เมื่อ ‘น้ำ’ มาเยือนเรือน ‘ไฮโซ’

วันที่ 15 พ.ย. 2554 เวลา 08:50 น.
เมื่อ ‘น้ำ’ มาเยือนเรือน ‘ไฮโซ’
แขกผู้ที่ไม่ได้รับเชิญอย่าง “น้องน้ำ” สายวารี ศรีไทยแลนด์ เดินสายเยี่ยมเยือนเพื่อนพี่น้องชาวภาคเหนือ

โดย...สาวสังคม

แขกผู้ที่ไม่ได้รับเชิญอย่าง “น้องน้ำ” สายวารี ศรีไทยแลนด์ เดินสายเยี่ยมเยือนเพื่อนพี่น้องชาวภาคเหนือ ไล่ลงมาภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ อย่างแข็งขันตลอด 2 เดือนมานี้ แม้แต่เซเลบวงสังคมบ้านเรา ก็ยังมิอาจปฏิเสธเธอได้ ทั้ง 4 คนจึงแวะมาแชร์ประสบการณ์การ “ต้อนรับ” และ “ขับสู้” แขกสำคัญคนนี้

นวลพรรณ โอสถานนท์

เมื่อปลายเดือนก่อนช่วงน้ำทะเลหนุนสูง บ้านนวลพรรณและญาติๆ 3 หลังในรั้วเดียวกันย่านสาธุประดิษฐ์ อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เลยได้สัมผัสกับน้ำเจิ่งนองบริเวณบ้านเป็นทะเลสาบอยู่หลายวัน

“ตัวบ้านอยู่สูงก็จริง แต่พื้นด้านนอกต่ำ เราได้เตรียมกระสอบทรายสูงราว 30-40 เซนติเมตร กันไว้ที่บริเวณรอบตัวบ้านทั้งสามหลัง ประกอบไปด้วยบ้านของคุณน้า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บ้านคุณตา ซึ่งไม่มีคนอยู่ในปัจจุบัน และบ้านของคุณพ่อคุณแม่ ที่ดิฉันอยู่ แต่แล้วก็เอ่อเข้ามาจุดต่ำสุด ก็สูงเกือบเมตร ส่วนตัวบ้านไม่เป็นอะไร แต่ที่กังวล คือ การลุยน้ำนั้น 1.เชื้อโรคที่มากับน้ำ 2.สัตว์มีพิษและสัตว์กินเนื้อ 3.การตัดไฟฟ้าและน้ำเมื่อระดับน้ำท่วมสูง

ดิฉันและคนในบ้าน 4-5 คน เผชิญการตัดไฟอยู่เป็นระยะ 4-7 ชั่วโมง เพราะหม้อแปลงไฟฟ้าค่อนข้างต่ำ ในส่วนของบ้านคุณน้า ก็เตรียมการไว้พร้อมกว่า มีเครื่องปั่นไฟ มีเรือ เพราะคนเขาค่อนข้างเยอะกว่า ที่ดิฉันทำได้คือ ประยุกต์ใช้คูลเลอร์น้ำมาเป็นเรือ ในกรณีที่ต้องเดินทางออกจากบ้านและเดินทางระหว่างตัวบ้าน ทั้งยังชาร์จแบตเตอรี่สำรองไว้ เตรียมอาหารสดไว้นิดหน่อย และอาหารแห้งก็มี พร้อมแก๊สหุงต้ม

ที่ผ่านมาสิ่งสำคัญของทุกคน คือ การติดตามข่าวสารอย่างใช้วิจารณญาณ และพยายามปรับตัวอยู่ให้ได้ หากยังต้องอยู่ เพราะคุณพ่อคุณแม่ดิฉันไม่ยอมไปไหน ท่านไม่ไป เราก็ไม่ไป แต่สำหรับท่านอื่นๆ ที่อยู่ในโซนอพยพ หรือยังไม่ปลอดภัย อยากให้กรุณาทำตามมาตรการ เพราะอาจจะเดินทางลำบากในกรณีที่ยังทำงานอยู่ หรือมีผู้ใหญ่และเด็กเล็ก ลูกหลานและสมาชิกในบ้านจะเป็นห่วงคุณมาก เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ไปยังจุดที่เดือดร้อน แทนที่จะเป็นเราที่ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ภัยพิบัติ และต้องไม่ลืมว่าเราต้องช่วยตัวเองก่อน อย่ารอความช่วยเหลืออย่างเดียว

สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้คนลำบาก อย่าหมดหวัง สิ้นหวัง ปรับตัวอยู่รอดให้ได้ทั้งในยามประสบภัย และหลังจากสถานการณ์คลี่คลายแล้วค่ะ”

