ภควัต วงศ์ไทย หนึ่งในผู้ชายของเรยา...

วันที่ 22 ส.ค. 2555 เวลา 08:49 น.
ภควัต วงศ์ไทย หนึ่งในผู้ชายของเรยา...
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

เรยา...จะมาทำเป็นละครเวที? จะแสบทรวงถึงใจสู้เวอร์ชันที่เป็นละครได้หรือเปล่า ใครจะมาเป็นเรยา? คุณใหญ่? ตอนจบจะเหมือนในละครหรือไม่? หลายคำถามประดังเข้ามาในจิตใจ เมื่อรู้ว่าดอกส้มสีทอง ละครที่ยังตราตรึงใจหลายๆ คน และกลายเป็นประเด็นสังคมอยู่พักหนึ่ง จนอยากหาคำตอบ

งานนี้แน่นอนว่า เมื่อคลิกดูรายละเอียดแล้ว เห็นชื่อของนางเอกตัวแม่อย่าง ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต ที่ดอดมารับบทนางเอกเวอร์ชันมิวสิเคิล ก็เบาใจ เพราะเรื่องความสวย ฝีมือ ในความสามารถคงไม่น่าห่วง แต่ที่ลุ้นและอยากรู้ (จัก) มากกว่า คือเหล่าผู้ชายของเรยาที่จะเข้ามาสร้างสีสันให้ละครเวทีเรื่องนี้เข้มข้น

และหนึ่งในผู้ชายของเรยาที่จะมาทำความรู้จัก เขาคนนั้นคือ ตั๋งภควัต วงศ์ไทย ผู้รับบท “ก้องเกียรติ” หรือคุณใหญ่

ตั๋ง บอกเล่าถึงประสบการณ์ครั้งใหม่ในวงการบันเทิงว่า เป็นครั้งแรกที่มีผลงานด้านการแสดง เพราะก่อนหน้านี้จะเน้นร้องเพลงเป็นหลัก โดยผู้ที่ชักนำให้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับซุป’ตาร์แถวหน้าของเมืองไทย ในละครเวทีเรื่องที่น่าจับตามอง คือ พิ้งค์-เปรมิกา สุจริตกุล ลูกสาวคนเล็กของ ถ่ายเถา สุจริตกุล ซึ่งทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานกันในคอนเสิร์ต “ตราบสิ้นดินฟ้า...คีตาศิรวาท 84 พรรษา”

“ในเรื่องผมรับบทเป็นคุณใหญ่ เป็นคนสุภาพ เรียบร้อย เป็นความหวังของครอบครัว ซึ่งบทไม่ไกลตัวผมนัก ติดที่คุณใหญ่จะอายุมากกว่าผม ในเรื่องการแสดง ด้วยเพลงที่ร้องก็ค่อนข้างยาก บางครั้งยังต้องมีการเต้นเข้ามาประกอบ ทำให้ต้องทำการบ้านเยอะ ผมเองยิ่งเมื่อได้เข้าฉากกับชมพู่ จะยิ่งกดดัน เพราะคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราคู่ควรกับเขา”

แม้จะใหม่ในวงการบันเทิง แต่ก่อนหน้านี้ ตั๋ง ก็มีรางวัลและผลงานด้านร้องเพลงแบบไม่ธรรมดามาการันตี ทั้งรางวัลรองชนะเลิศ การประกวดร้องเพลงพระราชนิพนธ์แห่งประเทศไทย โดยสำนักงานเขตดุสิต ในปี 2548 มีโอกาสร้องเพลง Come Alive และเพลง Siam Ocean World Stars ให้กับสยามโอเชี่ยนเวิร์ล เป็นศิลปินรับเชิญในอัลบั้มต่างๆ อาทิ H.M. Blues ร้องบรรเลงเพลงของพ่อ และตราบสิ้นดินฟ้า (A Tout Jamais) เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาษาฝรั่งเศส โดย เปรมิกา สุจริตกุล

