โฉมใหม่...ไอ้แมงมุม

  • วันที่ 19 ก.ค. 2555 เวลา 09:00 น.

โฉมใหม่...ไอ้แมงมุม

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ลีลาการชักใยห้อยโหนบนตึกสูงระฟ้าของไอ้แมงมุม ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจมหาชน ติดตรึงใจผู้ชมทั่วโลก จนทีมผู้สร้างอดรนทนไม่ไหวต้องรีบปล่อยภาคล่าสุดออกมาเสียที

The Amazing Spiderman หนังภาคใหม่ที่เปลี่ยนตั้งแต่ผู้กำกับ ที่เปลี่ยนมือจากแซม ไรมี เป็น มาร์ก เว็บบ์ เจ้าของผลงานหนังอินดี้ เรื่อง “(500) Days of Summer” พระเอกของเรื่อง ซึ่งสุดหล่อ โทบี แมคไกวร์ โบกมือบ๊ายบาย เปิดทางให้นักแสดงหนุ่มดาวรุ่ง แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้จากเรื่อง “The Social Netwok” มาโชว์ฝีมือ นอกจากนี้ยังถ่ายทำด้วยระบบ 3 มิติทั้งเรื่อง

เท่านี้ก็เพียงพอให้ไอ้แมงมุมภาคที่ 4 ไม่ธรรมดา สมควรได้รับการจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

แม้ทีมผู้สร้าง ทัพนักแสดง ระบบการถ่ายทำ และองค์ประกอบอื่นๆจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เนื้อเรื่องในภาคนี้ยังคงคล้ายคลึงกับโครงเรื่องเดิมในภาคแรก เรื่องราวของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ เด็กหนุ่มไฮสกูลผู้พบว่าตัวเองนั้นมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ หลังพลาดถูกแมงมุมสายพันธุ์ประหลาดกัด พลังอำนาจเร้นลับนั้นพลิกผันชีวิตของเขาไปสิ้นเชิง

ร่างผอมเพรียวในชุดหน้ากากน้ำเงินแดง ชักใยสีขาวไต่เต้นไปตามยอดตึกเหนือท้องถนนกลางมหานครนิวยอร์ก ปกปักรักษาประชาชนให้พ้นภัยจากเหล่าอาชญากร จนได้รับสมญานามจากชาวเมืองว่า “สไปเดอร์แมน” ไปในที่สุด

สไปเดอร์แมนต้องมาเจอกับศัตรูตัวฉกาจ เดอะ ลิซซาร์ด ปีศาจกิ้งก่าน่าเกลียดน่ากลัว ซึ่งกลายพันธุ์มาจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องนาม ดร.เคิร์ต คอนเนอร์ส ไล่ล่าปะทะกันตั้งแต่ในท่อระบายน้ำ บนท้องถนน จนถึงตึกสูงร้อยชั้น ท่ามกลางความหวาดผวาของชาวเมืองนิวยอร์ก

ภาคนี้ยังได้ทัพนักแสดงคุณภาพเยี่ยม เอ็มมา สโตน ในบทของ เกว็น สเตซี สาวรู้ใจของปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ไรส์ ไอฟานส์ รับบท ดร.เคิร์ต คอนเนอร์ส และเดอะ ลิซซาร์ด ตัวร้ายของเรื่อง พร้อมด้วยนักแสดงคนอื่น ซัลลี ฟิลด์ มาร์ติน ชีน ในบทป้าเมย์กับลุงเบน บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังคุณธรรมความดีของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้ และเดนนิส เลียร์รี รับบทมือปราบผู้กล้าแห่งกรมตำรวจนิวยอร์ก

The Amazing Spiderman เป็นหนังที่ผู้ชมระดับแฟนพันธุ์แท้ไอ้แมงมุม พร้อมใจกันยกป้ายไฟไม่ให้ผ่าน เพราะหัวใจทั้งดวงมอบแด่พระเอกรูปหล่อโทบี แมคไกวร์ ผู้รับบทไอ้แมงมุมทั้ง 3 ภาคที่ผ่านมาจนหมดแล้ว สไปเดอร์แมนที่หล่อน้อยกว่า แถมผอมเก้งก้าง จึงยากที่จะก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยประการทั้งปวง

แม้ชื่อชั้นของผู้กำกับมาร์ก เว็บบ์ จะทำให้ผู้ชมยอมรับจากหนังอินดี้โรแมนติกในดวงใจใครหลายคน อย่าง “(500) Days of Summer” แต่ชั้นเชิงและลูกเล่นอันแพรวพราวในแง่ของโปรดักชัน บท มุมกล้อง และสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่มันสะใจขาบู๊ จากฝีมือ แซม ไรมี และทีมงาน เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แต่ข้อน่าชื่นชมของภาคนี้คือ การให้ความสำคัญของฉากผาดโผนไปตามยอดตึกของสไปเดอร์แมนที่ระดมทีมสตันต์แมนฝีมือเยี่ยม รวมถึงสร้างคานขนาดใหญ่ความสูงกว่าร้อยฟุต เพื่อถ่ายทำฉากสุดท้ายให้ออกมาดูดีและสมจริงที่สุด เมื่อผสมผสานกับมุมมองการนำเสนอภาพระบบ 3 มิติ ทำให้ผู้ชมสัมผัสความสมจริงได้อย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่หาญกล้าก้าวเข้ามาทำในสิ่งที่ของเดิมยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จะต้องทำออกมาให้ดีกว่าเก่าอย่างเด่นชัด

เพราะถ้าทำได้แค่ฉิวเฉียด หรือแค่เสมอ ถือว่าเป็นความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