ยุคทองของแสตมป์

  • วันที่ 09 มี.ค. 2556 เวลา 08:38 น.

ยุคทองของแสตมป์

หลังบัตรคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตกว่าสองหมื่นใบถูกขายหมดเกลี้ยงภายในไม่ถึงสัปดาห์ นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วว่า แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ฮอตจริงอะไรจริง

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

หลังบัตรคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตกว่าสองหมื่นใบถูกขายหมดเกลี้ยงภายในไม่ถึงสัปดาห์ นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วว่า แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ฮอตจริงอะไรจริง

เสียงนุ่มนวลอบอุ่น ใบหน้าขาวตี๋ ทะเล้น มีเสน่ห์ เป็นกันเอง บวกผลงานการเขียนเพลงรักที่ดังเปรี้ยงปร้างจากหลายอัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์ ละคร และโฆษณาอีกหลายตัว รวมถึงซิงเกิลขายดีเทน้ำเทท่าที่ร่วมงานกับศิลปินแถวหน้าของวงการ

ทั้งหมดผลักดันให้ชายผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังมาตลอดต้องกลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์บนเวทีที่ได้รับการยกย่องว่าขายดีที่สุดใน พ.ศ.นี้

“บัตรขายหมดเกลี้ยงก็มีเรื่องโม้ให้ลูกให้หลานฟังได้แล้ว (หัวเราะ) ผมว่าโชคดีด้วยแหละที่ตอนนั้น เดอะ วอยซ์ กำลังพีก คนกำลังสนใจ เชื่อสิถ้าขายตอนนี้ไม่หมดหรอก”

นักร้องหนุ่มอารมณ์ดีวัย 31 ปีคนนี้ยังถ่อมตัวอย่างยิ่ง เมื่อโดนคำถามต่อมาว่ารู้สึกอย่างไรที่ว่ากันว่านี่เป็นช่วงขาขึ้นของเขา แสตมป์ก็ยิ่งเขิน ขยับเนื้อขยับตัวอย่างอึดอัดบนเก้าอี้

“ทุกวันนี้ตื่นเช้ามาแล้วรู้ว่าเราดังแล้ว มีคนมากรี๊ด มันรู้สึกดีนะ แอบมีงงๆ เหมือนกัน เพราะไม่เคยคิดฝัน วางแผนไว้เลย แล้วนี่ยิ่งมีคอนเสิร์ตของตัวเองด้วย โอโห มันเลยเถิดมาก” เขายิ้มพลางส่ายหัว

ตั้งแต่วินาทีที่เพลงชื่อ “น้ำตา” ผลงานการเขียนของเขาถูกนำไปร้องโดยซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของเมืองไทย เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ แล้วเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากเวทีสีสันอะวอร์ด ครั้งที่ 20 เมื่อปี 2550

จากนิสิตสถาปัตยกรรม จุฬาฯ สู่คนทำงานเบื้องหลัง ชื่อ แสตมป์ อภิวัชร์ ถูกจับตามองจากคนในแวดวงดนตรี เมื่อผลงานเพลงที่เขาแต่ง ไม่ว่าจะเพื่อให้ศิลปินคนอื่นร้องหรือสำหรับอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง ต่างพาเหรดกันคว้ารางวัลมากมาย ก่อนชื่อเสียงกว้างไกลไปประทับต่อท้ายอยู่ในเพลงประกอบภาพยนตร์ เพลงประกอบโฆษณา ใบหน้าปรากฏบนปกนิตยสารชั้นนำ ในบทสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ รายการดนตรีทางโทรทัศน์ ตลอดจนเดินสายออกงานตลอดทั้งปี ยิ่งเมื่อเขาได้มาเป็นหนึ่งในกรรมการรายการ เดอะ วอยซ์ ทางช่อง 3 ผู้คนก็จดจำเขาได้มากขึ้น ด้วยบุคลิกทะเล้น อารมณ์ขันแพรวพราว เรียกเสียงกรี๊ดสาวๆ ได้ไม่น้อยหน้ากรรมการคนใด

