Mechanic: Resurrection เจสัน สเตแธม ‘วันแมนโชว์’

วันที่ 04 ก.ย. 2559 เวลา 11:24 น.
Mechanic: Resurrection เจสัน สเตแธม ‘วันแมนโชว์’
โดย...เพรงเทพ

หนังที่มีผู้ชมในวงกว้างและชื่นชอบมากที่สุดคงเป็นแนวแอ็กชั่นหรือเรียกแบบไทยๆ ว่า “หนังบู๊” ซึ่งครองใจผู้ชมทุกเพศทุกวัยด้วยการที่ดูสนุก ลุ้นระทึกด้วยฉากการต่อสู้และการทำลายล้างระหว่างพระเอกและผู้ร้ายกันไปตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดกับตัวเรื่องหรือการแสดงที่เป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

เพราะฉะนั้นหนังแอ็กชั่นจึงไม่มีวันเสื่อมความนิยม โดยเฉพาะหนังจากฮอลลีวู้ดไม่ว่าฟอร์มยักษ์ ฟอร์มกลาง และฟอร์มเล็ก ต่างได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ยิ่งตอนออกเป็นดีวีดีก็จะพบว่าขายดีมากกว่าหนังตอนฉายในโรงเสียอีก ปัจจุบันถึงแม้จะมีการดูผ่านแอพพลิเคชั่นแบบสตรีมมิ่ง หนังแนวแอ็กชั่นก็ยังอยู่ในระดับหัวแถวที่คนไทยชอบดูที่สุด

ล่าสุดมีหนังแอ็กชั่นที่คอหนังคนไทยพูดถึงและอยากดูคือ “Mechanic: Resurrection” (โคตรเพชฌฆาตแค้นข้ามโลก) ซึ่งชื่อหนังแอ็กชั่นฮอลลีวู้ดเมื่อเข้ามาฉายและถูกตั้งชื่อเป็นภาษาไทย ล้วนช่างอลังการน่าขนลุกขนพองแทบทั้งสิ้น นี่คือเสน่ห์อีกอย่างที่ดึงดูดคอหนังแนวนี้ ถ้าไม่ได้ชื่อแบบนี้ รับรองจืดหูแน่นอน เพราะถ้าถอดศัพท์แบบตรงๆ มาตั้งชื่อเป็นภาษาไทยแบบพื้นๆ คงไม่มีคนดู

ว่าไปแล้ว โดยภาพรวมทั้งหมด “Mechanic: Resurrection” ก็ตอบโจทย์คนดูหนังแอ็กชั่นได้หมดจด ไม่มีสิ่งใดค้างคา ลุยระห่ำฟาดฟันตามไล่ล่ากันตั้งแต่เปิดเรื่องยันจบเรื่อง แถมไม่มีปมให้ความสงสัยเกาะอยู่ ตอบคำถามในทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น แถมมีประเด็นความรักและมนุษยธรรมผสมอยู่อย่างจงใจเสียด้วย แบบพยายามเอาให้ครบ

จุดโฟกัสแรกที่ต้องสนใจว่า เอาคนดูอยู่หรือไม่? ก็ต้องเป็นตัวนักแสดงนำ ที่เล่นแบบวันแมนโชว์ทั้งเรื่อง ไม่มีฉากไหนที่ไม่เห็นหน้าและการแสดงของเขาเลย

เรื่องก็มีอยู่นิดเดียวคือ พระเอกที่เป็นนักฆ่าจะวางมือจากอาชีพและหลบมาใช้ชีวิตแบบชิลๆ ท่ามกลางทะเล หาดทราย สายลม ที่เมืองริโอเดอจาเนโร แต่กลับถูกจับตัวและบังคับให้ตามฆ่ามาเฟีย 3 คน ใน 3 ประเทศ โดยมีหญิงสาวที่เขาเพิ่งเจอและตกหลุมรักที่เกาะหลีเป๊ะ เมืองไทย เป็นตัวประกัน และสุดท้ายก็จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง มีความสุขกันทุกฝ่าย เหล่าร้ายตาย พระเอกชนะครองรักกับนางเอกแบบดีงาม

เจสัน สเตแธม ยังรักษามาตรฐานการแสดงในบทบู๊บ้าระห่ำ

ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และดูไม่เกินจริงล้นเหลือออกมามากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากว่านักแสดงอังกฤษในฐานะนักกีฬากระโดดน้ำที่ผันตัวเองมาเป็นนักแสดงหนังแนวอาชญา-ตลกร้าย ของผู้กำกับการแสดงชาวอังกฤษ อดีตสามีของมาดอนนา ราชินีเพลงป๊อป นั่นคือ กาย ริตชี่ ที่นำเขามาเล่นหนังทุกเรื่อง จนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งในหนังที่ขาดไม่ได้

การก้าวข้ามพ้นมาสู่การเป็นนักแสดงแอ็กชั่นในหนังฮอลลีวู้ดแบบก้าวต่อก้าวเรื่อยๆ จนมาสู่สถานะนักแสดงนำในที่สุด นั่นแสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาตัวเองในการเข้าสู่ดาราในตลาดหนังคนดูกระแสหลักแบบฮอลลีวู้ดได้อย่างเข้าใจและอดทน เมื่อบวกกับความสามารถด้านการแสดงแอ็กชั่นภายใต้กล้ามเนื้อและร่างกายที่แข็งแรง บวกการฝึกฝนในเรื่องศิลปะการต่อสู้เพื่อใช้ในการแสดง ทำให้ไม่มีข้อกังขา ผ่านตลอดในฐานะคนที่มาทำหน้าที่ตรึงคนดูให้เพลิดเพลินสนุกสนานกับการแสดงแอ็กชั่นของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม

ความน่าสนใจของคอหนังคนไทยที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของดาราไทยคือ หญิง-รฐา โพธิ์งาม ที่มีส่วนร่วมในการแสดงหนังเรื่องนี้ โดยมาเร็วและแรงในช่วงต้นเรื่องทันที รับบทเป็นนางนกต่อที่มาเปิดเรื่องในการตามไล่ล่าตัวละครเอกคือ อาร์เธอร์ บิชอป ซึ่งรับบทโดย เจสัน สเตแธม ก็น่าชื่นใจที่เธอแสดงได้ดี เพราะเพียงไม่กี่นาทีที่เธอออกมาก็เป็นการเปิดเรื่องให้คนดูตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น โดยไปเปิดฉากกันที่เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล แล้วเธอก็หายไปเลย

แน่นอน การเปลี่ยนสถานที่หรือโลเกชั่นการไล่ล่าไปตามเมืองต่างๆ ใน 4 ทวีปคือ ริโอเดอจาเนโร ในประเทศบราซิล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ประเทศไทย ตามที่ในหนังบอก แต่จริงๆ แล้วถ่ายทำกันที่เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา ซึ่งก็น่าเสียดายที่ไม่บอกความจริงกับคนดูทั่วโลก เพียงสมมติฉากเป็นเกาะหลีเป๊ะ ด้วยเงื่อนไขการท่องเที่ยว ตามมาด้วยจอร์จ ทาวน์ เกาะปีนัง ในประเทศมาเลเซีย นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศบัลแกเรีย ในยุโรปตะวันออก ซึ่งก็สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจผสมผสานกับการตามฆ่ามาเฟียในคราบนักบุญให้ได้ 3 คนในแต่ละสถานที่

บทและโครงเรื่องของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างหลวมและลอย รวมถึงตัวแสดงที่จงใจนำมาขยำรวมกันเพื่อผลทางด้านการตลาดและตอบรับของคนดูในแต่ละที่ ไม่ว่าการเอาดาราเก๋าของฮอลลีวู้ดอย่าง ทอมมี ลี โจนส์ มาร่วมแสดงปิดท้าย มิเชล โหยว ดาราสาวใหญ่ชาวมาเลเซียซึ่งคุ้นเคยกับฮอลลีวู้ด ถ้ามีหนังเกี่ยวกับเอเชียก็ดูเหมือนจะขาดเธอไม่ได้ ต้องให้มาเป็นตัวชูโรง รวมถึงนางเอกคือ เจสสิกา อัลบา ก็มาเป็นส่วนประกอบที่ทำให้หนังครบองค์ประชุม มิพักต้องพูดถึงตัวร้ายที่เคยเป็นเพื่อนเก่ากับพระเอก แซม ฮาเซลดีน มารอเวลาเพื่อปิดท้ายตัวหนังให้เสร็จๆ ไปตามเวลา

สำหรับคนดูไทยคงอดหัวเราะในการเห็นฉากหลุดๆ ที่ผู้สร้างหลงๆ เลือนๆ ระหว่างความเป็นประเทศไทยกับมาเลเซีย ที่นำมาผสมผสานจนมั่วไปเสียหมด บนเกาะก็ร้องเพลงรองเง็งแบบมาเลเซียแล้วบอกว่าเป็นเพลงไทย ส่วนในมาเลเซียก็มีเสียงคนพูดภาษาไทยลอยลมทั้งฉาก ซึ่งก็คงได้แต่ทำใจอย่าคิดอะไรมาก

ส่วนฉากเลิฟซีนก็ต้องมีอยู่อย่างขาดไม่ได้ แต่ก็ประดักประเดิดอยู่พอสมควร มีก็ได้ไม่มีก็ดี

ผู้กำกับการแสดงชาวเยอรมัน เดนนิส กันเซล ซึ่งว่าไปแล้วก่อนหน้านี้โด่งดังในสายหนังเยอรมันและในยุโรป พอมาตอบโจทย์แบบฮอลลีวู้ดก็ดูเหมือนเป๋ๆ เซๆ ไม่สามารถรักษาบุคลิกหนังของตัวเองไว้ได้อย่างเก่าก่อน แต่มองโดยรวมๆ ก็น่าจะไปต่อได้อยู่

หากพูดกันตามจริงแล้ว ประเด็นในหนังที่มองข้ามคือ พื้นหลังของตัวละครที่เป็นนางเอก จีน่า โทรน ซึ่งรับบทโดย เจสสิกา อัลบา ถ้านำมาขยายในมุมที่ลึกขึ้นก็จะมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะในท้องเรื่องก็ปูประวัติมาว่า เธอเคยเป็นทหารหญิงอเมริกันในอัฟกานิสถาน และลาออกมาเพราะเบื่อการเข่นฆ่าและสงสารเด็กๆ ย้ายมาอยู่ประเทศกัมพูชา เพื่อรณรงค์และช่วยเด็กๆ ที่ยากจนและไม่ได้รับโอกาสการศึกษา แต่กลับตัดทิ้งและทำให้เธอเป็นผู้อ่อนแอรอให้พระเอกมาช่วยเพียงฝ่ายเดียว โดยมีความรักที่ดูแบบอุดมคติมาสวมจนไม่สมจริง แต่ก็อย่างว่าถ้าเน้นจุดนี้คอหนังแอ็กชั่นคงเอือม

สรุป หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูได้แต่ไม่ใช่หนังที่ดูดี คอหนังแอ็กชั่นคงพอใจ และ เจสัน สเตแธม ก็เก็บเลเวลของตัวเองกันต่อไป