Operation Entebbe ภารกิจบุกชิงตัวประกันบันลือโลก

  • วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 17:47 น.

Operation Entebbe ภารกิจบุกชิงตัวประกันบันลือโลก

7 Days in Entebbe จากเรื่องจริงชวนทึ่งของภารกิจบุกชิงตัวประกันที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์โลก

7 Days in Entebbe ภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปี 1976 หรือเมื่อเกือบ 41 ปีก่อน แต่คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะชาว Millennials หรือ Gen Y (คนที่เกิดในช่วงปี 1980-2000) และคนยุค Gen Z ที่เกิดหลังปี 2000 อาจไม่รู้จัก หรือเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก่อน

หากมีการจัดอันดับวิกฤตจี้ตัวประกันครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ย่อมมีชื่อของเหตุการณ์ที่เอนเทบเบ ประเทศยูกันดา ติดอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะในแง่ของความอุกอาจของผู้ก่อเหตุ จำนวนตัวประกัน และประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสำเร็จของปฏิบัติการชิงตัวประกันของทหารอิสราเอล ซึ่งไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของคนยุคนั้น

 

 

 

ย้อนรำลึกเหตุการณ์บุกช่วยตัวประกันที่โลกต้องจารึก

 

 เช้าวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 1976 ซึ่งดูเหมือนวันธรรมดาที่ไม่ต่างจากวันอื่นๆ แต่ใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุระทึกขวัญที่โลกไม่มีวันลืมขึ้น เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์ฟรานซ์ (Air France) เที่ยวบิน AF-139 (จากเทลอาวีฟ, อิสราเอล สู่กรุงปารีส, ฝรั่งเศส) ถูกสลัดอากาศ 4 คนในคราบผู้โดยสารบุกขึ้นเครื่องหลังเครื่องบินแวะจอดที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซได้ไม่นาน โดยผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบิน พร้อมควบคุมผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องกว่า 240 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอลหรือคนเชื้อสายยิวไว้เป็นตัวประกัน ก่อนจะบังคับให้นักบินเปลี่ยนเส้นทางบินจากจุดหมายในปารีส ให้ไปลงที่สนามบินเอนเทบเบในประเทศยูกันดา แต่ก่อนที่เครื่องบินจะไปถึงเอนเทบเบ สลัดอากาศได้ควบคุมเครื่องบินไปแวะจอดเติมเชื้อเพลิงที่เมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย และอยู่ที่นั่นนาน 7 ชั่วโมง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา ที่ซึ่งได้สร้างวีรกรรมของทหารหาญอิสราเอลใน ‘ปฏิบัติการเอมเทบเบ’ จนเป็นตำนานเล่าขานแก่คนรุ่นหลัง

 

 

 

ย้อนมาที่สลัดอากาศกลุ่มนี้พวกเขาเป็นใครมาจากไหน? และทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?

 

 

ผู้ก่อการร้ายบนเครื่องทั้ง 4 ประกอบด้วย 2 สมาชิกแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine /PFLP) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีแนวคิดสุดโต่งและเคียดแค้นชาวยิวเป็นทุนเดิมจากปมขัดแย้งทางประวัติศาสตร์เรื่องการแย่งชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของปาเลสไตน์ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล นอกเหนือจากสมาชิกชาวปาเลสไตน์แล้ว ยังมีสมาชิกกลุ่มกองโจร Revolutionary Cells (RZ) ชาวเยอรมัน 2 คน (วิลฟรีด โบเซ และบริจิตต์ คุห์ลมันน์) ซึ่งมีความจงเกลียดจงชังชาวยิว เข้าร่วมขบวนการนี้ด้วย และปฏิบัติการจี้เครื่องบินครั้งนี้อาจได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ต้นจากนาย อีดี อามิน ผู้นำเผด็จการทหารของยูกันดา แม้เขาจะเคยได้รับการฝึกฝนจากกองทัพอิสราเอลมาก่อนก็ตาม   ผู้ก่อการร้ายจาก 2 กลุ่มได้ประกาศข้อเรียกร้องขอแลกตัวประกันบนเครื่องกับนักโทษการเมือง 53 คน (แบ่งเป็นนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกกักขังในอิสราเอล 40 คน และนักโทษที่ถูกขังในอีก 4 ประเทศรวม 13 คน)

