ละติจูดที่ 6 ก้าวข้ามทุกความขัดแย้ง ด้วยหนังรัก

วันที่ 25 ก.ค. 2558 เวลา 10:21 น.
ละติจูดที่ 6 ก้าวข้ามทุกความขัดแย้ง ด้วยหนังรัก
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ...ภาพยนตร์ละติจูดที่ 6

หมุดหมายเริ่มต้นของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ละติจูดที่ 6” เกิดขึ้นจากการตั้งใจสื่อภาพที่งดงามของผู้คนถิ่นใต้ในอีกมุมมอง โดยว่าด้วยเรื่องราวของความรักความศรัทธา ที่จะนำพาให้ผู้ชมข้ามความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทำบนพื้นที่จริงใน จ.ปัตตานี กระทั่ง 3 ปีเต็มในการทำงานอย่างหนักของทีมงาน เรื่องราวทั้งหมดได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่จะเปลี่ยนให้พื้นที่สีแดงในความรู้สึกของผู้คน กลายเป็นพื้นที่สีชมพูในหัวใจ...

เจมส์-ธนดล นวลสุทธิ์ ผู้กำกับมากฝีมือ เล่าให้ฟังถึงโจทย์ยากที่เจ้าตัวต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือการต้องทำหนังเกี่ยวกับภาคใต้และเป็นหนังรักที่พูดถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งต้องการสื่อสารกับคนทั่วไปให้รับสารบางสิ่ง

 

“บทร่างแรกผมเขียนขึ้นมานี่เป็นหนังรักใสๆ เลยนะ (หัวเราะ) แต่พอเราได้มีโอกาสลงไปที่ปัตตานีเพื่อรีเสิร์ชข้อมูล และก็พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราเขียนไว้เลยก็กลายเป็นว่าวิธีคิดมันเปลี่ยนไป ผมก็เลยกลับขึ้นมาแล้วก็ไปปรับบทใหม่ ซึ่งหลังจากที่เราได้ลงไปที่นั่น ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นในมุมที่ต่างออกไป เพราะเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เรารับรู้ มันเป็นเรื่องของข่าวที่ป้อนให้เราเสพ จนเรารู้สึกว่าทำไมเราต้องอยู่แต่กับเรื่องแบบนี้ล่ะ

“จนนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนปัตตานี แล้วพยายามที่จะขอให้ครอบครัวย้ายขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ทำยังไงพ่อแม่ก็ไม่ยอม เลยเอาตรงนี้มาว่าทำไมคนที่นั่นถึงยังอยู่ตรงนั้น อยู่เพื่ออะไร เลยเอาประเด็นนี้มาตั้งเป็นโจทย์ และเริ่มหาคำตอบ จนได้ข้อสรุปเป็นธีมของหนังเรื่องนี้ คือ ความรัก ความฝัน ความหวัง และศรัทธา”

 

ละติจูดที่ 6 เป็นภาพยนตร์ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อำนวยการสร้าง เรื่องเล่าถึงคน 3 กลุ่ม 3 เจเนอเรชั่น ที่แต่ละชีวิตมีความเชื่อมโยงกันและกัน ทว่าถูกเล่าผ่านช่วงวัยที่ต่างกันโดยส่วนแรกเป็นเรื่องของความต่างของศาสนานำแสดงโดย ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และ โบว์ลิ่ง-ปริศนากัมพูสิริ ส่วนที่สองจะเป็นเรื่องของวัยรุ่นพูดถึงเรื่องความรัก เรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อน โดยมีกีฬาเป็นตัวขับเคลื่อนซึ่งรับบทโดยนักแสดงวัยรุ่นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เม้าส์-ณัฐชา จันทพันธ์ มายด์-วิรพร จิรเวชสุนทรกุล และ ภีม-ภาคิน บวรศิริลักษณ์ส่วนสุดท้ายคือเรื่องของผู้ใหญ่ที่ยังคงเลือกใช้ชีวิตอยู่ที่ปัตตานีแม้จะมีปัญหาความขัดแย้ง รับบทโดย ต๊อบ-สหัสชัย ชุมรุม

“หลังกลับมาจากปัตตานี ผมเข้าไปคุยกับ กอ.รมน.ใหม่ว่า ผมขอถ่ายหนังเรื่องนี้ที่โน่นทั้งหมดถ้าเป็นไปได้ก็มีการประชุมกันใหญ่เลยว่ามันปลอดภัยไหม ผมก็เลยพูดว่า เราทำเรื่องของคนที่นั่น แต่ถ้าเราเองยังหลอกตัวเราเองอยู่ แล้วเราจะทำหนังเรื่องนี้ได้ยังไง ก็เลยกลายเป็นว่าเราและนักแสดงต้องลงไปที่นั่นด้วย มันก็เลยเป็นงานที่ยากขึ้นมาทันที เพราะว่ากว่าผมจะรวมทีมงานที่สมัครใจอยากจะไปกับเราก็นาน เพราะมันมีเรื่องของครอบครัวที่กังวลในเรื่องของการลงไปครั้งนี้ พอไปเลือกนักแสดงก็มีหลายๆ คนที่อยากจะเล่น แต่พอเจอโจทย์ที่ทุกคนต้องลงไปที่โน่นก็บาย นี่คือความยากมันยากเรื่องการหาคน เพราะข่าวสารที่เห็นมันเป็นเรื่องของความน่ากลัวของสถานที่นั้นๆ แต่หนังเราเลือกที่จะพูดถึงเรื่องความรักว่า ทำไมคนที่ยังอยู่ที่นั่นเขาถึงยังอยู่ได้ทำไมเขาอยู่ด้วยอะไร ซึ่งทำให้เราต้องใช้เวลาทำงานกับภาพยนตร์นี้ไป 3 ปีเลย”

 

ผู้กำกับพูดถึงงานยากที่ทำอยู่ด้วยน้ำเสียงอันบ่งบอกได้ชัดเจนถึงความตั้งใจในการทำงานในละติจูดที่ 6 ซึ่งทั้งเขาและทีมงานต้องเข้าไปใช้ชีวิตกับผู้คนในชุมชน และเข้าไปทำงานในสถานที่ซึ่งไม่เคยมีใครเข้าไปเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์มาก่อน เช่น ชุมชนมุสลิม มัสยิดกลาง ฯลฯ ที่ต้องใช้มากกว่าความพยายามและมุ่งมั่นเพื่อเข้าไปเก็บความงามและภาพฉากที่ไม่เคยมีใครเคยได้

“มันยากเกือบทุกขั้นตอนครับ ยากที่สุดก็คือเรื่องของความละเอียดอ่อนของตัวงาน เราต้องดูทุกเม็ด  อย่างเช่นวันที่ทีมงานติดอยู่ในหมู่บ้านกันคืนหนึ่งออกมาไม่ได้ วันรุ่งขึ้นผมต้องเข้าไปนั่งคุยกับชาวบ้าน แล้วก็อธิบายให้เขาฟังว่าเรามาทำอะไรกัน เราต้องไปคุยกับทุกคน บ้านทุกหลังเพราะชาวมุสลิมเขาจะมีการล่ารายชื่อกัน ถ้ามีเพียง 1 รายชื่อไม่ให้ ก็คือไม่ได้ถ่าย เราก็ต้องเคลียร์กัน พบกันครึ่งทาง คือในวันที่ถ่ายทำ ห้ามคนพุทธเข้าไปในมัสยิด ต้องใช้คนในพื้นที่เขา แม้กระทั่งการจัดไฟ ต้องใช้คนของเขาไปจัด ก็เป็นการทำงานที่ยากแต่ก็โอเค สนุก เพราะสุดท้ายทุกคนก็ให้ความร่วมมือ คือเราต้องคุยกันเยอะ แต่พอเราผ่านจุดนั้นมาได้มันก็ราบรื่น”

 

ละติจูดที่ 6 ของผู้กำกับเจมส์ คือตัวเลขพิกัดที่พาดผ่าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กินความหมายมากมายของเรื่องราวทั้งหมดของคนในพื้นที่ แม้หน้าหนังจะบอกชัดเจนว่านี่คือภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความรักแต่ทั้งหมดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนำพาให้ผู้คนได้เข้าไปตามหาความหมายทั้งหมดของคำว่าพื้นที่ชีวิตของผู้คนที่นั่นซึ่งท่วมท้นไปด้วยภาพบรรยากาศที่มิเคยเห็นที่ไหนมาก่อน รวมไปถึงวิถีชีวิตประเพณีของคนในพื้นที่อันงดงาม

ในส่วนของนักแสดงอย่าง ปีเตอร์คอร์ป ไดเรนดัล นักแสดงที่รับบทพระเอกในเรื่อง เมื่อได้ทราบข้อมูลเจ้าตัวมีความมุ่งหวังอยากทำเพื่อคนที่ 3 จังหวัด ซึ่งหนุ่มหล่อเล่าถึงความรู้สึกในการได้เข้าไปทำงานที่ จ.ปัตตานี ให้ฟังว่า

 

“ตอนแรกค่อนข้างจะเป็นกังวลที่จะต้องลงไปลุยสนามกันจริงๆ ที่โน่น แต่ว่าขอบอกเลยครับตอนไปจริงๆ ทุกคนน่ารักมาก แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นกันในข่าวบางทีมันดูน่ากลัวไปนะ อีกอย่างตอนนั้นก็ตัวคนเดียว (หัวเราะ) มันตัดสินใจได้ง่ายที่จะไปทำงานที่นั่น ซึ่งปกติผมก็ไม่ได้รับงานหนังนะแต่พอได้คุยกับผู้กำกับ เรารู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างมีบางมุมมีความรู้สึกที่แบบว่ามันเหมือนผม วัยนี่ก็ใกล้ๆ กันผมเลยอยากร่วมงานเพื่อให้หนังเรื่องนี้สำเร็จ

“สำหรับหนังเรื่องนี้ครับ เป็นหนังที่คุณจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด (หัวเราะ) เพราะเป็นหนังเรื่องที่เป็นประเด็นน่าสนใจนะครับ เป็นหนังที่มันมีความหมายดีๆ ในหลายๆ มุมมองครับ มันมีเรื่องราวของความรัก มันมีเรื่องราวของศาสนาเรื่องของวัฒนธรรม แล้วอีกอย่างเป็นหนังที่พวกเราพยายามกันมาก คือถ้าหนังเรื่องนี้เอาทุกอย่างมาใช้ มันคงจะใช้เวลา 7 ชั่วโมงกว่าจะจบ เพราะมีเรื่องให้เล่าเยอะมาก แล้วในหนังผมร้องเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยนะ ชื่อเพลงไม่มีเธอ เป็นเพลงที่ผมชอบมาก ผมอินมาก เพราะแต่งขึ้นมาจากใจ จากความรู้สึกของคนที่ไปใช้ชีวิตที่นั่นเลย มันดีจริงๆ นะ”

 

พระเอกหนุ่มหัวเราะร่าเมื่อพูดจบ ก่อนที่ผู้กำกับจะพูดส่งท้ายถึงภาพยนตร์เรื่องละติจูดที่ 6 ให้ฟังว่า...

“เรื่องที่เกิดขึ้นที่ใต้เราเห็นความรุนแรงเยอะแล้ว เรื่องมันเกิดขึ้นมา 10 กว่าปีแล้ว เราเห็นทุกวัน แล้วเราก็เสียใจทุกครั้งที่เราเห็น ทำไมเราเองต้องไปโยนระเบิดให้กับคนที่นั่นอีก แล้วยิ่งเราไปสัมผัสคนที่นั่น เรายิ่งเล่าแบบนั้นไม่ได้ เราควรจะเล่าในมุมที่เราช่วยอะไรเขาได้ คือเราโยนระเบิดให้เขาอีกไม่ได้เขารับมาพอแล้ว และผมคิดว่าความรักทุกคนเข้าถึงเชื่อว่าทุกคนมีความรัก เราไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้พูดถึงความรักหนุ่มสาวเราพูดถึงความรักที่มันมีหลายๆ รูปแบบ มันไม่ใช่แค่ความรักทั่วๆ ไป ผมว่าความรักเข้าใจง่ายและรับสื่อได้ง่ายขึ้น เลยเลือกที่จะใช้ความรักเป็นตัวเล่าเรื่องถึงคนที่นั่น ผมว่าทุกคนได้ดูแล้วน่าจะชอบในสิ่งที่พยายามจะเสนอภาพให้ทุกคนได้รู้สึกกับมัน”

หลังจากบทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ ภาพยนตร์เรื่องละติจูดที่6 ที่มีกำหนดฉายในวันที่ 23 ก.ค. คงฉายภาพทั้งหมดแล้วในโรงภาพยนตร์ซึ่งแน่นอนว่าถึงวันนั้นเมื่อได้ไปสัมผัส เราคงเข้าใจถึงคำว่า หนังรักที่ก้าวข้ามทุกความขัดแย้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต