อง ตัวใหญ่มาก ล่ำบึ้กมาเลย เขาผสมโยเกิร์ต กล้วยหอม แล้วก็ผลไม้อะไรต่อมิอะไรผสมให้ดื่มแก้วใหญ่ๆ กินหมดก็ปั่นจักรยาน จนกระทั่ง 9 โมงก็ว่ายน้ำต่อชั่วโมงนึง เสร็จแล้วก็ขึ้นมาอาบแดด เที่ยงๆถึงจะปล่อยให้ไปกินข้าว บ่าย 3 ก็เรียนแอคติ้ง ทำแบบนี้อยู่เป็นเดือน ทุกอย่างทำตามตารางเป๊ะหมด

นิตยสาร HELLO ฉบับเดือนเม.ย. ปี 2530

 

ถ่ายแบบให้นิตยสารแพรว ตอนอายุแค่ 17 ปี

 

ปกนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์

กระแสตอบรับหลังรับบท"โกโบริ"ในหนังเรื่อง "คู่กรรม"เป็นอย่างไร

ผมจำประโยคที่อารุจน์พูดวันแรกที่กำลังจะเข้ากองถ่ายได้ไม่มีวันลืม ตอนนั้นแกขับรถ รถแกจะไม่ให้ใครนั่งนอกจากผม ภรรยาแกยังต้องขับรถอีกคันตามมา ก่อนจะถึงกองถ่ายอยู่ๆแกหันมาพูดกับเราว่า ไอ้โอ เอ็งรู้มั้ยว่าอีก 5 นาทีต่อจากนี้ ชีวิตเอ็งจะเปลี่ยนไป ไอ้เราก็คิดในใจ มันจะเปลี่ยนไปอะไรหนักหนาวะ ปรากฎว่าพอเปิดประตูลงจากรถปุ๊บ นักข่าว 40-50 คนกรูเข้ามาถ่ายรูปจนตาพร่า เบลอไปหมด ก่อนหน้านี้อารุจน์แกไม่เปิดตัวเลย ไม่ปล่อยให้สื่อมวลชนเข้ามาสัมภาษณ์ เข้าฉากแรกผมทื่อเป็นม้าหิน ทำอะไรไม่ถูก

คู่กรรมฉายรอบแรกที่โรงหนังเอเธนส์ ก่อนฉาย เวลาเดินไปไหนคนก็จะหันมาสะกิดกัน นี่ไงๆ พระเอก แค่นั้น แต่พอหนังจบปุ๊บ ผมจำภาพได้แม่น ทุกคนในโรงลุกขึ้นแล้วปรบมือพร้อมกับเช็ดน้ำตาไปด้วย พอเดินออกจากโรง สาวๆเด็กๆวิ่งไล่ตามยิ่งกว่าดาราเกาหลีสมัยนี้อีก (หัวเราะ) ต้องหนีเข้าไปในห้องอาหาร พนักงานล็อกประตูไม่ให้ตามเข้ามา แต่กลัวกระจกแตกสุดท้ายเลยต้องไขให้ ไอ้เราไม่รู้จะทำยังไงก็ต้องหนีเข้าไปซ่อนในห้องน้ำ เขาก็จะปีนเข้ามาอีก เละเลยทีนี้

ช่วงนั้นฮอตแค่ไหน

แทบจะเดินไปตามท้องถนนไม่ได้เลยน่ะ คิดดูแล้วกัน ไปห้างก็ไม่ได้ อยากเจอเพื่อนฝูงก็ต้องไปหาที่บ้านเท่านั้น นัดเจอกันข้างนอกไม่ได้ หรืออย่างเวลาอยู่บ้านก็จะมีน้องๆนักเรียนนักศึกษามาเฝ้าหน้าบ้านเลย นั่งกันยาวเหยียดเต็มถนน จนคุณแม่สงสารต้องเปิดประตูบ้านให้มานั่งรอในโรงรถเพื่อที่จะเอารูปถ่ายมาให้เราเซ็น ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเขินอาย หงุดหงิดรำคาญ แต่กลัวมากกว่า กลัวคนเยอะๆ เวลาไปโชว์ตัวทีจะกลัวมาก เพราะลงจากรถตู้ปุ๊บต้องเจอคนเป็นร้อยๆพันๆ กลัวจะโดนดึงโดนลากไปทางโน้นทางนี้