ย้อนกลับไปวันวานของ ตั๋ง เด็กหนุ่มมาดเนี้ยบ ต้องบอกว่าห่างไกลจากเส้นทางชีวิตในปัจจุบันมาก เพราะนอกจากเติบโตมาในครอบครัวหมอฟันแล้ว ตั๋ง ยังฉีกกรอบของครอบครัวด้วยการเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูป ต่อโมเดลรถ บวกกับความฝันที่อยากจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ผมเลยมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนคณะสถาปัตย์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม แต่พลาดไปแบบฉิวเฉียด เลยต้องเลือกเรียนภาควิชาสถาปัตยกรรม เน้นการออกแบบบ้าน อาคารแทน ซึ่งผมไม่ชอบ เรียนแล้วไม่อิน ไม่เคยมองภาพว่าตัวเองจะเป็นคนออกแบบบ้าน แต่ก็ยอมเรียนไป จนสุดท้ายก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 มาครอง”

ด้วยความที่ไม่รักและสนุกในสิ่งที่เรียน ทำให้ในที่สุด ตั๋ง เลือกหาทางออกที่สร้างความสุขให้กับตัวเอง ด้วยการสมัครเป็นนักร้องชมรมดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (C.U.Band) ตั๋ง เล่าว่า ตอนแรกเพื่อนและญาติต่างคิดว่า ตั๋ง จะไปสมัครเล่นเปียโน เพราะมีพื้นฐานด้านนี้ แต่เอาเข้าจริงหนุ่มตั๋งกลับเซอร์ไพรส์ทุกคนด้วยการสมัครเป็นนักร้อง

“ตอนแรกที่ผมเลือกสมัครเป็นนักร้อง ก็ยังหวั่นๆ ว่าจะได้หรือเปล่า แต่พอติด C.U.Band มันเหมือนกับเป็นอะไรที่จุดประกายความฝันให้ผมมาก ทำให้ผมฝันอยากจะเป็นนักร้องมาจนถึงทุกวันนี้ และขณะที่ผมกำลังวิ่งตามความฝัน ผมก็เป็นอาจารย์สอนร้องเพลงในกิจกรรมนอกหลักสูตรให้กับนิสิตจุฬาฯ ที่สนใจอีกด้วย”

สำหรับก้าวต่อไปของหนุ่มหน้าใสวัย 27 ปี ตั๋ง บอกว่า ตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา เพราะสนใจด้านนี้มานาน ชอบนั่งอ่านใจคน สังเกตพฤติกรรมของคนรอบข้าง ชอบแอบดูคนอื่นเงียบๆ และจินตนาการไปว่าถ้าตัวเองต้องเจอสถานการณ์นั้นๆ จะทำอย่างไร

“จริงๆ ผมสนใจด้านนี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าสถาปัตย์ แต่เพราะคิดว่าเรียนจิตวิทยาต้องเรียนสายแพทย์ ผมเลยถอดใจ กระทั่งมารู้ว่ามีหลักสูตรที่ไม่จำเป็นต้องเรียนหมอ และสามารถรักษาช่วยคนไข้ได้ เพียงแต่ไม่มีสิทธิจ่ายยา ผมเริ่มสนใจ”

ด้วยความที่เป็นคนชอบเอาใจคนอื่นมาใส่ใจตัวเองก่อนนี่เอง ทำให้ทุกครั้งก่อนจะพูดหรือคิดทำอะไร หนุ่มตั๋งจะคิดก่อนพูดและทำเสมอ บางครั้งหากไม่แน่ใจกับสถานการณ์ตรงหน้าก็เลือกที่จะยิ้มแทน

ในส่วนของไลฟ์สไตล์การแต่งตัวนั้น ด้วยความที่เป็นคนเนี้ยบๆ เรียบร้อย หนุ่มตั๋งเลยชอบแต่งตัวสไตล์เรียบๆ ใช้ได้นาน ใส่ง่าย เพราะเห็นว่าจริงๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกันด้วยการแต่งตัวเวอร์ๆ แต่แอกเซสซอรีคู่ใจที่ขาดไม่ได้ คือ กระเป๋าสะพาย

“จะเรียกว่าสะสมก็ได้ เพราะกระเป๋าเป็นของติดตัวที่ขาดไม่ได้ไปแล้วในแต่ละวัน วันไหนไม่มีผมรู้สึกว่าเหมือนเอาของที่จำเป็นออกมาไม่ครบ”