เมย์ริสสรา จันทรรัตน์

สาวสังคมคนสวยที่มั่นใจว่าไม่มีอะไรหน้าห่วงในช่วงต้น ทว่าเมื่อน้ำมาเธอก็ไม่ทันได้ตั้งตัวและเตรียมการรับมือใดๆ กระทั่งต้องอพยพไปพักพิงยังต่างจังหวัด ได้ข้อคิดสอนใจให้สงบ ปลง และปล่อยวาง

“ดิฉันอยู่คนเดียวในบ้านเดี่ยว หมู่บ้านมณีรินทร์ ซอยท่าอิฐ อยู่มา 17 ปีไม่เคยท่วม แต่ตอนนี้เรียกว่าจมทั้งโครงการ ชั้นล่างถึงหน้าอก 1 เมตรกว่า

แรกสุดเลย ตื่นมาวันหนึ่งมีน้ำเริ่มเอ่อถนนหน้าบ้าน ก่อนหน้านั้นโครงการลงทุนไปมากเพื่อกั้นกระสอบทราย แต่สุดท้ายเอาไม่อยู่ค่ะ ในช่วงแรกก็พยายามสู้กับน้ำ ปั๊มน้ำ พอเห็นว่าสูงแล้วก็ตัดสินใจออกมากับเพื่อนบ้าน 2-3 สัปดาห์ก่อน ของส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นล่างของบ้าน เพราะเพิ่งรีโนเวตบ้านใหม่ไม่กี่เดือน ดิฉันจะตกแต่งใหม่ทุกๆ 4-5 ปี แต่ก็ไปหมดแล้ว โชคดีที่ย้ายรถไปจอดที่อื่น มีเสื้อผ้าติดตัวไป และจ้างเรือขนกระเป๋าของสุดรักสุดหวงไปได้หมด ขำตัวเองเหมือนกัน คนอื่นเขาหอบพัดลม ตะกร้า เราหอบได้แค่กระเป๋า

ตอนออกมาก็ใจหายไม่รู้จะไปไหน ขับรถไปพัทยา ที่พักก็เต็ม จากนั้นไปหาญาติที่ระยอง อยู่ได้พักหนึ่งคืนก็ตัดสินใจไปพักรีสอร์ตที่เขาใหญ่ อยู่ให้ห่างน้ำ ทำใจสักพัก อยู่ที่นั่นก็วาดภาพ ดอกไม้ ใบไม้ เดินดูพืชพรรณในป่า และก็มีปีนเขากับอ่านหนังสือ ดิฉันเรียนปริญญาเอก ด้านการออกแบบ อยู่ที่ศิลปากร ช่วงนี้ใกล้สอบและทำดุษฎีนิพนธ์ ก็เลยได้โอกาสโฟกัสเรื่องการเรียนให้คลายทุกข์ไป

ขอแสดงความเสียใจกับเพื่อนผู้ประสบอุทกภัยทุกท่าน เข้าใจเลยว่ารู้สึกอย่างไร บ้านที่เราเคยอยู่ทุกวัน แต่วันนี้กลับไปไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึงอดีตต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ อยากให้ทำใจยอมรับและสู้ต่อไป เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่าอย่ายึดติดเลย เพราะไม่มีอะไรยั่งยืน และจากนี้ไปคงต้องเตรียมตัวว่าจะอยู่กันอย่างไร จะตกแต่งบ้านให้หนีน้ำได้ไหม เปลี่ยนครัวเป็นปูน เปลี่ยนที่จอดรถให้กลายเป็นจอดเรือได้เมื่อน้ำมา ก็คงต้องคิดประยุกต์หลังน้ำลดค่ะ”

อภิภาวดี เครือโสภณ

บ้านอยู่ในเขตรังสิต ใกล้สนามกอล์ฟ และสถานที่สำคัญในย่านนั้น จึงไม่เคยเชื่อว่าน้ำจะมาท่วม และต่อให้ท่วมก็ไม่น่ามหาศาล ทว่า เธอขอบคุณคนรอบข้างและความมีสติ ที่หาทางพาลูกๆ และตัวเองออกมาจากตรงนั้น และยังคงดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น เพื่อแบ่งปันความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ด้วย

“ที่บ้านมีกัน 7 ชีวิต ครอบครัวดิฉัน 4 คน และแม่บ้านอีก 3 คนตอนน้ำมาช่วงเช้ามืดวันหนึ่ง แม่บ้านบอกน้ำท่วมๆ ดิฉันยังไม่เชื่อว่าจะมาเร็วขนาดนั้น เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ขับรถออกไปจอดที่อื่นไม่ได้แล้ว มองหากะละมังผสมอาหารปลาคาร์ฟ 2 ใบ เอาลูกใส่ ฉันและสามีพากันลากออกไป ระหว่างนั้นรถ 3 คัน กำลังจะจม และคนในบ้านก็ช่วยยกข้าวของส่วนหนึ่งขึ้นที่สูง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ขอเอาลูกกับทุกคนออกมาก่อน โชคดีมากที่คนขับรถเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เขาติดต่อหารถมารอหน้าหมู่บ้าน แล้วเราก็ลากเด็กๆ ลุยน้ำระดับเอวออกไป คนเล็กยังสนุกอยู่เลยว่าน้ำมาๆ แต่พี่คนโตร้องไห้แล้ว