หลังจากคู่กรรมดัง ยังอยู่กับอารุจน์ที่ไฟสตาร์ ต้องกินนอนอยู่บ้านแกเลยนะ แกชอบให้เราอยู่ใกล้ๆ เหมือนหวงด้วย กลัวเราจะเตลิดด้วย แกเลยไม่ปล่อยให้เราไปไหนตามอำเภอใจ ไลฟ์สไตล์กิน ดื่ม เที่ยวนี่ไม่มี ทำแต่งาน พูดง่ายๆยังอยู่ในกรอบของอารุจน์ตลอดเวลา

เงินทองไหลมาเทมาไหม

สมัยนั้นก็ไม่ได้เยอะอะไรมากนักหรอก ก้อนแรกที่ได้มาก็ไม่กี่หมื่นเทียบกับสมัยนี้ก็คงหลักแสน รายได้มาจากการเล่นหนังอย่างเดียว รายได้เสริมจะมีแค่การไปโชว์ตัว สมมติหนังเรื่องนี้ฉายทั่วประเทศ เราก็เดินสายไปทุกจังหวัด ไม่มีอีว้งอีเว้นท์เหมือนสมัยนี้

เงินได้มาเท่าไหร่ก็ให้คุณแม่เก็บไว้หมด จำได้ว่าของใหญ่ๆที่ซื้อเองชิ้นแรกคือ รถยนต์ยี่ห้อ  Nissan Stanza ปี 1978 แต่งโหดๆ ใส่ท่อใหญ่ๆ ยกสูง พ่นสีดำทั้งคัน เปลี่ยนเครื่องให้แรงขึ้น ผมไม่ใช่คนชอบรถซิ่ง คิดแค่อยากจะมีรถเฉยๆ แต่ไหงกลายเป็นรถแรลลี่ก็ไม่รู้ (หัวเราะ)

ดังเป็นพลุแตกกับบทโกโบริ จากหนังเรื่องคู่กรรม ปี 2530

เริ่มกินเหล้าตั้งแต่เมื่อไหร่

กินเหล้าครั้งแรกอายุประมาณ 17 ตอนกลับมาจากอังกฤษ ยังไม่ได้เล่นหนัง เพื่อนบอกเฮ้ย ไอ้โอกลับมาจากอังกฤษแล้วโว้ย กินเหล้ากันโว้ย ไอ้เราก็วัยรุ่น 16-17 แล้วก็เอาวะ กินก็กิน กินทีนึง 10-20 คน สมัยก่อนผับยังไม่มี มีแต่ร้านข้าวต้ม แต่ร้านข้าวต้มเราก็ไม่กินไง แพง ตอนนั้นเด็กๆยังไม่มีตังค์ ก็กินตามบ้านนี่แหละ หารกัน ไอ้นั่นซื้อน้ำแข็ง ไอ้นั่้นซื้อเหล้าโซดา มึงซื้อแหนม มึงซื้อหมูยอ เอ้า ไอ้นี่ซื้่อเกี๊ยวน้ำนะ กินกันแบบเด็กๆ

ช่วงที่ยังอยู่กับอารุจน์ผมหยุดกินไปเลย จะกินก็กินแต่กับแก เช่น วันนี้เลิกสี่โมงครึ่ง แกก็จะให้ไปกับแกแล้วก็นั่งกินกันสองคน กินเงียบๆ เพราะเวลากินแกจะไม่พูด นั่งกินมองแม่น้ำไปจิบไป เราก็กินไป ไม่มีใครชวนใครคุย สั่งมาคนละแบนหมดเมื่อไหร่ก็กลับโรงแรมนอน

มากินจริงๆจังๆ กินแบบเข้าสังคมเที่ยวผับหลังจากเล่นละครแล้ว ตอนนั้นเรียกว่าดังขึ้นมาอีกสเต็ปนึง เพราะการเล่นละครมันอยู่ในโทรทัศน์คนดูทั้งประเทศ เลยยิ่งดังเข้าไปใหญ่ เริ่มมีเงินทองเยอะขึ้นกว่าเดิม อีกอย่างเราก็เป็นอิสระแล้ว

