ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ความมุ่งมั่นนำสู่ความสำเร็จ

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 16:20 น.

ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ความมุ่งมั่นนำสู่ความสำเร็จ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

“เราฝันมาตลอดว่าอยากจะเป็นช่างแต่งหน้าระดับประเทศ เป็นคนทำงานเต็มที่ งานให้ห้าร้อยเราทำให้เหมือนงานมูลค่าหลักพันหลักหมื่น อะไรก็ได้ที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อให้เขาออกมาสวยที่สุด จัดเต็มทุกงาน เราได้รับโอกาส ได้รับความเมตตาจากพี่ๆ จนวันนี้ความฝันมันเป็นจริงขึ้น มองย้อนกลับไป ฉัตรคิดว่าไม่ใช่แค่เราพยายามอย่างเต็มที่ แต่โอกาสก็คือสิ่งสำคัญในชีวิตด้วยเช่นกัน”

ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ เมกอัพอาร์ติสต์ ผู้ผ่านการแต่งหน้าดาราระดับประเทศ ไปจนถึง เดมี ลีห์เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017

พยายามเรียนรู้ไม่มีวันหยุด

ฉัตรชัย เล่าความหลังครั้งเยาว์วัยให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ ตอนเรียนประถม เห็นผู้หญิงผมยาวหรือว่าเห็นเพื่อนผมยาวก็ชอบไปเล่นผม จับแต่งตัวสวยๆ ให้เขา จนช่วงอายุประมาณ 13 ปี ฉัตรก็เริ่มเรียนทำผมก่อน

“แม้ว่าตอนนั้นเราอยากเป็นช่างแต่งหน้า แต่ว่าค่าอุปกรณ์ในการเป็นช่างแต่งหน้าค่อนข้างสูง เลยเลือกที่จะเรียนทำผมก่อนเพราะค่าเรียนอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนแรกทางศูนย์ฝึกจะไม่รับ เพราะว่าอายุน้อยเกินไปแล้วก็ไม่มีบัตรประชาชน

แต่โชคดีตรงที่ว่ามีคุณน้ารู้จักกับอาจารย์สอน เลยตอบรับตกลงรับเป็นเคสพิเศษ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเติมเต็มความฝันเด็กๆ ของเราในการจับอุปกรณ์ช่างทำผมมีความสุขมาก กับการใช้กรรไกรตัดผม มีหัวหุ่นให้ลองทำ หลังจากนั้นอยากทำงานเป็นช่างทำผมแต่งหน้า คุณแม่ก็ใช้ห้องรับแขกกับโต๊ะเครื่องแป้งของคุณแม่ เปิดเป็นร้านทำผมให้กับคนแถวๆ บ้าน ใครสนใจก็มาเป็นหนูทดลองให้เรา (หัวเราะชอบใจ)

เราโชคดีตรงที่มีครอบครัวให้ความสนับสนุน โดยเฉพาะคุณแม่ที่พลอยเห็นชอบในเรื่องความสวยความงาม ตั้งแต่เด็กก็สนับสนุน ดังนั้นคนแรกที่เราแต่งหน้าทำผมให้ก็คือคุณแม่ เรียนเทคนิคใหม่ๆ กลับมา คุณแม่จะเป็นคนแรกๆ ที่เราแต่งให้ จากนั้นเราก็เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยพณิชยการบางนา เพื่อเรียนรู้ด้านการทำธุรกิจ ควบคู่ไปกับการรับงานทำผมแต่งหน้า”

จนมาถึงจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่วงการแต่งหน้า ฉัตร เล่าว่า คือช่วงที่ต้องฝึกงานก่อนเรียนจบ

“เราตั้งใจอยากจะทำอยู่แผนกเครื่องสำอางในห้าง เพื่อเรียนรู้เรื่องเครื่องสำอางและการแต่งหน้า มีลิสต์รายชื่ออยู่ 9 บริษัท กดตั้งแต่บริษัทแรกจนถึงบริษัทที่ 8 ก็ไม่มีนโยบายรับนักศึกษาฝึกงาน แต่เราก็รู้สึกว่าไม่หมดหวังนะ เพราะเรายังมีบริษัทสุดท้าย โทรไปคุยเราก็บอกกับพี่เขาว่าเราเป็นนักศึกษาอยากจะขอฝึกงาน เงินสักบาทไม่เอาเลยก็ได้ แต่ขอให้ได้ฝึก เขาก็เลยบอกว่าโอเค ให้มาดูตัวที่บริษัทเพื่อดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราก็ได้ลองแต่งหน้าให้พี่เขาดู พี่ก็ตอบตกลงรับเราเป็นนักศึกษาฝึกงาน

บริษัทสุดท้ายที่เรียกเราไปสัมภาษณ์ก็คือ บริษัทเครื่องสำอางแมค (Mac) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ตัวฉัตรเองชอบและอยากทำมากที่สุด แต่เลือกโทรหาเป็นที่สุดท้าย เพราะเราไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าเขาคงไม่รับเราแน่ๆ แต่พี่เขาก็รับและให้ค่าจ้างรายวันกับเราด้วย”

สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการเป็นเด็กฝึกงานในช่วงเวลานั้น ฉัตร บอกว่า ก็คือเรียนรู้ในเรื่องการทำงานในห้าง ซึ่งเรียกว่าไม่ง่ายเลยกับลูกค้าแต่ละคน ที่มีรายละเอียดในการเอาใจใส่ลูกค้าแตกต่างกันออกไป

“ในขณะเดียวกันเราก็ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ใหญ่หลายๆ คน ซึ่งรู้ว่าสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ และเราสามารถเอามาปรับปรุงในการประยุกต์ใช้ในเรื่องของชีวิตการทำงานในอนาคตได้จนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่เราฝึกงานกับแมค พี่ๆ เขาก็ให้ความเอ็นดูชักชวนให้เรามาทำงานด้วย ทำให้เรามีงานมาเรื่อยๆ เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นเด็กที่สามารถทำงานกับเขาได้ ไม่ค่อยปฏิเสธ รับทุกงานไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ งานใกล้งานไกลแค่ไหนก็ตามก็เลยได้มีโอกาสช่วยงานกับพี่ๆ และทำให้เรามีความคุ้นเคยคุ้นชินกับเครื่องสำอางแมคเป็นพิเศษ”

การต่อยอดทำให้มีพี่ๆ รู้จัก และเรียกเข้ามาช่วยในงานแฟชั่น ด้วยการเป็นช่างทำผมก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่ามีพื้นฐานในการทำผมมาก่อน ซึ่งเปิดประตูสู่ในการทำงานแบบมืออาชีพให้เขาเป็นอย่างมาก

“ทำให้เราได้เห็นการทำงานของช่างแต่งหน้าแต่ละคนว่ามีสไตล์ มีเทคนิค มีลูกเล่นในการแต่งหน้าแตกต่างกันออกไป ถือว่าเราโชคดีมากที่ได้เข้าไปเห็นการทำงานระดับมืออาชีพของพี่ๆ ทำให้เราได้มีวิสัยทัศน์มากขึ้นมีเทคนิคเก็บเล็กผสมน้อยครูพักลักจำ เอามาปรับใช้กับตัวเราเอง”

ผลงานแต่งหน้าดารา

โซเชียลสร้างชื่อ

“หลังจากได้เข้าวงการแฟชั่น พี่ๆ ก็จะรู้จักเราว่าเป็นแค่ช่างทำผม ไม่รู้ว่าแต่งหน้าได้ด้วย ประกอบกับช่วงนั้นโซเชียลมีเดียกำลังมา เราก็เริ่มโพสต์ภาพผลงานการแต่งหน้าแบบก่อนและหลัง ทำให้คนอื่นๆ เริ่มรู้ว่าเราแต่งหน้าได้ และเป็นที่รู้จักในวงการมากขึ้น

จนกระทั่งได้แต่งหน้าให้กับพี่ตั๊ก-บงกช คงมาลัย ในเรื่องจันดาราภาค 2 ซึ่งมี พี่ญาญ่าญิ๋ง-รฐา โพธิ์งาม ร่วมแสดงด้วยแล้ว ก็อยู่ห้องแต่งตัวเดียวกัน พี่ญาญ่าญิ๋งเดินมาทักเราว่านี่ใช่ไหมน้องฉัตรที่คนพูดถึง เดี๋ยวถ้าพี่มีงานพี่จะจ้างให้เรามาแต่งหน้า”

วันที่รับงานกับญาญ่าญิ๋งครั้งแรก ฉัตรได้มีโอกาสดูแลทั้งเรื่องแต่งหน้าและทำผมตลอดทั้งวัน

“พี่เขาอาจจะได้เห็นว่าเราสามารถทำทั้งหน้าและผมได้ ประกอบกับชอบที่เราเขียนคิ้วเก่งก็เลยชวนเราไปเมืองคานส์ ฟังครั้งแรกเราก็แอบสับสนว่าไปเมืองคานส์หรือไปเมืองกาญจน์กันแน่ จนรู้ว่าได้ไปเมืองคานส์จริงๆ ก็ดีใจมาก ไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะได้ไปเป็นช่างแต่งหน้าดาราระดับพี่เขาที่ฝรั่งเศส”

เป็นโอกาสครั้งสำคัญมากของเด็กคนหนึ่งที่ไม่น่าจะมาถึงตัวของฉัตรได้ เพราะว่าในวงการช่างแต่งหน้ามีคนที่มีฝีมือเยอะมาก

“ไม่น่าจะรอดถึงเรา ที่เป็นเด็กปู่เจ้าสำโรง ที่ไม่เคยได้ใกล้ชิดดารา วันหนึ่งได้มานั่งแต่งหน้าให้กับผู้หญิงสวยระดับดารา แต่งหน้าให้คุณอั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และซูเปอร์สตาร์อีกหลายคนเหมือนกับชะตาได้ลิขิตเอาไว้จริงๆ”

เราคือเมกอัพสไตลิสต์

“ฉัตรจะเรียกตัวเองว่าเมกอัพสไตลิสต์ เพราะเรามองรูปหน้าของผู้หญิงออกว่าสวยอย่างไร การแต่งหน้าอย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้ผู้หญิงสวย 100 เปอร์เซ็นต์ ความสวยของผู้หญิงต้องสวยโดยองค์รวมทั้งหมด อย่างเช่น ทรงผมต้องเข้ากับหน้า ผมกับหน้าเข้ากันแล้ว สิ่งที่ต้องเข้าอีกอย่างก็คือชุดส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงสวยขึ้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์”

ฉัตร เล่าถึงเคล็ดลับ เขาบอกว่าต้องตามมาด้วยเครื่องประดับที่ใส่ เหมือนกับการประกอบอาหารของบางอย่างถ้าเยอะไปก็ไม่อร่อย การแต่งหน้าการแต่งตัวก็เหมือนกัน

“สุดท้ายคืออินเนอร์ของผู้หญิง โดยเฉพาะเจ้าสาว ถ้าเจ้าสาวหน้าเสื้อผ้าผมสวยทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าอินเนอร์ของเจ้าสาวไม่มาด้วย ดูไม่มีความสุข ไม่มีความมั่นใจ จะทำให้ความสวยของผู้หญิงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ความสวยของผู้หญิงจริงๆ ต้องอยู่ที่ความมั่นใจ