 

 

 

 

 

หลังเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานเอนเทบเบ นายอีดี อามิน ผู้นำยูกันดาได้เดินทางมาต้อนรับผู้ก่อการร้ายด้วยตัวเอง จากนั้นพวกเขาได้ควบคุมตัวประกันทั้งหมดไปยังอาคารพักผู้โดยสารเก่า เพื่อคัดแยกผู้โดยสารสัญชาติอิสราเอลและชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายยิวออกจากผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ ก่อนจะคุมตัวพวกเขาไปแยกขังไว้ในอีกห้องหนึ่ง

 

 

ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน ผู้ก่อการร้ายได้ตัดสินใจปล่อยตัวประกันกลุ่มแรก 48 คนที่ไม่ใช่ชาวยิวและส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้หญิงและเด็กให้บินกลับกรุงปารีส วันถัดมารัฐบาลอิสราเอลได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะเจรจาด้วย ส่งผลให้ผู้ก่อการร้ายยอมปล่อยตัวประกันเพิ่มอีก 100 คน และเลื่อนกำหนดเส้นตายจากวันที่ 1 กรกฎาคมเป็น 4 กรกฎาคม แต่ขู่ว่าหากข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่ได้รับการสนองตอบ พวกเขาก็จะเริ่มสังหารตัวประกันซึ่งมีอยู่ 106 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารชาวยิว 84 คน ชาวฝรั่งเศส 10 คน และลูกเรือแอร์ฟรานซ์ 12 คน

 

 

 

ข้ามมาที่ฝั่งประเทศอิสราเอล บรรดาเจ้าหน้าที่ข่าวกรองหน่วย Mossad อันเลื่องชื่อ กำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆ เท่าที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุด จากนั้นได้ประชุมกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหาทางช่วยตัวประกัน โดยหนึ่งในผู้ออกแบบภารกิจคือ เอฮุด บารัค อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน แต่คราวนี้เป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัส เพราะพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับยูกันดาไม่มาก แถมยังไม่รู้พิกัดทำเลที่ตั้งของเอนเทบเบเลยด้วยซ้ำ ถึงขนาดที่บารัคเคยเล่าในภายหลังถึงบทสนทนาที่เขาถามคนในห้องประชุมตอนนั้นว่า “พวกคุณแน่ใจจริงๆ หรือว่าเอนเทบเบอยู่ตรงไหน?”

 

ดังนั้นภารกิจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของ เอฮุด บารัค ผู้ซึ่งต่อมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอล

  การที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลยอมรับว่ามืดแปดด้าน ทำให้ต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็ยังต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะชีวิตตัวประกันมีความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแทบทุกวินาที และในที่สุดก็มีชายวิศวกรจากบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเคยนำเสนอโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ในสนามบินเอนเทบเบ ก้าวออกมาพร้อมกับกางผังอาคารเทอร์มินัลเก่าที่ถูกใช้เป็นที่กักขังตัวประกันในขณะนั้น ต่อจากนั้นบารัคและทีมงานของเขาก็ได้คลี่พิมพ์เขียวและเริ่มวางแผนปฏิบัติการอย่างมีความหวังมากขึ้น

 

 

 

ในตอนแรก ทีมของบารัคปิ๊งไอเดียให้หน่วยรบพิเศษ SEAL ของกองทัพเรืออิสราเอล ซึ่งเชี่ยวชาญการรบทั้งทางทะเล อากาศ และบก กระโดดร่มลงในบริเวณทะเลสาบวิกตอเรียที่มีจระเข้ชุกชุม จากนั้นก็พรางตัวเดินทางไปถึงที่หมาย หรือใช้เรือสปีดโบ้ทของเคนยาช่วยในการเดินทาง แต่หน่วยข่าวกรอง Mossad เตือนว่าเคนยาอาจไม่ยอมร่วมมือกับอิสราเอลอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้น เพราะพวกเขากลัวว่าจะทำให้ผิดใจกับประธานาธิบดียูกันดา

 

 

