ธนภัทร กาวิละ ‘อย่าจดจำผมแค่บทบอสวศิน’

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 18:10 น.

ธนภัทร กาวิละ ‘อย่าจดจำผมแค่บทบอสวศิน’

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า  ภาพ: กิจจา อภิชนรจเรข

โด่งดังชั่วข้ามคืนกับบทบาท วศิน บอสของอรุณา ในละคร #เมีย2018 ที่ตั้งแต่ออกอากาศทางช่องวัน “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” ก็งานชุกทันที กลายเป็นขวัญใจของคอละครทุกเพศ เอเยนซีออร์แกไนซ์จองตัวกันจ้าละหวั่น

“ต้องขอบคุณทุกๆ คนครับ ความสำเร็จของเมีย 2018 มาจากหลายองค์ประกอบไม่ใช่เพราะตัวผมคนเดียว แต่นักแสดงทุกคนทำงานกันเต็มที่ ต้องยกความดีให้ผู้กำกับและคนเขียนบทที่ทำออกมาได้เรียลกับสังคมปัจจุบันมากถึงมากที่สุด และพี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ) กำกับเก่งมากๆ คอยช่วยตบตีบอสวศิน จนออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น”

ฟิล์มผ่านงานแสดงมาบ้างแล้ว แต่ยังจัดเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ ฝีไม้ลายมือพัฒนามาตามลำดับ หากความลงตัวนักแสดงร่วม จังหวะการแสดง ความร่วมสมัยของบทละครโทรทัศน์ที่นำเสนอใกล้เคียงกับชีวิตของผู้คนปัจจุบันจริงๆ ส่งผลให้บทวศินที่เขาได้รับโดนใจสาวๆ จนถูกติดแฮชแท็ก (#) ผัวใหม่ทันที เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่โด่งดังพุ่งแรงตามเรตติ้งละครเมีย 2018

บอสวศินกับฟิล์ม ชีวิตจริงกับในละครลักษณะนิสัยใจคอไม่ได้ต่างกันมากเท่าไร ถ้าสาวๆ ปลื้มบอสก็คงประทับใจตัวจริงเมื่อพบเห็นนอกจอได้ไม่ยาก แต่สำหรับการแสดงแล้ว เมื่อบทบาทใกล้เคียงกับตัวจริง การเล่นให้คนดูเชื่อว่านี่คือวศินนั้นยิ่งยาก

“วศินเป็นตัวละครที่มีความจริงใจ ปากร้ายใจดี ตรงนี้รีเลตกับตัวเอง ผมคิดยังไงก็พูดแบบนั้น แต่อาจไม่พูดแรงเหมือนบอสวศิน เขาโตที่เมืองนอก เขาคิดด้วยคัลเจอร์ของต่างประเทศ เขาประสบความสำเร็จด้วย เขาเก่ง ทำไมต้องมานั่งกลัวคนอื่นๆ

สำหรับผมทุกคนที่รู้จัก จะบอกว่าพูดเก่ง ยิ้มเก่ง ผมชอบยิ้ม สนุกสนานร่าเริง ผมมีความคิดว่าความสุข ความรู้สึกดีๆ เป็นโรคติดต่อกันได้ ถ้าเราอยู่ใกล้คนคิดลบวันนั้นนะเราก็จะมีแต่เรื่องแย่ๆ แต่ถ้าเราคิดบวกอยู่ใกล้คนที่คิดบวกวันนั้นอะไรก็มักจะราบรื่น

ถ้ากับคนที่สนิทกันผมจะมีคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับบอสวศินมาก ถ้าคุยกับน้องผมก็จะบอกตรงๆ ด่าแรงๆ แบบที่บอสด่านั้นล่ะ เพราะกับคนที่สนิทเรายิ่งต้องมีความจริงใจกับเขาให้มาก

ฉากที่ยาก คือ ฉากเปิดตัว เพราะเป็นการเข้ากองครั้งที่ 2 เอง ผมยังรู้สึกใหม่ๆ ยังไม่อินกับความเป็นบอสมากเท่าวันนี้ วันแรกๆ ยังดูเป็นเด็ก ยังไม่น่าสนใจ เล่นไปผู้กำกับไม่ซื้อ ก็โดนบรีฟนู่นนี่นั่นกว่าจะออกมาได้อย่างที่เห็นนิ่ง ดูเป็นผู้ใหญ่ในอายุเท่านี้”

