คนไทยกับออสการ์ 2014 เส้นทางฝันแอนิเมชั่นฮอลลีวูด

วันที่ 17 มี.ค. 2557 เวลา 09:43 น.
คนไทยกับออสการ์ 2014 เส้นทางฝันแอนิเมชั่นฮอลลีวูด
โดย...พอล เฮง

การประกาศผลรางวัลออสการ์ก็คงเป็นที่ลุ้นกันของคอหนังทั่วโลกอย่างเป็นปกติ “ออสการ์ 2014” ก็คงเป็นเช่นนั้น

“Frozen” หรือมีชื่อภาคภาษาไทยว่า “ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เพลง คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่น แนวแฟนตาซีคอมเมดี้ ของวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ ลำดับที่ 53 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อเรื่องจากเทพนิยายเดนมาร์กเรื่อง “The Snow Queen” (ราชินีหิมะ) ของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น ได้รับรางวัลออสการ์ในปีนี้

คอหนังคนไทยกลับมาสนใจภาพยนตร์แอนิเมชั่นอีกครั้งหนึ่ง และนำกลับมาฉายในโรงอีกรอบเมื่อวันที่ 6-12 มี.ค.ที่ผ่านมา

เพราะมีคนไทย 3 คน เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย Story artist ฝน วีระสุนทร (Fawn Veerasunthorn) ฝ่าย Visual Development Artist รังสรรค์ อภิญชาพงษ์ (Sunny Apinchapong) และฝ่าย Effects Apprentice รัตนิน สิรินฤมาณ (Rattanin Sirinaruemarn)

 

ฝน ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเบอร์แบงค์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พูดคุยถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เธอรู้สึกประทับใจและประหลาดใจอย่างมาก เพราะนี่คือภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกของดิสนีย์ในรอบ 100 กว่าปี ที่สามารถคว้าออสการ์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมได้

“ตั้งแต่ก่อตั้งสตูดิโอมา ดิสนีย์ แอนิเมชั่น ยังไม่เคยชนะรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมเลยสักครั้ง ก่อนที่ผลจะออกมา ก็รู้สึกว่าทุกคนที่ทำงานก็พยายามเผื่อใจไว้ เพราะหนังเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับชื่อเข้าชิงก็ดีๆ ทั้งนั้น แต่วันที่ประกาศผลนี่พวกเราตื่นเต้นดีใจกันมากๆ แต่จริงๆ ก็หายเหนื่อยมาตั้งแต่รู้ว่าคนดูชอบหนังเรื่องนี้แล้วล่ะ การที่ได้รางวัลก็เหมือนกับเป็นโชคสองชั้น”

ในสายตาของฝน เธอมองว่า ความดีเด่นของภาพยนตร์ “Frozen” เป็นการตีความใหม่ของเทพนิยาย

“ฝนชอบที่ภายนอกหนังเรื่องนี้อาจจะดูเหมือนหนังเทพนิยายทั่วไป แต่พอคนได้ดูแล้วจะเห็นว่าเราออกนอกขนบของหนังเทพนิยายทั่วไปพอสมควร เป็นเรื่องราวความรักระหว่างพี่น้อง แทนที่จะเป็นเรื่องของเจ้าหญิงเจ้าชาย แล้วตัวละครทั้ง อันนา และ เอลซ่า ก็เป็นเจ้าหญิงสมัยใหม่ที่ไม่ต้องรอเจ้าชายมาช่วย ความแตกต่างคงมาจากการที่ฝนไม่เคยทำละครเพลงมาก่อน กับเรื่องนี้ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากทีมนักแต่งเพลง เพราะกระบวนการการแต่งเพลงกับการทำสตอรี่บอร์ดมันดำเนินไปพร้อมๆ กัน”

 

สำหรับคนไทยอีก 2 คนที่เป็นทีมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฝนบอกว่า ได้มีโอกาสเจอและพูดคุยกันบ้าง...

“ตอนฝนเข้ามาทำงานที่ดิสนีย์เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว มีคุณซันนี่เป็นคนไทยคนเดียวในขณะนั้น แต่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นอีก ทั้งพี่ตู่ รัตนิน และพี่แนท มินตราศักดิ์ แต่ฝนจะเจอคุณซันนี่บ่อยกว่าพี่ๆ อีก 2 คน เพราะแผนก Art กับ Story ทำงานใกล้ชิดกัน ขอแนะนำให้คนไปดูหนังสือภาพเขียนของคุณซันนี่ ฝนประทับใจในฝีมือเพนต์ภาพของคุณซันนี่มากๆ”

การทำงานที่น่าประทับใจในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือตอนที่ อิดีน่า แมนเซล อัดเสียงฉากร้องเพลงให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