“เพลงความคิด (เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง A moment in June) แต่ละปีนี่ร้องเกือบพันครั้งน่าจะได้ บางวันร้องหลายครั้งด้วย (หัวเราะ) เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของผมเลย รองลงมาก็เพลงลืมไปก่อน คนที่คุณก็รู้ว่าใคร โอมจงเงย ครั้งสุดท้าย มันคงเป็นความรัก เพลงพวกนี้ร้องบ่อยมาก (ลากเสียงยาว)

ไม่เบื่อหรอก เหมือนกับเวลาเราไปดูโมเดิร์นด็อกแล้วอยากฟังเพลงบุษบา เพลงก่อน ดูพี่เบิร์ดก็อยากได้ยินเพลง แฟนจ๋า ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เขาก็อยากฟังเพลงที่เขาชอบ ผมเข้าใจ ก็ต้องให้เขามีความสุข เราก็มีความสุข”

ขึ้นเวทีใหญ่เวทีเล็กมานับครั้งไม่ถ้วน เจ้าตัวสารภาพว่าอีกงานหนึ่งที่ได้รับเชิญบ่อยมากคืองานแต่งงาน

“ผมค่อนข้างเลือกงานนะ เพราะเพลงผมอกหักทั้งนั้น (หัวเราะ) มีเพลงสมหวังอยู่ไม่กี่เพลง ต้องบอกว่าร้องเพลงในงานแต่งเป็นงานที่ไม่ถนัด ผู้ชมจะหลากหลายวัยมาก คุณพ่อ คุณตา จนถึงเด็กเล็กๆ มีหนุ่มสาวแค่สองคนเจ้าสาวเจ้าบ่าว จะแซวมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวพ่อเขาด่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เหนื่อยรับแขกทั้งวัน ส่วนมากจะไม่ค่อยมีคนฟัง เป็นงานที่เล่นยากที่สุดเลย”

เพราะอยู่ในช่วงที่ไฟแรง อะไรมาสะกิดต่อมไอเดีย ถ้อยคำ เนื้อร้อง ทำนองก็พรั่งพรูหลั่งไหลขึ้นทันใด

“แรงบันดาลใจมันมีเข้ามาเสมอ อย่างคุยกับน้องเนี่ย มันก็อาจจะแบบปิ๊งว่ะ ส่วนใหญ่ผมจะทำดนตรี ทำทำนองก่อน แล้วค่อยดึงเนื้อหาที่เราคิดเอาไว้ในหัวมาใส่

มันมีความฟลุกอยู่เยอะ บางทีคิดแทบตายไม่ออก ไปเจอคนอื่นพูดนิดเดียว ประโยคเดียวก็เร็วเลยทีนี้ เพลงฮิตผมว่ามีปัจจัยเดียวคือ คนชอบ เพลงอะไรไม่รู้แหละ แต่คนชอบ สัมผัสใจเขา จนเขาอยากฟังบ่อยๆ แล้วอยากให้เพื่อนเขาฟังด้วย

หลายครั้งมากที่คิดว่าเพลงนี้ฮิต แต่มันก็ไม่ฮิต บางเพลงจะทิ้งแล้ว เพื่อนเอาไปฟัง เฮ้ยเพลงนี้โดนว่ะ เราก็เชื่อเขา อย่างความคิด โอมจงเงย ลืมไปก่อน นี่ทิ้งทั้งนั้น ผมอัดเสร็จแล้วกะไม่ปล่อย พอจะทิ้งก็มีคนเอาไปฟังแล้วบอกว่าเฮ้ย อันนี้ดี แล้วมันก็มักจะดี”

นักร้องหนุ่มร่างโย่งเล่าให้ฟังอย่างไหลลื่น อารมณ์เบิกบานใจ เขาพูดถึงไอดอลในดวงใจอย่าง บอย โกสิยพงษ์ ด้วยว่าคำสอนที่พี่ชายคนนี้ย้ำอยู่เสมอๆ ก็คือ ให้ใช้หัวใจแต่ง และจงเป็นตัวเอง

“พี่บอยจะบอกเสมอว่าให้ใช้ใจแต่ง รู้สึกยังไงให้พูดอย่างนั้น อย่าไปกะเก็งมาก แกยังบอกอีกว่า ทำอะไรให้เป็นจริงไว้ บางครั้งอาจดูไม่ดี คนอื่นไม่ชอบ ผมมักกังวลเสมอเวลาขึ้นเวทีแล้วกลัวว่าจะมีคนจ้องมอง ด่าว่าเราไม่หล่อ ห่วย พี่บอยจะชอบให้นำเสนอความห่วย เราเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องพยายามเก่ง พยายามเท่

เรื่องเอนเตอร์เทนบนเวทีที่คนชอบกันมาก เป็นความฝังใจตอนเด็ก ชอบบรรยากาศไปเที่ยวสมัยมัธยม สมัยอยู่คณะ นั่งล้อมวงดีดกีตาร์กับเพื่อน มันเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดเลยในการเล่นดนตรี จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะพลิกแพลงอะไร มันแวบเข้ามาเอง เปลี่ยนไปตามอารมณ์ เกิดจากสถานการณ์เฉพาะหน้า อย่างดูข่าวเมื่อเช้าเขาพูดตลก ก็เอามาเล่า ผมคิดว่าเวลาคนยิ้มแล้วจะทำให้ฟังเพลงเพราะขึ้น”

เนื้อหอมเสียจนคนโน้นคนนี้ว่าจ้างไปแต่งเพลง นักร้องนักดนตรีชื่อดังมาจีบไปฟีตเจอริง หลายเพลงประสบความสำเร็จท่วมท้นไม่ลืมหูลืมตา อาทิ เพลงลืมไปก่อน ร้องกับ อุ๋ย บุดดาเบลส เพลงคนกลางกับ สิงโต นำโชค เพลงโอมจงเงย กับ โจอี้ บอย

“ผมชอบมากเลยนะ เชิญมาฟีตเจอริง ไม่ได้ให้เขามาร้องอย่างเดียวนะครับ ผมให้เขามาแต่งหรือมาทำดนตรีให้ มันทำให้ไม่ตัน ดนตรีมันมาจากสิ่งที่เราเสพ สิ่งที่เราอ่าน ฟัง ดู คุยกับคนอื่น แล้วเราก็ใช้มันไป พอใช้ไปมากๆ มันก็เติมไม่ทัน ถ้าฟีตเจอริงก็ได้ถังพลังใหม่ เพลงมันมีพลังมากขึ้น มันทำให้เรามีไอเดีย ทำให้เราไฟแรง

อย่างวันก่อนเพิ่งเจอ แชมป์ เครสเซนโด รู้สึกเลยว่าเรากระจอก อยากให้เขาสอน อยากฝึกเล่นกีตาร์ให้เก่งขึ้น หรือตอนที่ สิงโต นำโชค มาทำทำนองให้ผมในเพลงชายกลาง ก็รู้สึกว่า จะเก่งไปไหนวะ ไม่ได้เว้ย แพ้ไม่ได้เว้ย มีอารมณ์แบบนี้เสมอ”

ถามว่าอยากฟีตเจอริงกับใคร เจ้าตัวตอบเสียงดังชัดเจน

“พี่ปูพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ... แต่ยังเก่งไม่พอ ต้องแต่งเพลงให้ควรค่ากับแกมากกว่านี้ เพราะถ้าบอกว่าจะแต่งเพลงให้พี่ปูร้องคงต้องอีกหลายปี ผมนับถือพี่ปูตรงที่เขียนเพลงทั้งเนื้อหา คำร้อง ทำนอง เล่าเรื่องเก่งเสียยิ่งกว่านิทานอีสป ขมวดปมเข้มข้น เล่าเรื่องซับซ้อนเหมือนย่อยหนังสือเล่มหนาๆ ให้กลายเป็นเพลงสามนาที เพลงที่ประทับใจที่สุดคือเพลงหนุ่มน้อย ทำให้อยากเป็นนักแต่งเพลง ถ้าแต่งได้แบบนี้หล่อมาก” แสตมป์ยิ้มหน้าหยีเมื่อพูดถึงนักดนตรีที่ประทับใจ

ชีวิตส่วนตัว แม้จะดังเข้าขั้นซุป’ตาร์คนใหม่แห่งวงการดนตรี แต่แสตมป์ก็ยังใช้ชีวิตกินข้าวแกงเดินดินริมถนน เที่ยวห้างอย่างสบายใจเฉิบ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ กล้องปาปาราซซีเหมือนดาราดัง อาจมีเขินบ้างยามมีแฟนคลับมากรี๊ดกร๊าดขอถ่ายรูป ซึ่งเขาบอกว่าโดนบ่อยมากทุกที่ที่ไป