25 ปี อายุของบอสวศินกับฟิล์ม แต่ประสบการณ์ในการทำงานนั้นไม่เท่ากัน บอสวศินขั้นเทพกว่าเยอะ ก่อนมาเป็นนักแสดงฟิล์มเคยเป็นสจ๊วดสายการบินแห่งหนึ่งมาก่อน ระหว่างนั้นก็แคสติ้งงานโฆษณา ละครอยู่เรื่อยๆ ได้งานบ้างประปราย แต่รายได้ยังไม่สามารถที่จะจุนเจือครอบครัวได้ การมีงานประจำทำ ได้รับเงินเดือนแน่นอน สร้างความมั่นใจแก่ครอบครัวมากกว่า

“ผมรักการร้องเพลง อยากเป็นนักร้องและอยากทำงานแสดงมาก แต่ช่วงนั้นเราควรเลือกทำเพื่อซัพพอร์ตตัวเองและครอบครัว

เป็นช่วงชีวิตที่สนุกอีกแบบได้เที่ยวต่างประเทศ ได้เจอคนมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสาร เจอวัฒนธรรมผู้คนชาติอื่น ซึ่งก่อนทำงานผมไม่เคยได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย

ตอนทำงานสจ๊วดทำควบคู่ไปกับถ่ายละครเรื่องเรือนเบญจพิษ จนถึงช่วงตัดสินใจ คิดหนักครับ งานสจ๊วดมั่นคงเงินดี รายได้เท่านี้สำหรับเราเยอะแล้ว ทำต่อไปรวยแน่นอน ก็คิดเราจะยอมทิ้งเงินเยอะ ไปตามความฝันของตัวเองเหรอ แล้วความฝันของเราจะเป็นจริงได้ไหม”

ในช่วงที่ห่วงหน้าพะวงหลัง แม่พร้อมเป็นกองหนุน ให้กำลังใจทุกการตัดสินใจของลูก ฟิล์มจึงเลือกลาออกจากงานประจำมาทำความฝันให้เป็นจริง แม้รู้ว่าหนทางอาจยากลำบาก

“ตอนนั้นมีงานละคร 2 เรื่องแล้ว แต่นักแสดงไม่ได้รวยจากการเล่นละคร ผมนักแสดงใหม่ค่าตัวต่อตอนยังไม่มาก แต่ผมตัดสินใจลาออกมา ก็คิดว่าช่างมัน ชีวิตเรา เงินถ้าเราไม่ขี้เกียจเราไม่อดตายหรอก แต่โอกาสไม่รู้จะมาอีกเมื่อไร

เราผ่านจุดที่ยากลำบากมาแล้ว ถ้าลาออกจากงานมาแล้วไปแคสงานไม่ผ่าน ไม่มีงาน กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ได้ เมื่อมีโอกาสแล้วขอตามความฝันของตัวเอง จะได้ไม่คาใจ ผมจะไม่เสียดายชีวิตถ้าไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่มองย้อนกลับไป ผมคุยกับแม่ที่บ้าน เขาโอเคไหม ถ้าผมขอทำตามความฝัน ที่บ้านก็ซัพพอร์ต”

ครั้งที่เล่นละครเรื่อง กับดักเสน่หา ฟิล์มเคยถูกผู้กำกับการแสดง “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” ถึงขั้นตะโกนใส่หน้า วันที่นักแสดงใหม่ตัวสั่นดั่งลูกนกตกน้ำเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่มีพัฒนาการ หากเขายังถ่อมตัวว่ายังไม่ปีกกล้าขาแข็ง

“อาชีพนักแสดงไม่ได้สวยหรู เดินหล่อๆ พูดหล่อๆ ไปวันๆ ก่อนที่จะมาเป็นตัวละครที่ได้เห็นในจอทีวี ทุกคนทำการบ้านมาหนัก เราไม่ได้มาเดินเข้าฉากพูดๆๆๆ

เบื้องหลังกว่าจะได้ภาพมาผ่านอะไรมามาก บางทีถ่ายถึงตี 2 ตี 3 กลับบ้านนอน 3 ชั่วโมง ตื่นไปกองถ่าย ถ่ายเสร็จต้องมาซ้อมบล็อกกิ้ง การทำงานเราต้องพร้อมไม่ได้สวยหรูแบบหน้าจอ