“ฝนพยายามล็อบบี้กับทีมงานว่าอยากไปดู แต่เวลาเขาอัดเพลงจะไม่ค่อยอนุญาตให้คนเข้าไปยุ่มย่ามเยอะแยะ จนวันหนึ่งได้ข้อความจากทีมงานว่า ช่วยเอาสตอรี่บอร์ดมาให้ที่ตึก Capital Records หน่อย เราก็เอ๊ะ งานยุ่งๆ ส่งอีเมลไปแทนได้มั้ย ทำไมต้องเอาไปให้ด้วยตัวเอง สัก 5 นาทีต่อมาถึงค่อยเกิดความเข้าใจ วันนั้นเลยได้ดู อิดีน่า อัดเสียงเพลงในฉากปราสาทน้ำแข็งกับอันนา”

 

เมื่อถามถึงภาพยนตร์แอนิเมชั่นของไทยว่าสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้หรือไม่ เธอบอกว่า ได้ดูอยู่บ้างตอนฝึกงานที่เมืองไทย

“ฝนเคยฝึกงานที่ บีบอยด์ ซีจี กับ กันตนา แอนิเมชั่น พี่ๆ คนไทยเก่งๆ มีอยู่เยอะมาก แล้วก็มีความทุ่มเทกันสุดๆ เพราะแอนิเมชั่นเป็นสื่อที่ค่อนข้างใหม่ในเมืองไทย คนที่ทำด้านนี้ทำเพราะใจรักกันจริงๆ ฝนนับถือพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานด้านนี้ เราอาจจะเสียเปรียบเรื่องทุนอยู่บ้าง เพราะเทคโนโลยีหลายๆ อย่างมีราคาแพง แต่ถ้าเนื้อเรื่องหนังดูสนุก ก็ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่หวือหวา”

เมื่อเธอเดินตามความฝันสำเร็จ ฝนบอกว่า โอกาสที่คนไทยจะเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์แอนิเมชั่นของฮอลลีวูดในอนาคตยังเปิดกว้างอยู่

“ที่สตูดิโอเราจะมีแผนที่โลกให้คนเขียนชื่อมาแปะไว้ว่ามาจากไหนมั่ง คนทำงานที่นี่มาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกนะ เดี๋ยวนี้คนสามารถเห็นงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน เวลาเราเห็นงานใครดีๆ ก็อยากชวนมาร่วมงานด้วย มันไม่จำเป็นว่าจะต้องมาจากประเทศเดียวกันเท่านั้นถึงจะทำงานกันได้ เพราะฉะนั้นอย่าอายที่จะเอางานเราออกมาโชว์ให้คนอื่นดู อย่ากลัวคำวิจารณ์ แล้วก็อย่าคิดว่าเราแข่งกับคนอื่น แต่ให้แข่งกับตัวเอง”

 

โดยส่วนตัว ฝนยังมุ่งหน้าทำงานกับดิสนีย์ต่อเนื่อง เพราะภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งนี่ใช้เวลาทำนานหลายปี

“ก็ขอบคุณที่ให้ความสนใจและเป็นกำลังใจให้คนทำนะคะ ฝนก็หวังว่าคนไทยจะหันมาสนับสนุนหนังแอนิเมชั่นกันมากขึ้นทั้งไทยและเทศ ตอนนี้ฝนกำลังทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ชื่อ ‘Zootopia’ อยู่ จะออกฉายประมาณปี 2016 หลังจาก ‘Big Hero 6’ คงจะมี teaser ออกมาเป็นทางการเร็วๆ นี้”

ในส่วนของทางเมืองไทยที่คนตื่นเต้นกับออสการ์ครั้งนี้ ผ่าน “Frozen” ฐานะคนที่ไปร่วมทำงานกับวงการแอนิเมชั่นของฮอลลีวูดมาแล้ว ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้กลับมาเปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ว่า “ปังปอนด์” และ “ยักษ์”

“ผิดคาดสำหรับผม สำหรับออสการ์ปีนี้ หน้าหนังไม่น่าจะสามารถทำเงินได้เยอะขนาด 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเข้าโรงในหน้าหนาว แต่หนังสนุกดี อาจเป็นเพราะว่าเนื้อเรื่องดี มีกระแสปากต่อปาก คุณภาพของงานก็อยู่ในระดับเดียวกับ Rapunzel (ราพันเซล เจ้าหญิงผมยาว) จุดเด่นอยู่ที่เนื้อเรื่องสามารถเข้าถึงตลาดได้ เทคโนโลยีในการสร้างก็อยู่ในระดับที่เยี่ยม” ชัยพร บอกถึงความประหลาดใจ

 

เขาบอกว่า ไม่แปลกใจที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้คนไทยมีส่วนร่วมด้วย

“คนไทยอยู่ในอุตสาหกรรมหนังแอนิเมชั่นของฮอลลีวูดถือได้ว่ามีเยอะพอสมควร มีอยู่ในทุกบริษัท แต่ไม่เยอะมากเท่าพวกเกาหลี อย่างคุณซันนี่ก็อยู่มาตั้งแต่ Lion King เท่าที่ผมจำได้”

ชัยพร ได้วิเคราะห์ถึงสไตล์การเขียนการ์ตูนของ ฝน วีระสุนทร ว่า ได้อิทธิพลมาจาก “Lilo & Stitch” และ “The Croods”

“อิทธิพลสองอย่างของคุณฝนที่ผมเห็นในการสเกตช์ภาพหรือทำสตอรี่บอร์ด ถือว่ามีฝีมือที่ดี ผมชอบงานเขา ลายเส้นเขาสวย มีอิทธิพลกึ่งๆ ฝรั่งกับญี่ปุ่น ในความรู้สึกส่วนตัวผม งานของเขามีอิทธิพลของผู้กำกับ น่าจะมาจากคนทำแอนิเมชั่นหนัง “Lilo & Stitch” รวมถึงคาแรกเตอร์ ดีไซน์ เรื่อง “The Croods” เพราะฟิกเกอร์มีความเป็นเนื้อเป็นหนังที่มีกล้ามเนื้อแน่นและมีอิสระในการสเกตช์

เมื่อให้มองว่าแรงบันดาลใจจากคนไทยที่มีส่วนร่วมในออสการ์ 2014 ครั้งนี้ จะมีผลทำให้วงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็งขึ้น ชัยพร ชี้ว่า ยาก

“ตลาดในประเทศไทยยังไม่แข็ง ค่าตอบแทนคนทำงานยังไม่มากนัก ทัศนคติคนดูหนังแอนิเมชั่นของคนไทยคิดว่าเป็นหนังสำหรับเด็กเท่านั้น หนังแอนิเมชั่นหากจะเทียบกับญี่ปุ่นยังห่างกันเป็นอีก 100 ปี จึงจะไปถึงจุดที่เท่ากันกับเขา คนญี่ปุ่นรักแอนิเมชั่นมาก หนังแอนิเมชั่นเข้าฉายทำรายได้มากกว่าหนังฮอลลีวูด ในเมืองไทยคนดูยังไม่มีคนที่รักแอนิเมชั่นเพียงพอ”

จากนักศึกษาแพทย์รามาธิบดีสู่ดิสนีย์

ฝน วีระสุนทร เคยเรียนที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วลาออกไปตามหาความฝันของตัวเอง

“ส่วนตัวเเล้ว ฝนชอบภาพยนตร์และชอบวาดรูป แต่เนื่องจากเรียนสายวิทย์มา มันดูไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนสายไปเอนท์ทางด้านศิลป์ พอถึงเวลาเอนทรานซ์ เลยเอนท์ตามความนิยมของเด็กสายวิทย์ ได้ไปเรียนที่รามาธิบดี มหิดล ทีนี้พอไม่ต้องเรียนพิเศษก็เลยมีเวลาว่างไปเรียนวาดรูปอย่างที่ชอบซะที ก็ไปลงเรียนคอร์สความถนัดศิลป์ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ เรียนไปเรียนมาก็รู้สึกว่าเราอาจจะชอบเเนวนี้มากกว่าจริงๆ ความคิดที่จะเปลี่ยนไปเรียนแอนิเมชั่นก็เริ่มก่อตัวขึ้น แต่มหาวิทยาลัยในสายนี้ยังมีไม่มากในเมืองไทยตอนนั้น

“แล้วทีนี้จำได้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาที่เตรียมอุดมฯ เคยพูดถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทำงานที่ดิสนีย์ ชื่อพี่ไพฑูรย์ รัตนศิรินทราวุธ ฝนก็ติดต่อขอคำแนะนำไปทางอีเมล และก็ได้ทราบว่าพี่เขาเรียนที่ Columbus College of Art&Design (CCAD) ในโอไฮโอ ตอนนั้นก็ได้พี่คนนี้เเหละที่เขียนจดหมายแนะนำตัวให้กับโรงเรียนนี้ หลังจากเราส่ง Portfolio ไปให้ดู CCAD เป็นโรงเรียนศิลปะไม่กี่แห่งที่ให้ทุนการศึกษากับนักเรียนต่างชาติ คือฝนคิดว่าถ้าได้ทุนมาบ้าง ทางบ้านคงจะสบายใจขึ้นมาอีกนิดที่จะอนุญาตให้ลาออกจากมหิดลไปเรียนสาขาประหลาดๆ

“คิดๆ กลับไปแล้ว ถ้าตอนนั้นไม่รู้ว่ามีพี่คนไทยทำงานด้านนี้อยู่ ก็คงไม่มีความหวังว่าเราเองจะมีโอกาสทางด้านนี้ แล้วฝนก็โชคดีที่ทางบ้านเข้าใจและสนับสนุน หลังจากที่ CCAD ให้ทุนมาครึ่งหนึ่ง ฝนก็ลาออกจากมหิดล ตอนนั้นเรียนไปได้ 1 ปีพอดี ตอนที่ดิสนีย์รับเข้าทำงานนี่ ฝนสมัครมาเป็นรอบที่ 3 แล้ว ก่อนหน้านั้นฝนทำงานทางเดียวกันนี้ แต่กับสตูดิโออื่นๆ อย่าง นิคเคโลเดิน (Nickelodeon) วอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros) อิลลูมิเนชั่น (Illumination) ก็ทำงานมาหลายปี กว่าดิสนีย์จะใจอ่อน”

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต