เสียงของดอกหญ้า ปรัชญาลักษณ์ โชติวุฑฒินันท์

วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 16:47 น.
เสียงของดอกหญ้า ปรัชญาลักษณ์ โชติวุฑฒินันท์
เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เส้นทางที่ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับสวยงามไปด้วยเกสรดอกหญ้าของ ป๊อปปี้-ปรัชญาลักษณ์ โชติวุฑฒินันท์ นักร้องลูกทุ่งแชมป์ไมค์ทองคำ ซีซั่น 4 และผู้สวมหน้ากากดอกหญ้าจากรายการหน้ากากนักร้อง ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศไทยตะลึงไปกับบทเพลง “คู่ชีวิต” ในท่วงทำนองลูกทุ่งสุดไพเราะมาแล้ว

เธอกล่าวถึงเบื้องหลังการเลือกเป็นหน้ากากดอกหญ้าว่า ทางรายการให้เธอเลือกเป็นอะไรสักอย่างที่อยากเป็นหรืออยากได้ในวัยเด็ก เธอจึงคิดถึงสิ่งหนึ่งที่อยู่กับเธอในทุกๆ เส้นทาง

“มันเป็นสิ่งที่คนมองข้ามเพราะทุกคนมักจะมองแต่ข้างบน ไม่แม้แต่จะก้มลงมามองข้างล่าง นั่นคือดอกหญ้า สิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่มีใครสนใจดูแลมันก็สามารถมีชีวิตและเติบโตอยู่ได้ และหากเมื่อมันตายไป คนรุ่นหลังจากมันก็ยังคงอยู่ต่อจากเมล็ดที่ปลิวไปตามสายลมและตกลงดิน

ในอีกความหมายหนึ่งดอกหญ้ายังเหมือนเสียงเพลงที่มันอยู่กับเราตลอดเวลา และเราเองก็อยากให้เสียงเพลงลอยเข้าไปอยู่ในใจของคนทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความสุขให้กับคนทุกชนชั้น เพราะไม่ว่าจะมีหรือจนก็สามารถมีความสุขกับเสียงเพลงได้”

การแข่งขันนี้ยังทำให้เธอเปิดประตูก้าวไปสู่อีกมิติอย่างการร้องเพลงป๊อป ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรู้จักแต่ไม่คุ้นเคย เคยร้องเล่นในกลุ่มเพื่อน แต่ไม่เคยร้องในครอบครัว เพราะเธอเติบโตมากับเสียงเพลงลูกทุ่งและหมอลำ เพลงป๊อปใสๆ อย่างที่วัยรุ่นคนอื่นชอบกัน จึงกลายเป็นเสียงและทำนองที่เธอไม่เคยร้องให้ใครฟังมาก่อน

“การมาออกรายการนี้เรากลัว” เธอสารภาพ “กลัวว่าถ้าเปิดหน้ากากออกมาแล้วคนจะไม่รู้จักเรา กลัวคนดูจะผิดหวังที่เปิดมาแล้วเป็นเรา เพราะคนที่มารายการนี้เป็นคนดังๆ ทั้งนั้น แต่พอคิดว่าถ้าเราชอบเสียงเพลงและเสียงเพลงสามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลงแข่งขันรายการร้องเพลง และเราเองก็อยากขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว”

อย่างเพลงคู่ชีวิตของวงค็อกเทล ที่เธอได้ใส่วิญญาณของลูกทุ่งเข้าไปนั้น ได้ปลุกกระแสให้คนสนใจหน้ากากดอกหญ้าในชั่วข้ามคืน ซึ่งเธอกล่าวว่าตั้งใจร้องเพลงนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ และขณะที่ร้องอยู่ภายใต้หน้ากากนั้นเธอได้ร้องไห้โดยไม่มีใครรู้ อย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงชื่นชมก็ย่อมมีเสียงวิพากษ์ “ป๊อปปี้ไม่แมส (Mass) พอจะมาแข่งรายการนี้” คอมเมนต์หนึ่งปรากฏขึ้นในโซเชียลมีเดียสร้างความเสียใจให้นักร้องวัย 19 ปีทันที แต่หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอยิ่งต้องร้องเพลงเต็มที่เพื่อพิสูจน์ฝีมือตัวเอง

“จนตอนนี้เราก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเสียงดี” เธอพูดถ่อมตน “เพราะคุณครูทุกคนสอนเสมอว่า อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว เพราะถ้าเราเป็นน้ำเต็มแก้ว เราจะเติมไม่ได้ แต่หากแก้วยังมีที่ว่างอยู่ จะเติมแค่ไหนก็ได้ เราก็สามารถพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด ที่สำคัญคือตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าความดังเป็นอย่างไร เราแค่เป็นคนที่มีคนรู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจเพราะเวลาไปร้องเพลงต่างจังหวัดจะไม่เหงาแล้ว”

หากถามว่าในชีวิตจริงของป๊อปปี้มีหน้ากากหรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่ต้องถามออกไปก็เห็นชัดว่าเธอไม่มี ป๊อปปี้เป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่มีความใสซื่อเหมือนเด็กต่างจังหวัด และแม้ว่าจะไม่สนิทชิดเชื้อก็สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า คนที่อยู่ตรงหน้าคือตัวจริงไม่เสแสร้ง

ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ เอกบัญชี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ใช้ชีวิตแบบเรียนไปทำงานไปตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน ม.6 หรือหลังจากได้นามสกุลว่าเป็นแชมป์ไมค์ทองคำ “ใจจริงอยากเป็นข้าราชการ แต่ชีวิตเราไม่เหมือนเพื่อนที่สามารถเรียนได้เต็มที่ เพราะเมื่อมีโอกาสการทำงานเข้ามา เราจึงเลือกที่จะทำงานก่อนและเรียนควบคู่กันไป”

ทว่าโอกาสที่เธอคว้ามาได้ไม่ได้มาจากโชคชะตา แต่มาจากความสามารถและคราบน้ำตาบ้างบางที ป๊อปปี้เล่าหนังชีวิตฉบับยาวโดยสังเขปให้ฟังว่า เธอสมัครเข้าแข่งขันรายการไมค์ทองคำตั้งแต่ซีซั่นที่ 3 แต่ตกรอบแรกไปพร้อมความผิดหวัง “แม่ผิดหวังมาก” เธอเผย “ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะท่านรู้สึกผิดที่ตีโจทย์ผิดและเลือกเพลงที่ไม่เหมาะกับเรา”

ขณะเดียวกันแม้ว่าแม่ของเธอจะผิดหวังที่ลูกตกรอบแรก แต่วัตถุประสงค์อีกอย่างที่ส่งลูกมาแข่งขันรายการใหญ่ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนรู้ความผิดหวังจะได้เลิกร้องเพลงเสียที!

“แม่อยากให้แข่งเพราะอยากให้ไปลองจนพอใจแล้วจะได้กลับไปเรียนหนังสือ เพราะก่อนหน้านั้นเราเคยแข่งมาแล้วหลายเวทีแต่ไม่เคยได้รางวัลสักครั้งเดียว การมาแข่งขันรายการนี้จะได้ช็อก และไม่อยากแข่งร้องเพลงอีก นอกจากนั้น แม่ยังอยากฟังคอมเมนต์ของครูสลา แม่สุนารี และอาโน้ต ว่าเสียงแหบๆ ของเรามันเป็นยังไง มันจะร้องเพลงลูกทุ่งได้ไหม เพราะเสียงมันไม่หวานเหมือนนักร้องลูกทุ่งคนอื่นแล้วจะชนะคนอื่นได้หรือเปล่า”

แล้วคิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะไหม ถามป๊อปปี้ต่อ “หนูเบื่อเสียงตัวเองมาก เพราะมันไม่เพราะเหมือนคนอื่น” เธอตอบด้วยเสียงหัวเราะทว่ากลับจริงจัง “ส่วนคุณครูที่โรงเรียนก็บอกแค่ว่าเสียงหนูมีเสน่ห์ เสียงหนูไม่เหมือนใคร แต่หนูไม่รู้ว่ามีเสน่ห์แล้วมันฟังเพราะหรือเปล่าในมุมมองของคนฟังเพลง”

หลังจากตกรอบแรกทำสาวน้อยเดินคอตกกลับบ้าน ปรากฏว่ากลยุทธ์ของมารดาได้ผลชะงัด เพราะเธอไม่อยากลงแข่งรายการใดอีก ด้วยความคิดว่าไม่อยากเป็นคนเผาผลาญเงินของที่บ้าน เพราะทุกครั้งที่ไปแข่งขัน แม่ของเธอจะหยุดทำงาน และการเดินทางแต่ละครั้งต้องใช้เงินหลักพันทำให้เธอคิดโทษตัวเองในใจ “ทำไมต้องเป็นตัวถ่วงของคนทั้งบ้าน”

ป๊อปปี้เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อและแม่ทำอาชีพตัดเสื้อขาย มีรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน แต่มีรายจ่ายประจำกับการส่งลูก 3 คนเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการแข่งขันของเธอเป็นรายจ่ายพิเศษ

“ไม่ใช่เราไม่มีอะไรกิน แต่แม่สอนมาตลอดว่าเรามีกินแต่เราต้องปลอดภัย ต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้ด้วย”

เธอเล่าต่อว่า ตั้งแต่ ป.1-ม.3 ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนวันละ 20 บาท และเพิ่งเพิ่มเป็น 50 บาทตอนอยู่ ม.4-6 “ทุกวันจะเดินไปโรงเรียนและเดินกลับบ้าน เงินค่าขนมที่ได้มาจะเป็นค่าอาหารกลางวัน พอเลิกเรียนก็กลับบ้าน และต้องเหลือมาหยอดกระปุกทุกวันด้วย”

ในช่วงชีวิตของการเป็นนักเรียน ป๊อปปี้ไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนหลังเลิกเรียน หรือไปดูหนังเข้าใหม่สักเรื่อง “ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยเข้าโรงหนังเลย” เธอสารภาพเสียงแจ๋ว “เพราะเราเคยไปแค่ตลาดสด ตลาดนัด วัด เพิ่งได้เข้าโรงหนังครั้งแรกในชีวิตตอนอยู่ปี 2 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นั่นเป็นเพราะว่าเรารู้พื้นฐานของครอบครัวตัวเอง จึงทำได้แค่อยาก แต่ไม่ต้องการมันจริงๆ”

เรื่องฐานะทางสังคมเธอแทบไม่สนใจเลยว่าคนอื่นจะมองอย่างไร แต่สำหรับเพลงลูกทุ่ง เธอทำเป็นเลิกสนใจมันไม่ได้ จึงตัดสินใจขอแม่มาลงแข่งขันใหม่อีกครั้งในซีซั่นถัดไป ซึ่งใครจะไปทราบได้ว่าเธอจะกลายเป็นแชมป์ไมค์ทองคำ ซีซั่น 4 รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท (หักภาษีแล้วเหลือ 9.5 แสนบาท) รถกระบะ 1 คัน และรถแทรกเตอร์อีก 1 คัน เป็นมูลค่ารวม 2.75 ล้านบาท

จากเงินรางวัลนั้น เธอสามารถซื้อบ้านหลังที่ครอบครัวเช่าอยู่ได้ ปลดหนี้ของครอบครัวที่จองจำมานานกว่า 9 ปีได้ และมีรถยนต์ขับแต่มักจอดไว้มากกว่า

ทว่าในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย กลับมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากความไม่รู้ นั่นคือในปีนั้นเธอต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงินกว่า 6 แสนบาท พลิกผันให้เธอต้องเร่งทำงานหาเงินมาจ่ายภาษีก้อนนี้ภายในระยะเวลาจำกัด

“ลองคิดดูว่าเด็ก ม.6 ต้องมาเรียนรู้เรื่องเงินภาษี ซึ่งช่วงนั้นต้องเดินสายเกือบทุกวัน เหลือเวลาไปโรงเรียนแค่ 2 วัน ผลการเรียนหล่นฮวบจนไม่สามารถไปยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนได้เลย ส่วนเรื่องรายได้จากการเป็นนักร้องก็มีเข้ามาแต่ไม่ฟู่ฟ่า กว่าจะได้เงินแสนมาจ่ายภาษีได้ก็เครียดมาก ทำให้ตอนนั้นมีทั้งเรียน เรื่องงาน และเรื่องเงินมันตะลุมบอนเข้ามาพร้อมกัน ยิ่งทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง”

จนแล้วจนรอดสาวน้อยก็สามารถจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้จบลงบริบูรณ์ ทำให้วันนี้ครอบครัวไม่มีหนี้ ส่วนเธอก็ยังคงทำงานเป็นนักร้องลูกทุ่ง (เธอบอกว่ายังไม่เก่งพอที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน) เป็นนักศึกษา และเป็นวัยรุ่นอายุ 19 ปี ที่ยังไม่อยากเข้าโรงหนัง เพราะอยากเก็บเงินไว้ใช้อย่างอื่นมากกว่า ซึ่งถามว่าเธอได้แลกช่วงชีวิตของวัยรุ่นไปกับการปลดภาระของครอบครัวแล้วรู้สึกเสียดายหรือไม่ ป๊อปปี้ตอบว่าเธอรู้สึกภาคภูมิใจและดีใจ ไม่เสียดายอะไรถ้าครอบครัวมีความสุข

“ถามว่าถ้าวันหนึ่งมีเงินมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น กลัวตัวเองจะเปลี่ยนไปไหม เราคิดว่ายังไงก็จะไม่เปลี่ยนไป เพราะชีวิตทุกวันนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว หากในอนาคตฐานะของครอบครัวดีขึ้น ทุกคนมีความสุขมากขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคงจะเป็นมวลแห่งความสุขที่มีมากขึ้นเท่านั้นเอง”

ล่าสุด เจ้าของเสียงแหบเสน่ห์ได้ปล่อยซิงเกิ้ลเพลงเร็วเพลงแรกในชีวิตกับลุคใหม่ที่สดใสดกว่าทุกครั้งชื่อ “มีอ้ายน้องบ่แคร์” เพลงที่เล่าเรื่องราวของความรัก โดยสำหรับเธอนั้นความรักไม่ได้คิดถึงคำว่า แฟน แต่เป็นความรักจากครอบครัวที่อยู่เคียงข้างเธอมา โดยเฉพาะในวันที่เหนื่อยและล้า เพลงนี้จะทำให้มองเห็นคนรอบข้างได้ชัดเจนขึ้น และสามารถติดตามชมป๊อปปี้ได้ทางยูทูบและเพจเฟซบุ๊ก ยุ้งข้าว เรคคอร์ด