เที่ยวผับแบบดาราซูเปอร์สตาร์อย่างโอ-วรุฒเป็นยังไง

สมัยนั้นต้องเที่ยวผับที่ดังที่สุด ยุคนั้นคือเดอะพาเลซ ไปทีไรผู้จัดการร้านก็ดูแลเป็นพิเศษ ต้องเป็นมุุม หรือโต๊ะที่ดีที่สุด บริเวณนั้นคนอื่นจะเข้ามาไม่ได้ ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนดารานี่แหละ คราวนี้สุดเหวี่ยงเลย เพราะต่างคนต่างมีเงินมีชื่อเสียง และเป็นปกติของผู้ชายที่มีชื่อเสียงมีเงิน ใช้คำว่าคาสโนวาได้เลย ไม่ต้องทำอะไร ผู้หญิงก็เข้ามา ยืนเฉยๆ เดี๋ยวเค้าก็ดึงมือเราเอง หรือถ้าเราชอบคนไหนก็ยิ้มให้ ชวนชนแก้ว แป๊บเดียวเค้าก็เดินเข้ามาเองไม่กลัวเป็นข่าวฉาว

ตอนนั้นไม่ห่วงอะไร ก็เพราะไม่ห่วงนี่แหละมันถึงตกเป็นข่าวว่าโอ-วรุฒิ วรธรรมแม่งเจ้าชู้ เป็นคาสโนว่า เป็นเพลย์บอย (หัวเราะ)

ฉายาเจ้าชายสายเสมอมาจากไหน

เริ่มมาจากพี่ไก่-วรายุทธ มิลินทจินดา ผู้จัดละครเรื่องในฝัน เรื่องนี้มีเจ้าชายหลายองค์ประมาณ 5 องค์ พอแกมากองถ่ายก็ชอบถามว่า เอ๊ะ เจ้าชาย 5 องค์ ทำไมมันเหลือ 4 องค์ทุกที ไอ้เจ้าชายซึ่งผมรับบทมันยังไม่มาอีกเหรอ ไอ้เจ้าชายสายเสมอนี่ ก็เลยได้ฉายานับตั้งแต่นั้น

สมัยก่อนกินเหล้ายังไม่กระทบงาน กินปกติเหมือนมนุษย์ปกติเขากินกัน ผสมโซดา เมาก็กลับบ้าน รุ่งขึ้นก็ทำงานได้ ร่างกายยังแข็งแรงเลยไม่แฮงค์ ตื่นไปทำงานได้สบายๆ แต่บางครั้งก็ไปสาย เช่น นัด 9 โมงไปถึงเที่ยง นัดเที่ยงไป 6 โมงเย็น มันไม่ตื่น ผมไม่มีผู้จัดการส่วนตัวคอยดูแล คอยจิกว่าวันนี้กินไม่ได้นะ วันนี้ต้องกลับเร็วนะ ได้แต่คอยบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้มีงานนะเว้ย วันนี้แค่ 4 ทุ่มพอ แต่พอเหล้าเข้าปากทีไร ช่างแม่งเหอะตี 1 ก็ได้วะ สุดท้ายไหลไปเรื่อย 

ถามว่าเพื่อนร่วมงานไม่พอใจ มีไหม คือตอนนั้นเราดังมากจนไม่มีใครกล้าด่าเรา ไม่มีแม้แต่จะทำท่าทางฟึดฟัด อาจจะด้วยบุคลิกของเราด้วยมั้ง พอมาถึงกอง เราก็เข้าไป ---- โทษนะคร้าบ ผมมาสายคร้าบบ ขอโทษคร้าบ แล้วก็ยิ้มเล่นกับคนโน้นคนนี้ หลังจากนั้นเขาจะให้อยู่ถึงกี่โมง ถ่ายถึงเมื่อไหร่ก็เต็มที่ ไม่บ่นเลยจนกว่าจะจบงาน

ช่วงที่บอกว่าใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงนี่มันแค่ไหน

มันไม่ได้เว่อร์แบบอวดใคร ไม่ใช่แบบว่ากูต้องขับโรลส์ลอยซ์สองตอนมากองถ่าย แบบนั้นถึงเรียกว่าเวอร์ แต่เราอารมณ์ประมาณว่าอยากได้ ตามใจตัวเอง เช่น ผมเป็นคนชอบตกปลา อยากได้เรือ ลำแรกซื้อแค่ 2 ล้านกว่าบาท แต่โดนตำหนิจากเพื่อนว่าไม่มีห้องน้ำ ไม่มีห้องนอน ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีทีวี โอเค ได้ เดี๋ยวกูจัดให้ (พูดเสียงดัง) ผมซื้อลำใหม่เลยลำละเกือบ 10 ล้านบาท ซื้อเงินสดด้วย ทีนี้เวลาว่างๆก็ออกทะเลไป 2 วัน 3 คืน กินเหล้า ตกปลา ก่อนเข้ากรุงเทพก็โทรบอกเพื่อนว่าเฮ้ย เดี๋ยวมึงเจอกูที่บ้าน กูเอาปลาดิบสดๆมาฝากจะแล่ให้กิน ก็ตั้งวงกินกัน