อย่างผมการแสดงที่เรียกว่าเต็มตัวเรื่องแรก กับดักเสน่หา โดนพี่บอยดุเสียงดัง ตะโกนใส่หน้า นึกภาพพี่บอยนะครับ พี่บอยเสียงปกติก็ดังอยู่แล้ว วันนั้นดังมากได้ยินทั้งฟลอร์โรงพยาบาล

ผมรับบทหมอ ฉากนั้นแค่ขอเบอร์โทร แต่การแสดงความเป็นหมอไม่มีเลย กลับไปดูที่มอนิเตอร์ที่พี่เขาดุจริงหมดเลย พี่บอยบอกว่า แค่ขอเบอร์กับพยาบาลทำไมต้องมีท่าทีกลัวพยาบาล คุณทำงานที่นี่ ทำทุกวัน ที่นี่เป็นที่ของคุณ

ก็มีพี่หลายคนเดินมาตบไหล่ ปลอบใจเย็นๆ นะ เขาด่าเพราะอยากให้เราได้ดี ตอนนั้นผมตัวสั่นเลยครับ แต่ทุกครั้งเวลาผู้กำกับด่า ผมไม่เคยคิดว่า มาด่าเพราะแค่ด่า แต่ด่าเพื่อให้ผลงานโดยรวมออกมาดี เขาด่าเพราะเรายังทำได้ไม่ถึงมาตรฐาน เรายิ่งต้องพยายาม

พอมาเรื่องที่ 2 เรือนเบญจพิษ ผมก็ยังขาดอยู่ดี ผมจำโมเมนต์วันที่พี่บอยด่าได้ ผมรู้เลยว่าผมขาดอะไรไป ความเป็นนักสู้ เขาต้องการไฟเตอร์ ตัวละครมีคอนฟลิกต์ในตัวเอง มันต้องสู้ในแบบของเขาเอง ถึงจะชนะคอนฟลิกต์ในตัวเองได้แต่เรามีไม่พอ

ผมรู้สึกขอบคุณพี่บอยที่ด่าผมวันนั้น ถ้าเขาปล่อยผม หรือทุกคนโอ๋ผม อาจไม่มีบอสวศินในวันนี้ ขอบคุณพี่บอย ทุกคนที่คอยดุด่าว่ากล่าว ผมไม่เคยโกรธ ผมไม่เคยคิดว่าผมเล่นดีแล้วมาด่าทำไม ผมคิดเสมอถ้าเรามีข้อผิดพลาดคนอื่นเห็นถ้าเขารักเราจริงเขาจะพูด ผมรู้สึกขอบคุณทุกคน ทุกคำแนะนำที่ทำให้ผมพัฒนา”

ในการแสดงไม่รู้หรอกว่าบทไหนจะถูกใจผู้ชมมากน้อยแค่ไหน แต่หน้าที่นักแสดงต้องทำการบ้านกับบทที่ได้รับ และทำออกมาให้ดีที่สุด

“ผมอ่านบทก่อน แล้วเห็นภาพตัวละครเป็นแบบไหนก็จะหาหนังที่มีตัวละครแบบนั้นมาดู แล้วมาปรับเป็นของเรา อย่างบทวศินผมมีความรู้สึกคล้ายกับคาแรกเตอร์ของ โทนี่ สตาร์ค จาก Iron Man เขามีอีโก้สูงเหมือนกัน

แล้วผมนำปรับให้เป็นวศิน ผมพยายามสร้างแบ็กกราวด์ให้ตัววศิน ตัวละครตัวนี้ถูกเลี้ยงมาแบบไหน โตมาแบบไหน แบ็กกราวด์ของตัวละครสำคัญถ้าเราเข้าใจตั้งแต่แรก เราจะเริ่มทำงานได้ง่ายขึ้น เป็นตัวละครตัวนั้นได้อย่างเข้าใจ ซึ่งตรงนี้พี่นุ่น (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เขาทำ ผมได้เรียนรู้การแสดงมาจากพี่นุ่น ตอนเล่นเป็นลูกในละครเรือนเบญจพิษ

ละครที่ผ่านมาบทบาทที่ได้รับใกล้ตัวหมด แต่มีความแตกต่าง ก็เอามุมมองของเราไปใส่ในตัวละคร อย่างคนอื่นมาเล่นบทวศินก็คงเล่นอีกแบบ แต่ของผมก็มีมุมมองมีคาแรกเตอร์ที่เราเป็นอยู่

การได้เล่นกับนักแสดงที่เก่งก็ช่วยในการแสดง เหมือนเราตีปิงปอง ตีกับเด็กประถมก็ตีไปมา แต่นี่ตีกับนักกีฬาโอลิมปิกก็จะโต้ตอบตีตบกันไปมาด้วยความสนุก ทำให้ละครน่าดูขึ้น

ตอนแรกๆ ผมกดดันมาก เป็นละครที่ถ่ายไปออนแอร์ไปด้วย กลัวจะเป็นตัวถ่วง ก็พยายามทำการบ้านให้หนักมากขึ้น อ่านบท หาเรเฟอเรนซ์มากขึ้น อยู่กับตัวละครมากขึ้น

การสังเกตโลกมากขึ้นช่วยเราได้ อย่างบทบอสวศินเขาไม่กลัวใคร คิดอะไรก็พูดแบบนั้น ซึ่งจากที่ผมสังเกตบอสทุกคนมักมีคาแรกเตอร์แบบนี้ คนที่เป็นเจ้านายคนเวลาพูดมีความมั่นใจ เป็นความรู้สึกที่เหนือกว่ามั่นใจเรามีพาวเวอร์ ผมสังเกตนำมาเพื่อมาปรับใช้ เรียนรู้บุคลิกเพื่อจะได้แสดงบทบาทนั้น”

แม้จะได้รับโอกาสให้มีผลงานละครต่อเนื่อง แต่ชื่อเสียงของฟิล์มยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก งานอีเวนต์ซึ่งทำรายได้เป็นกอบเป็นกำของคนในวงการบันเทิงก็มีไม่มาก เรตค่าตัวยังนับได้หลักหมื่นต้นๆ แต่เพียงละครเมีย 2018 ออกอากาศงานก็ชุก เรตค่าตัวก็เพิ่มขึ้น

“มีประโยคหนึ่งผมชอบมาก คนรวยจะทำตัวจน คนจนจะทำตัวรวย เป็นคำที่ดูธรรมดามากแต่มันจริงนะ สตีฟ จ๊อบส์ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เขายังแต่งตัวธรรมดา ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่ฟุ่มเฟือย รู้จัดการวางแผนถึงอนาคต

การรับมือกับปรากฏการณ์นี้ผมก็รู้สึกว่าผมเข้าใจจุดนี้ ผมอาจจะดูโตเกินวัย เข้าใจสัจธรรมชีวิต คนที่อยู่เป็นกระแสแล้วก็แผ่วลง ผมเลยอยากจะเป็นนักแสดงที่ดี อยากให้คนจำที่เราคือเรา ไม่ใช่แค่บทวศิน

เราคือนักแสดงที่ดี ไม่อยากมานั่งหลงระเริงว่าผมดัง หรือคนชมว่าดังแล้วนะ ผมยังเป็นผมคนเดิม ยังมีเป้าหมายเดิมที่มีอยู่ ทุกคนอาจชื่นชอบบอสวศิน แต่มันยังมีอะไรอีกหลายอย่าง ผมยังรู้สึกว่ามันสามารถเพอร์เฟกต์ได้มากกว่านี้

ผมเข้าใจโลกทุกอย่างไม่คงทน มันอยู่แล้วดับไป แต่ผมอยากเป็นนักแสดงที่ดีให้ได้ ไม่อยากให้คนพูดถึงแค่บอสวศิน ผมคือฟิล์ม ที่เล่นบทไหนคนก็อิน บทพระรอง คนบ้า อะไรก็ตาม คนรู้จักว่าผมคือฟิล์ม วันหนึ่งผมจะไปอยู่ถึงจุดนั้นให้ได้

กว่าจะถึงจุดนั้นต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ ความพยายามที่ไม่หยุด ทำทุกวันไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งมันจะเป็นวันของเราเอง เราต้องทำแบบเปิดหูเปิดตาเปิดใจ ฟังสิ่งที่เรายังทำไม่ดี คอยดูคอยวิเคราะห์ตัวเองจริงแบบคนอื่นพูดไหม แบบนี้เราลองเปลี่ยนวิธีการไหม เราไม่ได้ยึดมั่นว่าที่ทำอยู่ดี จะทำแบบที่พัฒนาไปเรื่อย ไม่หยุดกับที่พร้อมรับทุกอย่าง”

นี่คือบทสนทนากับ “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” มุมมองความคิด ตัวตนของผู้ชายคนนี้ โปรดจดจำเขา...

ข่าวอื่นๆ