เมื่อแผนดังกล่าวถูกกาทิ้งบนโต๊ะ ทีมงานจึงต้องนั่งระดมสมองกันใหม่ ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลก็มีแผนสำรองที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์เพื่อแลกกับตัวประกัน หากปฏิบัติการทางทหารไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ในระหว่างนี้ก็มีหลายประเทศ ซึ่งมีอียิปต์เป็นหนึ่งในนั้น ได้พยายามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยด้วยวิธีทางการทูต โดยรัฐบาลอียิปต์ได้เจรจากับทั้งยัสเซอร์ อาราฟัด ประธานองค์การปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ (PLO) และรัฐบาลยูกันดา จากนั้นอาราฟัดได้ส่งผู้แทนพิเศษเดินทางไปยูกันดาเพื่อเจรจาขอปล่อยตัวประกัน แต่สมาชิก PFLP ในกลุ่มก่อการร้ายไม่ยอมคุยด้วย

 

 

เมื่อการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทูตประสบความล้มเหลว จึงเหลือหนทางเดียวนั่นก็คือการบุกจู่โจมเพื่อชิงตัวประกัน และในวันที่ 3 กรกฎาคม เวลา 18.30 น. คณะรัฐมนตรีอิสราเอลก็ได้อนุมัติแผนช่วยเหลือตัวประกัน โดยพลจัตวา แดน ชอมรอน ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งใช้ชื่อว่า Operation Thunderbolt หรือ ‘ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ’ ขณะที่พันโท โยนาธาน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นพี่ชายของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน ได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าหน่วยจู่โจม Sayeret Matkal ของกองทัพอิสราเอล (IDF) ในปฏิบัติการครั้งนั้น

 

 

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม ทหารและเจ้าหน้าที่อิสราเอลกว่า 200 ชีวิตออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเอนเทบเบด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130 เฮอร์คิวลีส 4 ลำ และโบอิ้ง 707 2 ลำซึ่งรับบทเป็นศูนย์บัญชาการลอยฟ้าและหน่วยแพทย์สนาม แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ พวกเขาต้องบินที่เพดานบินต่ำมาก บางจุดบินเหนือพื้นดินไม่ถึง 35 ฟุต แต่พวกเขาก็ไปถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ โดยบินข้ามทะเลแดง ผ่านประเทศจิบูตี เคนยา โซมาเลีย เอธิโอเปีย และทะเลสาบวิกตอเรีย ใช้เวลาบินทั้งหมด 8 ชั่วโมง รวมระยะทางราว 2,500 ไมล์

 

ทหารอิสราเอลเลือกไปถึงยูกันดาในตอนกลางคืนเพื่อซ่อนตัวในความมืดและไม่ให้เป็นที่สังเกต เมื่อถึงที่หมาย รถเมอร์เซเดสสีดำคันหรูที่เหมือนกับรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีอีดี อามิน ถูกนำลงจากเครื่องบินของอิสราเอล พร้อมกับรถแลนด์โรเวอร์ที่เหมือนกับรถคุ้มกันในขบวน ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงร้องอ๋อแล้วว่า อิสราเอลจะใช้แผนไหนตบตาทหารยูกันดาเพื่อฝ่าเข้าไปในอาคารผู้โดยสารเก่าของสนามบินเอมเทบเบ ที่ซึ่งตัวประกันทั้งหมดถูกขังอยู่ จริงอยู่ว่าอิสราเอลยังไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัดว่าตัวประกันถูกขังอยู่ตรงส่วนไหนก็ตาม

 

 

 

 

หน่วยจู่โจมอิสราเอลหวังจะขับรถเมอร์เซเดสผ่านด่านตรวจความปลอดภัยโดยไม่ให้ถูกจับพิรุธ แต่ทหารยามยูกันดา 2 นายเกิดจำได้ว่า ประธานาธิบดีอามินได้เปลี่ยนไปใช้รถเมอร์เซเดสคันใหม่สีขาวแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงสั่งให้รถหยุด แต่ทันใดนั้น พันโท เนทันยาฮู ได้ตัดสินใจสั่งการให้หน่วยคอมมานโดยิงใส่พวกเขาด้วยปืนเก็บเสียง แต่ทหารในรถแลนด์โรเวอร์ที่ตามมากลับยิงซ้ำด้วยปืนไรเฟิล ทำให้ทหารยูกันดาได้ยินและรู้ตัว ก่อนจะเปิดฉากยิงใส่ขบวนรถ