ตอนนั้นบ้านผมเขาเรียกบ้านปาร์ตี้ เป็นศูนย์รวมของเพื่อนฝูง บาร์เหล้านี่มีแน่นอนแต่ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ส่วนมากใช้โต๊ะหลังบ้านเป็นโต๊ะยาวนั่งได้ 20 กว่าคน กินไปเฮฮาไป ไม่ค่อยเน้นเรื่องผู้หญิงเท่าไหร่ จนมาช่วงหลังๆเพื่อนเริ่มมีลูกมีครอบครัว ออกนอกบ้านไม่ได้ เราก็ชักเซ็งออกไปเที่ยวโคโยตี้ เปิดเมมเบอร์เลย เที่ยวแบบนี้เปลืองโคตรๆ เคยเที่ยวมากสุดวันนึง 1 แสน เรียกเด็กมา 20-30 คน ทิปคนละพัน

แล้วเริ่มมีปัญหากับการทำงานเมื่อไหร่

เพิ่งจะมามีปัญหาเมื่อ 2 ปีกว่าๆนี้เอง ช่วงนั้นงานมันเยอะมากจนรู้สึกว่า 7 วันแทบไม่ต้องไปทำอะไรเลย ทั้งพิธีกร ละคร ตอนนั้นเอาจริงๆไม่ได้ติดเหล้านะ แต่เป็นปัญหาครอบครัวมากกว่าทำให้เรากินเหล้าหนักขึ้น มันกลุ้มใจ แทนที่จะตื่นมาไปทำงานกลายเป็นกินก่อนแล้วค่อยไปทำงาน ไปทั้งที่เมาๆนั่นแหละ เริ่มออกอาการพูดไม่ชัด ยืนไม่ตรง ต้องยืนพิง บางทีก็ล้ม รู้ตัวเองนะแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ พี่โน่ (นีโน่ เมทะนี บูรณศิริ พิธีกรชื่อดังและเพื่อนซี้) ก็บอกไอ้โอมึงรู้ตัวมั้ยเนี่ยมึงทำอะไรลงไป อาทิตย์หน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ แต่ช่วงนั้นเราไม่ฟังแล้ว มันหลุดโลกไปแล้ว ไม่รับรู้ ไม่สน

วันหนึ่งกำลังอัดรายการอยู่ ประธานบริษัทเข้ามาเห็นเรายืนโงนเงนๆ เขามาสั่งคัทเลย ไล่กลับบ้าน แล้วสั่งพักงาน พอโดนพักงานปุ๊บเหมือนกับโดนตอกย้ำ ทับถม เลยยิ่งกินหนักเข้าไปอีก ทีนี้งานหมดไม่เหลือ รายการอื่นโทรมาขอพักงาน บางคนที่สนิทๆยังบอกพี่โอ ขอคืนคิวนะ เขาพูดสุภาพกับเราว่าคืนคิว ไม่ได้พูดไล่ออก

กับนีโน่-เมทนี บุรณศิริ คู่ซี้ทั้งในจอและนอกจอ

ช่วงนั้นรู้สึกชีวิตตกต่ำไหม

ไม่รู้สึกตกต่ำอะไร คิดแค่ว่ากูไม่รู้อะไรทั้งนั้น อยู่ไปวันๆ ขอแค่เมาให้มันลืมๆ หลับคาโซฟาตื่นมาก็กินต่อ ช่วงที่กินหนักมากๆ ประสาทเสียไปเลย กินไปเรื่อยๆคนเดียว กระดกเพียวๆทั้งขวดเลย มันไม่ใช่กินแบบสนุกแล้ว ตอนนั้นอยู่ที่บ้านคนเดียว ญาติพี่น้องอยู่เชียงใหม่กันหมดเขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเรา จนกระทั่งลงหนังสือพิมพ์เขาถึงได้รู้ว่าเราเป็นอะไร

ผ่านไปปีนึง เงินเริ่มหมด รู้สึกไม่มั่นคง ต้องทำอะไรสักอย่าง แต่วงการบันเทิงตัดเราออกไปแล้ว เลยคิดว่าทำธุรกิจดีกว่า แต่ปรากฏว่าโดนโกงหมดไปหลายล้าน ทีนี้ก็ยิ่งกินหนักเข้าไปอีก ถึงขั้นไปยืมเงินเพื่อนเพื่อเอามาใช้ชีวิตไปวันๆ

ตกเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว

อะไรคือจุดที่ทำให้คิดอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ตอนนั้นมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ที่บ้านในสภาพที่กำลังเมาๆ วันต่อมามีสติหน่อยได้เห็นตัวเองในทีวีก็รู้สึกว่า (คิดนาน สะอึกที่ลำคอเหมือนพูดไม่ออก) ทำไมกูทุเรศอย่างงี้วะ ในที่สุดเลยตัดสินใจว่าไม่เอาแล้ว พอดีกว่า ทุกอย่างมันไปหมดแล้ว เรือยอร์ชก็ขาย บ้านที่กรุงเทพก็ขาย ทองที่เก็บไว้เท่าไหร่ขายหมด ตัดใจกลับไปอยู่เชียงใหม่ดีกว่า ไปอยู่กับพ่อกับแม่ดีกว่า ยังไงพ่อแม่ก็ยังเป็นพ่อแม่อยู่วันยังค่ำ

ช่วงที่ไปอยู่ที่เชียงใหม่เกือบปีไม่กินเหล้าเลย เกรงใจพ่อแม่ ประกอบกับแม่ชอบชวนไปเข้าวัดเข้าวามันก็ดี ซึมซับไปทีละนิด ช่วงนั้นใจมันยังกลุ้มอยู่ พอได้ไปในที่สงบๆ สติก็เริ่มกลับมา มีความยั้งคิด มีความพอเพียง ทำให้เราคิดได้ว่าที่ผ่านมากูทำอะไรลงไปวะ

สิ่งที่ฉุดผมขึ้นมาจากเหวนรกคือ สุขภาพของเราเอง มันแย่มันห่วย เดินไม่ตรง สมองก็คิดอะไรไม่ได้ สมมตินึกชื่อคนที่เพิ่งคุยด้วยกันตะกี้ นั่งนึกนานมากกว่าจะนึกออก เรียกว่ามันเสียศูนย์  เลยบอกตัวเองว่าเลิกเมาดีกว่า ลองดูซิว่าชีวิตแม่งจะดีขึ้นไหม พอได้ลองปุ๊บ ฝืนสู้กับมัน ไม่กินมัน ตื่นเช้ามาปุ๊บโลกทั้งใบมันสดใส มองอะไรก็ชัดแจ๋ว สามารถไปทำอะไรก็ได้  

มองย้อนกลับไปรู้สึกเสียดายไหม

ผมไม่เคยหันกลับไปมองว่าเคยมีเรือยอร์ชลำละสิบล้าน เคยมีบ้านหลังใหญ่ มีโต๊ะกินเหล้ายาวๆ ไม่เคยคิดเลย

ชีวิตผมตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงใหม่ๆก็คิดแล้วว่า วันหนึ่งเราก็จะต้องตกต่ำลงไป เพราะการเป็นพระเอกมันไม่มีทางเป็นได้ตลอดชีวิตหรอก วันหนึ่งเราอาจจะต้องไปนอนอยู่ริมฟุตบาท หรือใต้สะพานลอย ฉะนั้นผมจะไม่มองกลับหลังเลย เราเป็นอย่างนี้ไปแล้ว ทำไงได้

ได้เรียนรู้อะไรบ้างในช่วงตกต่ำของชีวิต

เยอะแยะ (ลากเสียงยาว) สัจธรรมที่เห็นง่ายๆเลยโบราณเขาว่า มีเงินเขานับเป็นน้องมีทองเขานับเป็นพี่ พอไม่มีมันก็คือหมาตัวนึง ไปขอพึ่งใคร ขออะไรใครเขาก็ไม่ช่วยเรา แต่ไม่มีใครดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีใครมาซ้ำเติม จะเป็นแบบว่าทำไมล่ะ ก็มึงทำตัวตัวมึงอย่างนี้แล้วจะให้กูทำยังไง แบบนี้มากกว่า

ณ วันนี้เลิกเหล้าเด็ดขาดหรือยัง

ไม่ถึงกับเลิกเด็ดขาด เพราะสังคมของนักแสดงมันต้องมีกินบ้าง ต้องมีพบปะผู้คน ไปงานนู้นงานนี้ เพื่อให้เขาเห็นว่าเรามานะ และมาในสภาพดีด้วย เวลาไปงานอาจจะมีถือแก้วไวน์ไว้ เขาชนเราก็ชน เป็นเมื่อก่อนเราคงพรวดเดียวหมด (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้กินพอเป็นพิธี มึนๆก็กลับบ้าน ไม่กินเหมือนที่เคยกินแล้ว

เพราะแบบนี้รึเปล่าทำให้ผู้ใหญ่ในวงการยังไม่วางใจ

พูดได้เต็มปากว่ากลับมาทำงานได้แล้ว เพราะรู้ตัวเอง มั่นใจตัวเองว่าเราจะไม่ดื่มอย่างนั้นแล้ว หมายความว่าเรารับงานเราจะต้องตื่นมาทำให้ได้และตรงเวลาด้วย แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจ เขาอาจจะต้องการให้เราหยุดเด็ดขาด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราตลอด อย่างพี่โน่เรียกว่าเป็นผู้มีพระคุณเลย เป็นพี่ชายที่แสนดี ไม่เคยทิ้งน้อง พอเขารู้ว่าเราหยุดแล้ว ปกครองตัวได้แล้ว แกก็ดึงเรามาเล่นละครเพื่อให้คนอื่นได้เห็นว่ามันมาทำงานได้แล้วนะ มันสามารถมากองถ่ายได้ ถ่ายละครได้ จำบทได้

ผมอยู่ในวงการบันเทิงมา 30 กว่าปี หลักการที่ตัวเองยึดมั่นมาตลอดคือ อาจจะสาย ไปช้า แต่ถ้าทำแล้วไม่มีหลุด ทำจนหยดสุดท้าย ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหนก็ทำเต็มที่ไม่มีบ่น

คาดหวังอย่างไรกับการหวนคืนสู่วงการบันเทิงครั้งนี้

จริงอยู่ที่ยุคนึงเราไม่ต้องเอ่ยปากก็มีแต่งานวิ่งเข้ามา แต่ยุคนี้เราไม่มีงาน ถ้าไม่วิ่งหางานมันจะมาหาเราไหม เราต้องวิ่งหาสิ จะไปอายทำไม ในเมื่อทุกคนเขาก็หางานกันทั้งนั้น

นี่ถือว่าเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วล่ะ ถ้ายังมีคนให้โอกาส ผมจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้าไม่มีใครให้ก็คุยกับพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าจะย้ายถิ่นฐานกลับไปอยู่เชียงใหม่ ผมหวังแค่มีเงินประทังชีวิตอยู่ก็พอ ไม่ได้หวังที่จะมีเรือยอร์ชมีบ้านหลังใหญ่ แบบนั้นไม่เอาแล้ว ไม่จำเป็นแล้ว เพราะเราไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างนั้นได้อีกแล้ว

ความสุขในชีวิต ณ วันนี้อยู่ตรงไหน

ความสุขคือการได้กลับมาเจอเพื่อนๆนักแสดงในวงการ กลับมาอยู่บนเวที สร้างความเฮฮาสนุกสนาน กลับมาได้ยินเสียงหัวเราะจากคนที่นั่งดูเรา

บทที่มองไว้ก็เป็นบทฮาๆเหมือนเดิม ตอนนี้คงได้บทเป็นพ่อ จริงๆได้เล่นเป็นพ่อมาหลายปีก่อนจะออกจากวงการเสียอีก อย่างผู้กองยอดรัก เล่นตั้งแต่พระเอกยันพ่อพระเอกพ่อนางเอก 3 รอบแล้ว ผมไม่เคยนึกเลยว่าเราจะได้บทตลก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนตลกขนาดนี้ ตอนอยู่กับเพื่อนสมัยก่อนก็ไม่ได้ตลกมากมาย แต่พอเข้าฉากอยู่หน้าจอปุ๊บนี่มันฮาเลย เหมือนมีอะไรมาเข้าสิง ผู้กำกับสั่ง 5 4 3 2 มันก็ไหลพรั่งพรูออกมาเอง (หัวเราะ)

 

 

ข่าวอื่นๆ