“ผมว่าคนมากรี๊ดเพราะเราดูตลกดี เหมือนโน้ส อุดม คือสายตาที่มองเราไม่ได้มองเห็น เคน ธีรเดช อ่ะ (หัวเราะ)

บางทีผมวางตัวไม่ถูกเหมือนกันว่าคนเขาจะมาขอถ่ายรูปหรือเปล่า เขาอาจไม่ได้มองเรา พอเรามองเขากลับคืน แล้วสรุปว่าเขาไม่ได้มองเรา จะกลายเป็นว่าเราหลงตัวเองเปล่าวะ (หัวเราะ) นี่เป็นสิ่งที่ผมกำลังงงๆ อยู่ หรือถ้าผมไม่มองเขา ไม่ยิ้มตอบ เขาจะหาว่าเราหยิ่งหรือเปล่าวะ คือ ไม่รู้ว่าจะเอาไงดี เขาทำท่ายกโทรศัพท์ แล้วเราดันบอกว่าถ่ายรูปได้นะครับ แล้วถ้ากลายเป็นว่าเขาไม่ได้ยกกล้องมาถ่ายเรา เราจะหน้าแหกหรือเปล่า โคตรหลงตัวเองเลยว่ะ”

8 ปีเต็มบนเส้นทางดนตรี 8 ปีของการเป็นนักดนตรีมีชื่อเสียง เป็นไอคอนแห่งยุค จากเคยทำงานเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง จนวันหนึ่งถูกผลักขึ้นมาอยู่บนเวที มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า แสตมป์ยอมรับว่าพอได้มาอยู่เบื้องหน้า ก็คิดถึงตอนอยู่เบื้องหลังที่มีเวลาอยู่กับตัวเองมากกว่านี้ ได้เจอเพื่อน ได้มีเวลาว่างปั่นจักรยานไปซื้อกาแฟ ขณะที่อยู่เบื้องหน้าก็มีความสุขเหมือนกัน ได้เจอแฟนเพลง ได้ร้องเพลงร่วมกับคนที่ชื่นชอบเพลงเขา

“สิ่งที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมไม่ได้ทำอะไรมากขึ้นเลยนะ ผมก็ทำของผมเหมือนเดิม ทำอย่างนี้มา 78 ปีแล้ว เมื่อก่อนทำหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่คนเพิ่งมาสนใจ ไม่เหนื่อยนะครับ แต่เกรงใจคนมากกว่า เพราะต้องปฏิเสธคนมากขึ้น งานหลั่งไหลเข้ามาเยอะเหลือเกิน

สุดท้ายทุกคนก็เหมือนกัน ตอนที่ผมมีชื่อเสียงกับไม่มี ก็ยังอึเหม็น กินของมันเหมือนเดิม ตอนนี้ยังไม่รู้บทเรียนหรอก บทเรียนจะมาตอนที่ทุกอย่างมันไปแล้ว มันหายไปหมด ชื่อเสียง เงินทอง กระสงกระแสอะไรต่างๆ ตอนนั้นเราจะเข้าใจมันอีกเยอะเลย วันหนึ่งที่ไม่มีงาน ไม่มีใครร้องเพลงเราแล้ว เราจะได้เรียนบทเรียนที่ดีที่สุด”

แสตมป์จึงไม่ลืมที่จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องโฟกัสในงานที่ทำให้ดีที่สุด

หลังจบคอนเสิร์ต “Stamp เกรียน Day” ในวันเสาร์ที่ 16 มี.ค.นี้ ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี เขาประกาศชัดเจนว่าขอพักยาว

“อยากอยู่เฉยๆ สักเดือนหนึ่ง เพราะผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องแต่งเพลงใหม่แล้ว ของเก่าปล่อยไปหมดแแล้ว” เขาเอนตัวไปข้างหลังคล้ายบิดขี้เกียจ ชูสองมือขึ้นฟ้า อ้าปากหาว สายตาจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบน ก่อนหล่นประโยคทิ้งท้าย

“ช่วงนั้นมันจะเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดเลยนะ”

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