ทุกครั้งที่แต่งหน้าผู้หญิงเราจะบอกว่าวันนี้เป็นวันพิเศษของคุณนะ ในชีวิตนี้เรามีงานครั้งนี้เป็นหนึ่งครั้งในชีวิต ถ้าผู้หญิงทุกคนมีความสุขกับวันนี้ ผ่านไป 10 ปี เราจะยังระลึกได้ว่า วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากที่สุด ถ้าวันนี้เขาอารมณ์ไม่ดีผ่านไปอีกสิบปีเขาจะรู้สึกเสียดาย ซึ่งเราเต็มที่กับทุกงานมาตลอด”

เก่งได้ เพราะพลาดเยอะ

ความสามารถที่มีในวันนี้ ฉัตรมองว่าไม่ได้เกิดจากความเก่งแต่แรก แต่เพราะผิดพลาดมาเยอะ

“ดังนั้นในข้อผิดพลาดของเราก็จะสอนว่าห้ามทำนะ สิ่งนี้ทำได้ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ซึ่งทำให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแต่งหน้า รู้ว่าปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไรแล้วออกมาดูดีที่สุด ความผิดพลาดจึงเป็นบทเรียนที่ดีเป็นประสบการณ์สำคัญให้ก้าวต่อไปข้างหน้าให้เก่งขึ้นไปอีก”

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะก้าวเข้ามาสู่วงการ จุดนี้ฉัตรบอกว่า เด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างที่จะโชคดีมาก เพราะพวกเขามีแหล่งในการค้นหาความรู้ในสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบ

“ในโซเชียลมีเดียมีช่างแต่งหน้าระดับโลกหลายๆ คนทำคลิปสอนการแต่งหน้าของตัวเองออกมา ซึ่งเราสามารถเข้าไปติดตามผลงานเหล่านั้นของพวกเขาได้แล้วก็นำมาทดสอบทดลองปรับใช้ประยุกต์กับตัวเรา หรือแม้แต่ตัวฉัตรเองก็มีหนังสือสอนการแต่งหน้าของพี่ๆ ที่เป็นปรมาจารย์ในวงการ

เราโชคดีว่าผู้ใหญ่ในวงการเมตตาเอ็นดูเรามาตลอด รวมทั้งพี่ๆ ช่างแต่งหน้าอีกหลายคนในวงการนี้ เขาอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทุกคน แต่เขาเป็นปรมาจารย์ของเรา เราจะคอยไปดูอินสตาแกรมของพวกเขา ไม่เพียงแค่ช่างแต่งหน้าในประเทศไทย ช่างแต่งหน้าระดับโลก หรือในต่างประเทศเราก็ตามไปฟอลโลว์ด้วย”

ฉัตร บอกว่า การขวนขวายหาความรู้เพื่อดูว่างานเข้าไปถึงไหนกันแล้ว เทรนด์อะไรกำลังมา แต่ไม่ได้ก๊อบปี้เขามาทั้งหมดนะ

“เราต้องเอามาคิดดีไซน์ใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าเขา เราเชื่อว่าเราทำได้ คนไทยเราสู้ต่างชาติได้ เพราะมนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานจากความไม่เป็นเหมือนกัน ถ้าเขาอยากจะเป็นก็ต้องฝึกฝน แล้วถ้าเราอยากจะเป็นก็ฝึกฝนตัวเองด้วยเช่นกัน เรียนรู้ฝึกฝนแล้ววันหนึ่งเราจะเก่งไม่แพ้ใคร

น้องบางคนที่อยากเป็นช่างแต่งหน้า แล้วรู้สึกว่าทำไมชีวิตเราไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็จะบอกกับน้องๆ ว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราทำให้ประสบความสำเร็จ ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้เรายังต้องค่อยๆ รดน้ำพรวนดินใส่ใจดูแล การเป็นเมกอัพสไตลิสต์ให้เก่งนั้นง่าย แต่เก่งแล้วเป็นคนดีด้วยมันยาก ดังนั้นฝึกให้เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเรียนรู้ที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นด้วย”

ข่าวอื่นๆ