กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ต้องลบทุกอุปสรรค

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 15:55 น.

กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ต้องลบทุกอุปสรรค

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

จะหล่อ จะล่ำ จะสูง จะแน่นปึ้ก อะไรขนาดนี้คะคุณขา...บทบาทสารวัตรผู้ตงฉินในละครเรื่องล่าสุดของ เอส-กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ช่างขับออร่าความเป็นพระเอกนักบู๊เบอร์ใหม่ของช่อง 7 เสียนี่กระไร

ละคร “เล็บครุฑ” ที่เหลืออีกไม่กี่ตอนจะอวสาน นับเป็นเรื่องแรกของเอสที่เล่นบทบู๊ หลังสวมบทมาดนิ่ง พระเอกเจ้าน้ำตามาหลายเรื่อง จนคนดูติดภาพพระเอกสายดราม่าไปแล้ว

“ผมก็ว่าหน้าตาผมมาทางบู๊อยู่นะครับ แต่ไม่เคยได้เล่น ผมเจอผู้ใหญ่ก็มีขอเล่นบ้าง เสนอตัวเลยครับ เพราะใจผมมาทางนี้ ผมชอบยิงปืน ต่อยมวยมาตั้งแต่เด็ก

ที่ผมอยากเล่นบู๊ มันเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน เราคิดว่าถ้าได้แสดงเราจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี เราทำอะไรที่มีความรักเป็นทุนอยู่แล้วน่าจะทำออกมาได้ดี

ก็ไม่มีโอกาสได้เล่น ทางช่องเห็นว่าเราเล่นดราม่าแล้วผลตอบรับดี อย่างเรื่อง ขมิ้นกับปูน ลิขิตริษยา 2 เรื่องนี้ผมร้องไห้หนักมาก ตัวละครเซนซิทีฟ”

มาเรื่อง เล็บครุฑ เอสบู๊หนัก บู๊จริง ถึงขั้นฟิตร่างกายตัวเองเพื่อให้พร้อมต่อการรับเตะ ศอก เข่า หมัด ไม่ทำให้ผู้จัดและผู้กำกับ โอลิเวอร์ บีเวอร์ ผิดหวัง เพราะเป็นคนให้โอกาสเขา

“พี่เว่อร์เคยเห็นผมจับปืน แล้วบอกไม่เคยเห็นดาราคนไหนจับปืนคล่องแคล่วแบบนี้ ถ้าเขามีละครมาเล่นกับเขานะ จนพี่เว่อร์เป็นผู้จัดผ่านไปหลายเรื่อง ผมถึงได้มาเล่น

ผมยังใหม่ทุกอย่างกับละครแนวนี้ แต่เรามีใจรักอยู่แล้ว ฝึกอะไรก็เป็นเร็ว แต่เรื่องนี้ถ่ายทำแบบภาพยนตร์ ครูที่ฝึกและกำกับคิวบู๊ (สมใจ จันทร์มูลตรี) ก็เคยสอนพี่จา พนม เราก็ได้รู้ถึงความหนักหน่วง ซ้อมกับสตันต์แมนเหมือนไปรบเลย

ยืนแลกกันเตะท้อง เตะกันจนชา ฝึกให้ชิน อย่างถ่ายทำแบบละครปกติเตะไม่โดนก็ได้ แต่เรื่องนี้พี่เว่อร์พูดแต่แรกว่า ต้องเตะต่อยให้โดนจริง แต่ทำยังไงให้ปลอดภัย ไม่อันตราย ก็ต้องฝึกกันหนักมาก ผมไปฝึกกับเขาประมาณ 1 เดือนก่อนถ่ายทำ และระหว่างถ่ายทำอีก 1 เดือน

คิวการต่อยในละครจะเป็นจังหวะนับสัญญาณ 1 2 3 แต่ของเราเป็นบู๊หนัง เหมือนคนต่อยกันจริงๆ แต่ลดความแรงของการเตะต่อยลงมาเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเร็วเท่าเดิม แต่ถามว่าถ้าโดนเตะต่อยรู้สึกไหม ก็รู้สึกครับ แต่ทำบ่อยๆ ก็เริ่มด้านเริ่มชิน”

ในเรื่องได้ใช้ทักษะการต่อสู้หลายอย่างมาก “ผมเป็นมวยไทยและเทควันโดอยู่แล้ว แต่ในเรื่องผสมผสานการต่อสู้หลายอย่าง เพราะเป็นตำรวจหน่วยรบพิเศษ ไม่มีศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง จะมี ทุ่ม ทับ จับ หัก ที่เขาใช้กัน

มีมวยจีนมาผสมเพื่อให้ท่าสวยงาม มวยไทยด้วย และมีศาสตร์เอ็มเอ็มเอ ที่ยกทุ่มน็อกพื้น เพื่อให้เกิดแอ็กชั่นที่สวยงามและสมจริง”

ไม่เพียงฝึกคิวบู๊กับทางกองถ่ายเท่านั้น เอสยังดูแลร่างกายเพื่อให้แข็งแรงเพื่อให้พร้อมต่อการรับบทบู๊ด้วย เพราะเขามีจุดอ่อนที่ความสูง 180 เซนติเมตร ทำให้เคลื่อนไหวช้า

“พี่เว่อร์เคยบอกว่า พระเอกของเขาส่วนใหญ่สูง 175 เซนมิเมตร เพื่อให้ได้จังหวะคิวบู๊ที่สวยงาม สูงไปดูเก้งก้างและจังหวะช้า ช่วงมันยาว ซึ่งผมเป็นพระเอกคนแรกของพี่เว่อร์ที่สูงกว่ามาตรฐานพี่เขา

ตอนที่ทำเวิร์กช็อป ผมได้ดูที่มอนิเตอร์ รู้สึกว่าเราเคลื่อนไหวช้ากว่าคนอื่นจริงๆ ทำให้ผมได้เห็นข้อด้อยของตัวเอง ทั้งๆ ที่เราออกกำลังกาย เราแข็งแรง

ผมจึงเปลี่ยนการออกกำลังกาย จากที่เวตเทรนนิ่งหนัก มาออกกำลังกายแบบครอสส์ฟิต (Crossfit) ที่ใช้บอดี้เวตให้เหมือนที่ทหารฝึก

จำลองการฝึกของผมแบบทหาร ต้องใช้การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไว เพราะเราตัวใหญ่เสียเปรียบในความเร็วความแรง ต้องไปฝึกไปรีดให้อึดทนให้มากที่สุด

มีฝึกหลายท่า อย่างเอาเพลทวางกับพื้นแล้วดันไปสุดทาง กระโดดเชือก กระโดดขึ้นลังต่างระดับ ที่โดดได้สูงสุดคือระดับหน้าอกตัวเอง

เสร็จแล้วมาดึงข้อต่อ จับคาน โหนบาร์ขึ้นไป วิดพื้นแบบซูเปอร์พุชอัพ คือ วิดพื้นแล้วยกกระโดดตัวเองลอยขึ้นมาจากพื้นทั้งตัวแขนขา ซึ่งทุกอย่างทำต่อเนื่องกันหมด

โหดที่สุดที่เล่น 45 นาที ประมาณ 30-40 ท่า โดยไม่หยุด ก็วนไปได้ท่าละ 3-4 รอบ นี่เป็นการฝึกแบบหนึ่ง และมีบางแบบที่เล่นแค่ 5-6 ท่า เล่นเน้นความหนัก

นอกจากความเร็ว คล่องแคล่ว เราเป็นนักแสดงยังต้องการกล้ามเนื้อให้ใส่เสื้อผ้าสวย มีกล้าม ที่สำคัญเราจะมีแรงโดดสูงๆ ก็ต้องผสมทั้งเวตเทรนนิ่งและครอสส์ฟิต

ก่อนหน้านี้เพื่อนผมเป็นนักเพาะกล้าม เขาเทรนให้เราก็อยากตัวใหญ่เท่าเขา คนอื่นทักว่าตัวใหญ่แล้วเราก็ไม่เชื่อ เพราะเราเทียบกับตัวเพื่อน

มีครั้งหนึ่งเสื้อขาดกลางหลังเลย ไม่ใช่ตรงตะเข็บด้วยเพราะกล้ามเนื้อขยายออก ตอนนั้นก็คิดว่าดี แต่ไม่เหมาะกับงานแสดงของเรา ตอนนี้ก็เลยต้องทำตัวให้บางลง และได้ความแข็งแรงความไว”

ไม่ว่าจะละครแนวไหน เมื่อได้รับบทบาทจะต้องทำให้ดีที่สุด “ผมฝึกหนักเพราะอยากลบอุปสรรคตรงที่เราเคลื่อนไหวช้า โชคดีที่ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็รู้ท่าทางต่างๆ ออกท่าไหนก็ศึกษาเพิ่มเติม

เมื่อก่อนผมเวตเทรนนิ่งเน้นกล้าม ตัวใหญ่มาก เคยโดนช่องสั่งให้งดออกกำลังกาย ก่อนมาเล่นเรื่องนี้พี่เว่อร์ก็ถามว่ารูปร่างเป็นไงบ้าง

พอฝึกได้ระยะหนึ่งก็มีคำชมว่า เราทำได้คล่องกว่าเดิมเยอะ หรืออย่างในเรื่องต้องใส่ชุดเกราะตลอดเวลามันมีปัญหาในการบู๊มาก

เราตัวหนักกว่าคนอื่น ยิ่งใส่ชุดเกราะก็ยิ่งถ่วงให้ช้า ผมก็ไปซื้อชุดถ่วงน้ำหนักใส่ตอนเล่นบอดี้เวต ประมาณ 40 นาที ชุดเกราะมีน้ำหนัก 7 กิโลกรัม ผมก็ฝึกใส่น้ำหนักที่ชุด 10 กิโลกรัม เพื่อให้ชิน เวลาเข้าฉากเราก็สบาย ไม่เหนื่อย

ทุกวันนี้ผมรู้สึกดีมากที่กระโดดได้สูงกว่าปกติ ผมเป็นนักบาสกระโดดได้สูงอยู่แล้ว ยิ่งฝึกยิ่งกระโดดสูงอีก มันเกินสแตนดาร์ดที่คนปกติทำได้ เรายิ่งสนุก ยิ่งชอบไปใหญ่”

ในการถ่ายทำคิวบู๊แน่นอนว่าการผิดคิวเป็นเรื่องปกติ ถึงกับบาดเจ็บต้องพักกองเป็นสัปดาห์ก็มี “ผมต้องเรียนจังหวะคิวบู๊ใหม่ เรามีพื้นฐานมวยไทยก็ใช้ไม่ได้

มวยไทยกับละครไม่เหมือนกัน การออกหมัดมวยไทยอาจเร็ว แต่การออกหมัดในละครต้องทำให้คนดูรู้เรื่อง ตอนแรกเราต่อยแบบคนต่อยจริงๆ ภาพไม่สวย เราต้องรู้มุมกล้อง ต่อย เตะยังไงให้ดูช่วงยาวและแรง

ต่อยเตะให้ดูแรงแต่อีกฝ่ายไม่เจ็บ เตะก้านคอไม่ให้โดนต้องยั้งขาเราไว้ ซึ่งยากมาก จังหวะต้องดี มันอันตรายนะถ้าหยุดไม่ได้ 

ผมเคยพลาด 5 4 3 2 1 กลายเป็นพี่สตันต์แมนเตะเข้าเต็มกกหู ที่เขาว่าเห็นดาวเพิ่งรู้ว่าเป็นยังไง มันระยิบระยับตามัวไปครึ่งชั่วโมง

ฉากที่ต้องพักกองเลย ผมต่อสู้กับไซม่อน กุ๊ก (นักบู๊ที่ร่วมงานระดับฮอลลีวู้ด) เขาระดับนี้ ผมก็อยากมีท่าพิเศษสู้กับเขาสวยๆ สรุปท่าเขาต้องทุ่มเราข้ามไหล่ เราก็ซ้อมกัน ซ้อม 4 ครั้งปลอดภัย พอถ่ายทำจริง เอาทุ่มลงเข่าผมกระแทก ผลคือต้องหยุดกองไป 1 อาทิตย์

เรื่องเจ็บผมไม่กลัวเลย ติดใจมาก ขอบู๊ต่อเลย เพราะรู้สึกมันเท่ดี ละครแนวซิทคอม ชีวิต พีเรียด ผมเล่นมาแล้ว พอได้เล่นบู๊ ชอบอันนี้ที่สุด

เรื่องอื่นก็เตรียมตัวคนละแบบ อ่านบทหลายๆ รอบ ต้องอินกับตัวละคร เล่นบู๊เหนื่อยกาย พักผ่อน นอนก็หายเหนื่อย เราก็สนุกเหมือนได้เป็นฮีโร่ในการ์ตูน เล่นดราม่าเหนื่อยใจ สภาพจิตค่อนข้างสวิง เหนื่อย กลับมาไม่อยากพูดกับใคร”

หลังจากเรื่อง เล็บครุฑ ละครเรื่องต่อไปของเอสจะเป็นแนวอื่นไปไม่ได้แล้วละ นอกจากแอ็กชั่นสนั่นจอ ซึ่งแฟนละครก็ยินดีรอตามชม เพราะเรตติ้งละครบู๊เรื่องแรกเลขสวย ส่วนพระเอกนักบู๊ก็ยังไม่หยุดฟิตร่างกายให้พร้อม

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