 

 

พันโท เนทันยาฮู และมูกิ เบตเซอร์ ได้สั่งให้หยุดรถ แต่จุดที่พวกเขาอยู่ไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ พวกเขากระโดดออกจากรถและวิ่งไปที่อาคารผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว เดิมทีพวกเขาวางแผนให้กระจายกำลังไปยังประตูแต่ละจุด แต่เวลานี้หน่วยคอมมานโดทั้งทีมวิ่งกรูเข้าไปพร้อมกัน

 

ทว่าทหารอิสราเอลก็มาได้ทันการณ์ เพราะผู้ก่อการร้ายยังไม่ทันตั้งตัวและมีโอกาสเหนี่ยวไกใส่ตัวประกัน มีหนึ่งในคนร้ายถูกยิงเสียชีวิตทันที จากนั้นเบตเซอร์เห็นผู้ก่อการร้ายอีก 2 คนวิ่งตามเข้ามา จึงได้ลั่นไกปลิดชีพพวกเขา และในระหว่างที่หน่วยจู่โจมวิ่งเข้าไปในห้องโถง พวกเขาก็ได้ตะโกนผ่านโทรโข่งให้ตัวประกันหมอบลงกับพื้น

 

 

 

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด เสียงปืนดังจากทุกสารทิศ ผู้คนวิ่งหนีกันชุลมุน บางคนเข้าไปหลบในห้องน้ำหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะใช้เป็นที่กำบังกระสุนได้ มีเสียงสวดวิงวอน ระคนกับเสียงตะโกนเป็นภาษาฮีบรู แต่ในที่สุดเสียงต่างๆ ก็เริ่มสงบลง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมกับที่ทหารอิสราเอลมั่นใจว่าผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตหมดแล้ว เบตเซอร์จึงได้แจ้งไปยังกองบัญชาการที่กรุงเทลอาวีฟว่า ปฏิบัติการสายฟ้าแลบประสบความสำเร็จ พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวประกันได้ 102 คนจากทั้งหมด 106 คน ขณะที่ผู้ก่อการร้ายถูกปลิดชีพทั้ง 7 คน (มี 3 คนตามมาสมทบที่เอมเทบเบในภายหลัง) เช่นเดียวกับทหารยูกันดาอีกอย่างน้อย 20 นายที่ถูกยิงเสียชีวิต ส่วนทหารอิสราเอลเสียชีวิต 1 นาย คือพันโท โยนาธาน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นผู้นำทีมปฏิบัติการจู่โจมครั้งนี้ และนี่คือเหตุผลที่ปฏิบัติการเอนเทบเบถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า Operation Yonathan เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญและเสียสละของโยนาธาน เนทันยาฮู

 

 

 

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 41 ปีแล้ว แต่สำหรับตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ ความทรงจำในวันนั้นยังคงสดใหม่ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะ 7 วันที่เอนเทบเบยาวนานราวกับถูกพันธนาการในเรือนจำนาน 7 ปี ขณะที่ตัวประกันส่วนใหญ่คิด         ว่าพวกเขาจะมีจุดจบที่นั่นและไม่มีวันได้กลับบ้านอีก  

 

 

7 Days in Entebbe จะพาเราย้อนกลับไปสัมผัสกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ผ่านมุมมองของตัวละครต่างๆ และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง โรซามันด์ ไพค์ จาก Gone Girl, Jack Reacher และ A Long Way Down และ แดเนียล บรูห์ล จาก Captain America: Civil War และ ​Rush มารับบทเป็น 2 ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินจากกลุ่ม Revolutionary Cells รวมถึงได้มือเขียนบทอย่าง เกร็กกอรี่ เบิร์ค ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวสุดเข้มข้นในหนังฟอร์มเยี่ยม '71 และกำกับโดย โจเซ พาดิลา ผู้กำกับฝีมือเดือดจาก Elite Squad, RoboCop และซีรี่ย์ฮิต Narcos

 

 

“7 DAYS IN ENTEBBE” : 5 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