เด็กๆ เรียนอินเตอร์ ย่านปากเกร็ด นนทบุรี ในชุมชนตรงนั้นมีต่างชาติเกินครึ่ง เขายังใช้ชีวิตกันปกติ ลูกๆ เลยไม่ได้รู้สึกกระทบมากนัก มี 1 สัปดาห์ที่พวกเขาปิดเทอม ก็ไปอยู่พัทยากันระยะหนึ่ง ตัวเราเองเป็นคนลุยเรื่องนี้อยู่แล้ว เคยไปจิตอาสาที่พระนตรศรีอยุธยาเมื่อปีก่อน เราเข้าใจสภาพ แต่วันหนึ่งพอมันเกิดกับเรา โอเค เราไม่ได้เดือดร้อนมากเท่าคนอื่น ฉะนั้นเราเลยพาลูกๆ ไปให้เห็นให้รู้ ไปช่วยแพ็กข้าวกล่อง ไปทำกิจกรรมที่จุฬาฯ ไปมา 45 แห่ง

อยากให้ทุกคนที่ไม่เดือดร้อนเลยหรือไม่เดือดร้อนมาก แชร์ตรงนี้ โดยเฉพาะลูกๆ ของคนมีชื่อเสียงทั้งหลาย แล้วคุณจะได้อะไรมากจริงๆ”

มนิลา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ความเดือดร้อนของคนอื่นที่ได้เห็นนั้นมากกว่า ทำให้ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ 124 คอมมิวนิเคชั่นส และครอบครัว ยืนหยัดสู้ เพียงเพราะว่ามันจะสักเท่าไรกัน “ช่วงหลายวันมานี้ น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ดิฉันอยู่ใกล้กับเมเจอร์ฯ รัชโยธิน ก่อนหน้านี้รอนานแล้ว...น้ำก็ไม่มาสักที แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะคนแถวนี้ก็ว่าอยู่มาหลายปีไม่เห็นน้ำเคยจะท่วม

แล้ววันหนึ่งคุณพ่อโทร.มาบอกว่าจะมีครอบครัวที่รู้จักขออพยพมาอยู่ด้วย 5 ชีวิต กับหมา 2 ตัว บ้านเขาอยู่บางบัวทอง ตอนคุยกันร้องไห้เลย เห็นความเดือดร้อนของเขา แล้วพอน้ำมาถึงเราบ้าง เขานั่นแหละเป็นคนคอยดูแล ตรวจสอบระบบไฟ น้ำประปา และการเตรียมตัวรับมือทุกอย่าง เขาเข้าใจสภาพ

 

ดิฉันเองมีผู้ใหญ่ในบ้านอายุ 90 กว่าอยู่ด้วย คิดว่าถ้าน้ำสูงมากคงจะต้องอพยพ แต่พอครอบครัวนี้พูดว่า เขาไม่มีที่ไปแล้ว ถ้าดิฉันจะไป เขาขออยู่เฝ้าบ้านให้นะ เราก็รู้ว่า เรายังไม่ทันเดือดร้อนเลย ถ้างั้นอยู่ด้วยกันนี่แหละ

ระหว่าง 2-3 สัปดาห์นี้ เราก็ลุยเต็มที่ ชิลที่สุด ไม่รู้จะเครียดไปทำไม ก็เพราะคนเดือดร้อนกว่าอยู่กับเรา ลำบากแค่นี้ยังจะไปบ่นให้เขาทุกข์อีกก็ไม่ไหว ออกไปซื้อกับข้าวมาทำกินกัน ซื้อของมาให้ลูกๆ ทำขนม มีกิจกรรมกันตลอด น่าแปลกมากที่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้นานเท่าไรแล้ว

ปกติเราแยกย้ายกันออกไปทำงาน ลูกๆ ไปเรียน เจอกันอีกทีก็ใกล้เข้านอน แต่ทุกวันนี้ได้กินข้าวด้วยกัน 3 มื้อ อยู่ด้วยกันทุกวัน ลุยน้ำออกไปขึ้นรถทหารไปซื้อของ แถมได้เห็นความมีน้ำใจของเพื่อนบ้านและคนไม่รู้จักกัน ติดรถออกไปปากซอยบ้าง ออกถนนที่น้ำลึกบ้าง มันแค่นี่แหละ ชีวิตคนเรา แค่ช่วยกันสร้างสรรค์อะไรดีๆ เป็นกำลังใจกัน เลิกโทษกัน แล้วเดินหน้าต่อไป และเราก็จะผ่านมันไปได้ด้วยกัน”