โลกร้อน ความจริง และอำนาจ

  • วันที่ 27 ส.ค. 2560 เวลา 07:33 น.

โลกร้อน ความจริง และอำนาจ

โดย...แหนง-ดู

สารคดีโดย บอนนี โคเฮน และ จอน เชงก์ ถ่ายทอดเรื่องราวของอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ อัล กอร์ กับภารกิจต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ภาคต่อมาของ An Inconvenient Truth โดยภาคนี้ หนังได้บอกเล่าถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาและความพยายามระดับโลกของ อัล กอร์ เพื่อชักชวนให้ผู้นำรัฐบาลลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียนและลงนามในข้อตกลง Paris Agreement ปี 2016

หลังจาก An Inconvenient Truth ออกฉายในปี 2006 หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกร้อน ไปสู่การรับรู้และตระหนักของผู้คนทั่วโลกอย่างกว้างขวางมากขึ้น ก่อนที่ภาคต่อของหนังก็ตามออกมาเพื่อตอกย้ำว่าสถานการณ์ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงไม่คลี่คลาย ยังคงเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกฝ่ายทุกคนจะต้องช่วยกัน โดยเฉพาะผู้นำองค์กร หน่วยงาน สังคม และประเทศ ซึ่งควรจะลงมือทำในวันนี้ เพื่อ “โลก”  อันเป็นบ้านหลังเดียวและหลังสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ

นอกจาก อัล กอร์ แล้ว หนังสารคดีเรื่องนี้ก็มีคนดังมาปรากฏกาย ก็มี จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช, จอห์น เคอร์รี่ ฯลฯ ทั้งยังมีฟุตเทจจากเหตุการณ์จริงมารวมอยู่ในหนัง โดยเหตุการณ์สำคัญในหนังคือการประชุมภาคีสมาชิกของยูเอ็นเอฟซีซีซี ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตามมาคือความตกลงปารีสภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Paris Agreement ซึ่งเป็นการกำหนดกฎกติการะหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นสำหรับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในครั้งนั้นอินเดียประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ก็ได้ให้สัตยาบันเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน การให้สัตยาบันของอินเดียทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาอุณหภูมิโลกที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เป็นจริง ในหนังบอกว่า อัล กอร์ (กับบริษัทผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์-โซลาร์ซิตี้) ได้พยายามโน้มน้าวรัฐบาลอินเดียให้ลงทุนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ก่อนที่ความตกลงปารีสจะเกิดขึ้น ส่วนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นก็ได้ประกาศถอนสหรัฐออกจากความตกลงปารีสในเวลาต่อมา!

หนังพยายามโน้มน้าวใจให้เกิดความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าหากเทียบกันแล้วเนื้อหาของภาคแรกนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า หากประเด็นของหนังตั้งใจจะพูดเรื่องการลดใช้พลังงานฟอสซิลหันไปพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนก็มีประเด็นอื่นๆ ที่น่าจะเพิ่มเข้าไปในหนังได้ เพราะความเป็นจริงคือไม่ได้มีเพียงรัฐบาลแต่ละประเทศที่มีอำนาจกำหนดชะตากรรมและความเป็นไปของโลกใบนี้ หากแต่ยังมีธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยและมีอำนาจล้นเหลือมากมาย ซึ่งสนับสนุนการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ทั่วโลก และด้วยพลังของ อัล กอร์ อาจจะหยุดหรือยั้งพวกเขาได้ (บ้าง)

ไม่ว่าคุณจะชอบดูหนังหรือไม่ แต่หนังเรื่องนี้ก็ควรค่าแก่การเสียเวลา อาจจะไม่ใช่หนังสารคดีที่ดีที่สุด แต่ก็ควรดู ถึงแม้ว่าจะเต็มไปด้วยข้อมูล  แต่ก็ไม่ใช่หนังที่น่าเบื่อและข้อมูลบางอย่างในหนังเรื่องนี้จะทำให้เราอึ้ง อย่างเดียวที่อาจจะทำให้คนดูรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกว่ามันมากเกินไปคือ การที่มี อัล กอร์ เป็นศูนย์กลางของหนัง!

แต่ประเด็นหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ อัล กอร์ เป็นผู้ส่งสารเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนออกไปถึงคนทั่วโลกได้มากมายอย่างที่หาคนมาเปรียบเทียบได้ยาก เขามีประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำโลก นั่นทำให้เสียงของเขายังคงมีพลัง

ถึงอย่างนั้นการกลับมาในภาคนี้ ฮีโร่อย่าง อัล กอร์ ก็อาจจะทำให้ผู้คนหลงใหลหรือเชื่อได้ไม่มากเท่าที่ทำเมื่อ 11 ปีก่อน แต่หากคุณยังลังเลสงสัย หนังเรื่องนี้สามารถเป็นสิ่งที่ตอกย้ำได้ว่า “ความหวัง” ยังคงมีอยู่ เพื่อรักษาโลกใบนี้ไว้ให้กับลูกหลาน เพื่อให้บ้านหลังเดียวและหลังสุดท้ายของเรานี้ยังคงอยู่ต่อไป

แต่ต่อให้มี อัล กอร์ สัก 10 คน หรือ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อีกสัก 20 คน ปัญหาอันหนักอึ้งยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ก็คงจะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ หากว่า…ทุกคนไม่ลงมือทำช่วยกัน

ข่าวอื่นๆ