ในบทศัตรู บนความหมายของมิตรสหาย

วันที่ 14 มิ.ย. 2557 เวลา 14:39 น.
ในบทศัตรู บนความหมายของมิตรสหาย
เมื่อนั้นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศฝ่าเข้ากลางวงล้อมข้าศึกและมาหยุดเบื้องหน้าช้างพระมหาอุปราชา สมเด็จพระนเรศวรจึงประกาศท้าอุปราชหงสาให้ออกมากระทำยุทธหัตถี ให้ก่อเกิดเป็นเกียรติแก่แผ่นดิน...

เหตุการณ์เบื้องต้นคือ อีกหนึ่งในฉากสำคัญในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 5 “ยุทธหัตถี” ซึ่งหากนับตามจริงแล้วนี้คือบทสรุปตามความตั้งใจของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉายในปี 2550 หากนับตัวเลขก่อนหน้านั้นอีก 2 ปี ที่เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ก็เป็นตัวเลข 10 ปี พอดิบพอดี ซึ่งก็นับเป็นระยะเวลาที่ก่อเกิดเรื่องราวต่างๆ ในภาพยนตร์มากมาย รวมไปถึงความรู้สึกความผูกพันในกองถ่ายทำ หนึ่งในนั้นรวมถึงมิตรภาพของชายสองคนเอาไว้ด้วย

พ.ท.วันชนะ สวัสดี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ผู้พันเบิร์ด รับบทสำคัญเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั๊ก-นภัสกร มิตรเอม ผู้รับบทพระมหาอุปราชา คือสองคนที่เรากำลังพูดถึง แน่นอนในเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร ทั้งคู่ต่างเป็นศัตรูคู่แค้นที่ชิงชั้นเชิงกันและกัน กระทั่งตัดสินกันด้วยความตาย แต่ทว่าในเรื่องจริงทั้งสองแม้ไม่ถึงกับเป็นคู่หูตัวติดกัน แต่ก็เป็นเพื่อนคู่คิดและผู้เฝ้ามองซึ่งกันและกันจนก่อเกิดเป็นคำว่า “มิตรภาพ”

 

เมื่อถามถึงครั้งแรกที่เจอกัน ตั๊ก-นภัสกร นิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพูดว่า เจอเบิร์ดครั้งแรกมันหลายปีมากแล้วนะ คือตอนนั้นผมเพิ่งเข้าไปเล่นหนังใหม่ๆ ไม่รู้จักใครเลย คือถ่ายกันไปได้หลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้ออกฉาย ผมไปใหม่ก็กินข้าวเงียบๆ อยู่คนเดียว พอมีคนมาสะกิดก็หันไป เบิร์ดยิ้มให้ก่อนพูดว่า พี่ตั๊กสวัสดีพี่ พี่มาแสดงเป็นใคร ผมก็ยิ้มแล้วตอบว่าไม่รู้เหมือนกันว่ะ เขาก็หัวเราะแล้วบอกผมมาว่า ผมอยู่ที่นี่ 2 ปีแล้ว เริ่มจะรู้แล้วนะว่าได้แสดงเป็นใคร เราก็หัวเราะกัน คือเขาเป็นคนตลก ดูจริงใจตั้งแต่แรกเจอ ผมก็เห็นเขาเป็นนายทหารที่เอาจริงเอาจังมาก คือผมจะไม่ค่อยสนิทกับทหารเท่าไรนะ คือไม่ค่อยถูกกัน (หัวเราะ) แต่พอเราได้คุยกับเขาก็ชอบเขา ดูเป็นคนจริงใจดี

หลังจากนั้นหนุ่มล่ำทั้งสองก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้นผ่านการเข้าแคมป์สุดหรรษา ตั๊กเล่าถึงตรงนี้ให้ฟังว่า “เราอยู่ด้วยกันเยอะมาก ใช้ชีวิตเหมือนอยู่แคมป์ๆ หนึ่ง ตื่นเช้ามาก็จะเตรียมร่างกายของใครของมัน แล้วเราจะไปเจอกันที่อารีน่า คือจะรู้กันว่าตรงนั้นคือลานซ้อม ก็นัดกันซ้อมขี่ม้า ขี่ช้าง ซ้อมดาบ ชีวิตเราจะไปผูกพันกันตรงนั้น อย่างผมเคยขี่ม้ามาก่อน แต่ไม่เก่งเท่าไร ต้องมาฝึกใหม่ในแบบกองรบ ช่วงนั้นเบิร์ดเขายังเป็นนายร้อยอยู่ เขาก็มาช่วยแนะนำเพราะเขาขี่ม้าเก่งอยู่แล้ว เราก็จะซ้อมกันอยู่ในนั้น ก็มีคนอื่นๆ ด้วย ก็ทำให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

 

ก่อนที่ผู้พันเบิร์ดจะพูดเสริมว่า “โดยเรามักถูกเรียกไปทานข้าวกับท่านมุ้ย แล้วคุยเรื่องต่างๆ เรื่องของชีวิต เรื่องของหนัง เรื่องเหตุบ้านการเมือง เรื่องที่พวกเราสนใจ คุยกันก็จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตรงนั้นเยอะ จากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปซ้อมบท นั่นคือชีวิตในกองที่ทำให้เราสองคนสนิทกัน คือบางทีเราก็อยู่กันหลายวัน ตกกลางคืนก็แอบไปหาข้าวกิน ไปนั่งคุยกันข้างนอกแคมป์ แล้วความสนุกของการออกไปกินข้าวข้างนอก คือการหาร้านในท้องถิ่นที่อร่อยและบรรยากาศดีกิน มันคือความสุขอย่างหนึ่งของพวกเรา ตกดึกก็ดูหนังกันโดยส่วนใหญ่ ปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม) เขาก็จะหาหนังมาให้พวกเราดู และสิ่งที่เราสองคนชอบทำกันก็คือชวนกันออกกำลัง”

ด้วยความบ้าออกกำลังกายของผู้พันยิ่งทำให้เขาเองสนิทกับตั๊กมากขึ้น ซึ่งเพื่อนผู้พี่เล่าถึงสิ่งที่มักจะทำร่วมกันอยู่เสมอคือการวิ่ง แต่เป็นการวิ่งที่เขาเองบอกว่าบ้าทีเดียว

 

“เวลากินข้าวกันเสร็จอิ่มๆ เบิร์ดก็มาชวนผมละว่า พี่ตั๊กครับๆ กินข้าวเสร็จเราไปเบิร์นไขมันกันไหม จากนั้นเราสองคนก็จะไปวิ่งรอบค่าย แดดเปรี้ยงๆ ตอนบ่าย ผมคิดในใจ เข้าใจทำนะเบิร์ดเอ้ย! เบิร์นทั้งผิวทั้งไขมัน แต่มันก็มีความสุขดีที่เราได้ทำแบบนั้นกัน คือเบิร์ดเองเขาจะเอาจริงเอาจังมาก คือทำแบบนั้นเพราะเขาอยากเข้าฉากแล้วเห็นกล้ามเนื้อชัดๆ ดูสมจริง ความที่เราได้เห็นเบิร์ดเอาจริงเอาจังแบบนั้น มันทำให้รู้สึกรักในงานของเรามากขึ้นเรื่อยๆ และรักคนที่ทำงานด้วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้เห็นแล้วว่าพวกเขาถอดหัวใจกันมาเล่นจริงๆ นั่นคือความสนุกและความสุขที่เกิดขึ้น”

ก่อนอีกฝ่ายพูดถึงตั๊กด้วยน้ำเสียงเข้มในแบบทหารว่า “คือในแง่ของความเป็นศิลปิน ผมว่าเขาคือตัวจริงอยู่แล้ว พี่ตั๊กเป็นคนมีของ เป็นคนที่มีความจริงจังกับการทำงานสูงมาก ทั้งเขายังเป็นคนมีน้ำใจ พร้อมจะรับฟังและให้ความรู้ในเวลาเดียวกัน คือเป็นคนชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนจริงใจ เลยทำให้เราคบกันได้ เรารู้สึกว่าคิดคล้ายๆ กัน เลยทำงานด้วยกันสนุก เมื่อหนังจบแล้วบางทีก็รู้สึกใจหายเหมือนกันนะว่ามันไม่มีบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว” ผู้พันเบิร์ด กล่าวว่าคิดถึงบรรยากาศในกอง ซึ่งเขาเองได้ใช้ชีวิตอย่างทุ่มหัวใจกับหลายชีวิต

 

“คือผมมักจะคิดถึงความเหนื่อย ความสนุกสนานของการถ่ายทำ เหมือนเราได้ทำในสิ่งที่รักจริงๆ แล้วเรารู้สึกว่าทุกคนทุ่มเทจริงๆ แต่ละคนตั้งใจมาก ผมมักจะคิดถึงฉากพระแสงดาบคาบค่ายอยู่เสมอ คือฉากนั้นพวกเราเหนื่อยมาก แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่เรามีความสุข มันมักทำให้ผมคิดถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้นในกอง และสุดท้ายมันทำให้คิดถึงท่านมุ้ย ผมว่าท่านเป็นคนที่ทุกคนน่าจะคิดถึงที่สุด” ทหารหนุ่มยิ้มเต็มยิ้มเมื่อพูดจบ

แม้ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันในกองเหมือนเมื่อก่อน แต่ทั้งสองก็มักจะใช้วิธีนัดเจอกันบ่อย ดื่มกาแฟ นั่งรื่นรมย์กับบทสนทนา ก่อนความไว้ใจจะชักชวนให้ทั้งคู่ตัดสินใจทำงานร่วมกันนอกเหนือจากการแสดง งานเกี่ยวกับเรื่องของโปรดักชั่น ภายใต้ชื่อบริษัท “กลมกล่อม” โดยมีปีเตอร์รวมอยู่ในนั้นอีกหนึ่งคน ซึ่งที่มาของชื่อก็เกิดจากทั้งสามตั้งใจนำความหมายของความพอดี ละมุนละม่อม มาใช้ ให้งานของพวกเขาออกมากลมกล่อม ก่อนที่ผู้พันสุดหล่อจะพูดถึงภาพยนตร์ที่ทำให้ทั้งคู่ได้มาพบเจอและเป็นเพื่อนกันจนถึงวันนี้ว่า

“ผมรู้สึกขอบคุณคนที่สละเวลาออกจากบ้านมาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือที่ผมขอบคุณไม่ใช่เรื่องของรายได้ของหนังนะ แต่ผมหมายถึงเรื่องของคุณค่าของหนังที่มันได้ถูกส่งต่อ แล้วผมอยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้คือสมบัติของคนไทยทุกคน จึงอยากให้ทุกคนได้เข้าไปชื่นชมสมบัติของตัวท่านเอง ทั้งหนังยังสร้างมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ซึ่งหนังจะทำให้รู้ว่าสถาบันไม่อาจขาดจากความเป็นไทยได้ เพราะสถาบันอยู่คู่ประชาชนมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เราเชื่อและยึดมั่น”

ทั้งผู้พันยังฝากบอกผ่านน้ำเสียงแฝงความหวัง หากมีคนชมภาพยนตร์เยอะๆ บางทีภาคสุดท้ายอาจไม่ใช่ “ยุทธหัตถี”