สูงสุดสู่สามัญ"วู้ดดี้ มิลินทจินดา"

วันที่ 19 พ.ค. 2556 เวลา 19:04 น.
สูงสุดสู่สามัญ"วู้ดดี้ มิลินทจินดา"
เรื่อง...ตุลย์ จตุรภัทร / ภาพ....วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คุณเชื่อเรื่อง “สูงสุดสู่สามัญ” บ้างไหมครับ?

สำหรับผม ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เนื่องจากว่าหนึ่งชีวิตนี้ที่เกิดมาลืมตาดูโลก ผมอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสูงสุดของชีวิต จนคิดอยากเดินลงบันไดเพื่อกลับคืนสู่สามัญ แต่ผมก็ยังมีความเชื่อเผื่อเหลืออีกครึ่งว่า สักวัน ผมจะนำพาชีวิตตัวเองวกกลับสู่การใช้ชีวิตแบบเรียบๆ ง่ายๆ ไม่วุ่นวายซับซ้อน

จนวันหนึ่ง ผมได้เดินทางไปพบกับชายหนุ่มผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงความเชื่อของผม ให้เชื่อในเรื่องของสูงสุดสู่สามัญได้อย่างสนิทใจ ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าผู้ชายวัย 30 กว่าๆ คนนี้ คนที่มีชีวิตเปรี้ยวปรี๊ด และอยู่ในกระแสตลอดเวลา จะครุ่นคิดถึงความสามัญธรรมดาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ใช่แล้วครับ เขาคือ “วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา” เจ้าของบริษัท วู้ดดี้เวิลด์ ผู้ผลิตรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย และตื่นมาคุย ผู้ที่จะมาไขความเชื่อนี้ด้วยตัวของเขาเอง

“ผมยอมรับว่า สมัยเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่โลดโผนโจนทะยานมาก ใช้ชีวิตแบบสุดโต่งมาโดยตลอด อยากทำอะไรก็ทำ ลองทำหมด เพราะอยากใช้ชีวิตนี้ให้คุ้ม”

อาจเป็นเพราะเขาเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ให้โอกาสเขาได้เรียนรู้และทดลองชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขามีความกล้า และมีความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์

“ใครหลายคนอาจคิดว่า ผมเกิดมาเป็นลูกของนักการทูตชีวิตอาจมีกรอบมากมายมหาศาล แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ พ่อแม่ไม่เคยสร้างกรอบให้ผมเลย ชีวิตผมไม่เคยมีกรอบ แต่ผมมีระเบียบวินัย อีกทั้งยังสอนให้ผมคิดนอกกรอบ หมายถึงคิดอะไรใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์ คิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด รวมทั้งสอนให้ผมอยากทำอะไรทำ อยากเป็นอะไรก็เป็น”

ตั้งแต่เด็ก วุฒิธรจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการชอบการเผชิญโลก ชอบทำกิจกรรม ชอบคุยกับคน และชอบฟังผู้หลักผู้ใหญ่คุยกัน

“สมัยเด็กๆ ผมไม่ค่อยเล่นกับเด็ก แต่คอยวนเวียนอยู่กับโต๊ะผู้ใหญ่ที่เขากำลังคุยกัน ทำให้ผมได้ฟังผู้ใหญ่คุยกันบ่อย เลยเป็นแรงขับให้ผมอยากโต อยากออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมเลยเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรม ทำเยอะมาก พอมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการทำกิจกรรมเยอะแยะมากมายในสมัยเด็กทำให้ผมเป็นคนที่มีความพร้อมในวันนี้ ถ้าผมมีลูกมีหลาน ผมจะสอนให้เขากล้าที่จะออกไปเผชิญโลก ผมว่าสมัยนี้ไม่มีวิชาเกี่ยวกับการทำให้เด็กอยู่รอดในโลกใบนี้ ถ้าผมได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจะปฏิรูปการศึกษา และเน้นวิชาการอยู่รอด ผมว่าถ้าเด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก จะทำให้เด็กอยู่กับความแรงของกระแสโลกได้ดีขึ้น ต่อไปถ้าเด็กไม่สามารถอยู่รอดได้จะลำบาก”

ด้วยความที่เขากล้าที่จะออกไปเผชิญโลก ทำให้ช่วงเวลาที่เขาเติบโตในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ คือช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญสำหรับชีวิต

“ตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก ที่นั่นสอนให้ผมต้องดิ้นรน ทะเยอะทะยาน เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ ในเมื่อเราเป็นชนชั้นสองของที่นั่น ต้องแย่งทำงาน แย่งเรียน แย่งใช้ชีวิต ทำให้เมื่อผมกลับมาอยู่เมืองไทยผมกลายเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันได้อย่างดี บางทีผมเห็นเด็กไทยอ่อนแอ เพราะมีพ่อแม่คอยรองรับชีวิต คอยโอ๋จนเด็กไม่รู้จักโต ผมอยากส่งให้ไปอยู่ที่เมืองนอกเหลือเกิน ส่งไปแล้วผมจะบอกกับเขาด้วยว่า มึงต้องทำให้ได้นะ ไม่ได้ไม่ต้องกลับมา”

นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างของเขา นั่นคือการเป็นดีเจภายใต้ชายคาเอไทม์มีเดีย ที่ทำให้เขาได้รู้จักวิชาการสื่อสารกับคนได้คุยกันคนมากขึ้น จนทำให้เราริเริ่มที่จะก่อตั้งบริษัท เพื่อผลิตรายการที่เป็นตัวของเขามากที่สุด นั่นคือรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

“เชื่อไหมว่า เมื่อก่อนผมจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าผมตัดสินใจผิดที่ก่อตั้งบริษัท เพราะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ต้องมีภาระต้องแคร์ว่าพนักงานจะเป็นยังไง พ่อแม่เขาจะมีกินมั้ย แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ที่ผมสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาผมกำลังสร้างครอบครัวต่างหาก ครอบครัวที่ร่วมมือร่วมใจกันทำรายการดีๆ ครอบครัวที่ทุกคนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น นี่ต่างหากคือหัวใจสำคัญ”

นอกจากการมีบริษัทที่ถือเป็นครอบครัวอบอุ่นที่เต็มไปด้วยคนเก่งๆ เขายังได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตที่ได้จากการพูดคุยกับแขกรับเชิญในรายการ ซึ่งบุคคลที่ทำให้เขาอึ้ง จนเผลอร้องไห้ออกมาในขณะทำการสัมภาษณ์ นั่นคือ “ท่าน ว.วชิรเมธี”

“ผมว่าเป็นพรหมลิขิต เมื่อก่อนผมคิดว่าการสัมภาษณ์พระเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่เมื่อทีมงานบอกให้ผมลองสัมภาษณ์ท่านดู ผมถึงได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการได้ลองสัมภาษณ์ท่าน”

สิ่งที่วุฒิธรได้ข้อคิดจากการสัมภาษณ์ท่าน ว.วชิรเมธี นอกจากหลักธรรมที่น้อมนำมาใช้กับการดำเนินชีวิต เขายังได้ข้อคิดว่า จงอย่าตัดสินอะไรทั้งสิ้นในโลกจนกว่าเราจะได้ลอง

“จงอย่าปิดตัวเองด้วยครับ เพราะถ้าเราปิดตัวเองเราจะไม่ไปไหนเลย ทุกอย่างมันต้องลอง อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ถ้าเรามัวแต่ตั้งคำถามว่าจะดีเหรอ จะได้เหรอ เราก็อยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน แต่ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้เราก็จะทำได้ นี่คือกุญแจแห่งความสำเร็จของชีวิต”

เขาย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่าโอกาสไม่เคยเดินเข้ามาหาเรา มีแต่เราที่เดินเข้าไปหาโอกาส แต่หลังจากที่วุฒิธรเลือกใช้ชีวิตด้วยการกล้าเดินเข้าไปหาทุกๆ โอกาส จนมาวันนี้ เขาก็ได้ค้นพบสัจธรรมความจริงของชีวิตว่า เขาได้อะไรมามากมายเสียจนวันนี้ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว นอกจากการมีสุขภาพที่ดี มีเงินจ้างพยาบาลคอยดูแลยามเราแก่ชรา และตายอย่างสงบ

“เมื่อก่อนอยากได้อะไรหลายอย่างมาก แต่ตอนนี้มันได้มาหมดแล้ว สิ่งที่อยากได้ก็เพียงชีวิตที่สงบเท่านั้นเอง”

ทุกวันนี้ ใครจะเมาท์นินทาว่าร้ายหรือวิพากษ์วิจารณ์ วุฒิธรเลือกที่จะไม่ใส่ใจ เขาถือคติที่ว่าชีวิตนี้แสนสั้น จงใช้ชีวิตนี้ให้คุ้ม อย่าใส่ใจคำปากของใคร

“แต่ก่อนที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบ ผมก็ยังคงต้องลุยงานที่ทำอยู่ และที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำ รวมทั้งดูแลบริษัทนี้ให้ดีที่สุด รวมทั้งให้เวลาให้กับครอบครัวให้มากกว่านี้

“ผมไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว ทั้งๆ ที่มีให้ได้ แต่ผมกลับทุ่มเทให้กับงานมากจนเกินไป มันเลยเป็นจุดอ่อนไหวที่สุดสำหรับชีวิต”

จุดอ่อนไหวของวุฒิธรอีกเรื่องหนึ่ง คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก หลังจากที่เขาประกาศผ่านสื่อว่า เขากำลังคบกับใครคนหนึ่งซึ่งครอบครัวรับได้ ความคลุมเครือในคำว่ารับได้นี่แหละ ที่ทำให้สื่อตีความไปว่าคนที่เขาคบน่าจะเป็น “ผู้ชาย” มากกว่า “ผู้หญิง” แต่มาวันนี้ เขากลับสารภาพอย่างจริงใจว่าเขาได้ลดระดับความสัมพันธ์กับใครคนนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ผมยอมรับว่า ความรักอยู่ในลำดับสุดท้ายของชีวิต พนักงานมาก่อนความรักแน่นอน ถ้าคนที่เข้ามารับตรงนี้ได้ก็อยู่ต่อ แต่ส่วนใหญ่รับไม่ได้ก็เลยต้องไป แต่ผมเป็นโรคจิตที่ถ้ารู้ว่าเขาจะจบผมต้องชิงจบก่อน เพราะผมรับไม่ได้ที่จะเป็นคนโดนบอกเลิก แต่กับคนนี้ เขาเข้าใจในการดึงตัวเองกลับมาของผม ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่”

ท้ายสุด วุฒิธรได้ฝากข้อคิดไว้ว่า หากความรักนำพาความสุขมาให้เรา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ความทุกข์ก็จะเดินทางมาหาเราในรูปแบบไม่จากเป็นก็จากตาย คนเป็นแฟนกัน วันหนึ่งก็ต้องจากกันอยู่ดี คนที่ไขว่คว้าหาความรัก เมื่อได้มาแล้วก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องรับให้ได้ ถ้าวันหนึ่งความรักไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด