อิษยา พรหมมาลี นักธุรกิจหญิงผู้มีวิสัยทัศน์

วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 11:43 น.
อิษยา พรหมมาลี นักธุรกิจหญิงผู้มีวิสัยทัศน์
เรื่อง ภาดนุ ภาพ กีรติ โชติเรือง

อิษยา พรหมมาลี รั้งตำแหน่ง ซีอีโอบริษัท ไอยรา เจมส์ ซึ่งทำธุรกิจเปิดร้านขายจิวเวลรี่และธุรกิจอื่นๆ คือนักบริหารหญิงผู้มีวิสัยทัศน์ในการเริ่มต้นทำธุรกิจที่ตัวเองรักด้วยความตั้งใจ กระทั่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

“ในช่วงที่ดิฉันเรียนปริญญาตรีภาคค่ำที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอนนั้นดิฉันทำงานด้านออกแบบตกแต่งอาคารไปด้วยเรียนไปด้วย จำได้ว่าในห้องเรียนมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวยมาเรียนทุกครั้ง แถมยังมีรถยนต์ขับด้วยเธอจึงเป็นไอดอลในใจเลยละ ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ช่วยแม่ทำธุรกิจขายเพชรพลอย ดิฉันก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้เลยว่า ถ้าเรียนจบเมื่อไรดิฉันจะต้องเปิดร้านขายเพชรให้ได้ ไม่ทำแล้วงานด้านตกแต่ง

พอเรียนจบปริญญาตรีปุ๊บ ดิฉันก็ไปหาคอร์สเรียนเรื่องการดูอัญมณี โดยเรียนอยู่ 1 ปีที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งเอเซีย (AIGS) จนได้ประกาศนียบัตร และวิธีวิเคราะห์เพชรพลอยติดตัวมา ว่าอันไหนของจริง ของปลอม รูปทรงไหนสวยไม่สวย รวมทั้งการประเมินราคาด้วย แถมยังเรียนการออกแบบเครื่องประดับที่สถาบันอัญมณีศิลป์ต่ออีกครึ่งปี ระหว่างที่เรียนนั้นดิฉันตั้งใจมากเลยว่าต้องเรียนให้ดีเป็นที่ 1 เพราะถ้าเราเป็นที่ 2 ผู้คนจะไม่จดจำดิฉันจึงตั้งใจเรียนเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มีบริษัทที่ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกเพชรพลอยไปขายที่สหรัฐ ได้มาทาบทามดิฉันให้ไปทำงานด้วย เนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดปัญหาว่า พลอยสีม่วง (อะเมทิสต์) ในท้องตลาดมีของปลอมเยอะมาก ดังนั้นบริษัทจึงต้องหานักอัญมณีผู้เชี่ยวชาญเพื่อไปตรวจสอบพลอยชนิดนี้โดยเฉพาะ”

อิษยาบอกว่า พลอยสีม่วงนี้ตรวจสอบยาก เพราะในตำราเรียนระบุวิธีตรวจไว้แค่ 2 วิธีเท่านั้น แต่เธอก็ไปค้นหาวิธีเพิ่มเติมจนสามารถตรวจสอบพลอยปลอมได้อย่างแม่นยำ โดยใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้วิธีดูร่องรอยการตกผลึกของพลอยชนิดนี้

“ช่วงนั้นดิฉันรับจ้างตรวจพลอยเป็นเม็ดๆ และสามารถตรวจได้แม่นยำ เรียกว่าวันหนึ่งตรวจพลอยได้หลายร้อยเม็ด จนบริษัทเห็นรายงานก็ถึงกับแปลกใจว่านักอัญมณีของเขาอย่างเก่งก็ตรวจได้แค่วันละไม่กี่สิบเม็ดเท่านั้น เขาจึงสงสัยว่าเราตรวจสอบครบถ้วนตามหลักปฏิบัติหรือเปล่า แต่พอหัวหน้าแผนกของบริษัทบินมาดูวิธีการตรวจพลอยที่ดิฉันทำก็รู้สึกทึ่งมาก เขาจึงได้นำความรู้และคีย์เวิร์ดของดิฉันไปใช้ที่ต่างประเทศด้วย

หลังจากตรวจเพชรพลอยในห้องแล็บได้ 3 ปี ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะตามความฝันของตัวเองด้วยการเปิดร้านเพชรสักที แต่ตอนนั้นดิฉันมีเงินแค่ 5 แสนบาท ที่หยิบยืมมาจากเพื่อนๆ ที่สนิทกัน ในที่สุดร้าน ‘ไอยรา เจมส์’ (Aiyara Gems) จึงได้เปิดขึ้นที่ตึกจิวเวลรี่ เทรด เซ็นเตอร์ สีลมแต่ขึ้นชื่อว่าร้านเพชรก็ต้องใช้เงินเยอะมากแถมตอนนั้นดิฉันยังไม่รู้เรื่องธุรกิจมากนักแต่ด้วยใจนักสู้ที่คิดว่าจะต้องเปิดร้านเพชรให้ได้ ดิฉันจึงเรียกบริษัทที่รับทำตัวเรือนสร้อยและแหวนมาคุย แล้วก็บอกเขาไปตรงๆ ว่า เรามีเงินแค่ 5 แสนบาทนะสามารถซื้อได้แค่ไหน ปรากฏว่าพอเลือกๆ ไป บิลเรียกเก็บเงินออกมายอดทั้งหมด 1.6 ล้านบาท ก็เลยบอกเขาว่าให้คัดออกไปบ้าง เพราะมีเงินแค่นี้จริงๆ เจ้าของบริษัทก็นิ่งคิดอยู่สักพักแล้วถามเราว่า ‘จะโกงเขามั้ย’ ดิฉันจึงตอบไปว่า ‘ตั้งใจเปิดร้านจริงๆ ถึงไม่ได้ร่ำรวย แต่ชีวิตนี้ก็ไม่คิดที่จะโกงใคร’ เขาเลยบอกว่า ‘งั้นจะลองให้เครดิตดูละกัน อีก 2 เดือนค่อยจ่ายเงิน’ ดิฉันคิดว่าเขาคงเห็นแววตาที่จริงจัง และสัมผัสได้ว่าเรามีความรู้ในเรื่องเพชรพลอยจริงๆ เขาจึงหยิบยื่นโอกาสให้”

อิษยาบอกว่า หลังจากเปิดร้านขายตัวเรือน 1 เดือน ก็มีรายได้พออยู่ได้ เดือนต่อมาก็มีเจ้าของบริษัทขายเพชรมาถามว่า สนใจจะนำเพชรมาขายคู่กับตัวเรือนมั้ย นาทีนั้นเหมือนฟ้าบันดาล เธอจึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลง

“เมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้ เราก็สนใจ แต่ก็บอกเขาไปตรงๆ ว่าเราไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นนะ เขาเลยบอกว่าจะให้เครดิตเราละกัน ดิฉันจึงไปเลือกเพชรที่บริษัทเขามากองหนึ่ง มีตั้งแต่ไซส์เล็กยันไซส์ใหญ่ ปรากฏว่าบิลเรียกเก็บเงินออกมา 7 ล้านกว่าบาท เขาก็ถามเราว่า‘จะโกงเขามั้ย’ เหมือนรายแรกเลย (หัวเราะ)เราก็ยืนยันว่าไม่โกงแน่นอน พอเริ่มมีเพชรมาขายในร้าน ธุรกิจก็เริ่มดีขึ้นทันที เราก็รีบให้ช่างขัดตัวเรือนและฝังเพชรลงไปบนเครื่องประดับ ถ้าลูกค้าไม่ชอบ ดิฉันก็จะปรับแบบให้ตามที่ลูกค้าต้องการ เพราะรู้ว่าจุดอ่อนของร้านค้าเปิดใหม่คือมีแบบให้เลือกน้อย

หลังจากเปิดร้านเพชรเล็กๆ ที่ตึกจิวเวลรี่ เทรดฯ อยู่ 3 ปี ดิฉันก็เริ่มหาพื้นที่ขยับขยายร้าน บังเอิญโชคดีได้พื้นที่เช่าเป็นเคาน์เตอร์เล็กๆ ที่ชั้น 2 เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กิจการจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย 90% อีก 10% เป็นชาวต่างชาติ หลังจากเปิดขายอยู่ 3 ปี ก็เริ่มเช่าพื้นที่เพิ่มและเปิดเป็นร้านเพชรที่ใหญ่มากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มสินค้าและดีไซน์รูปแบบให้หลากหลายและสวยแปลกตามากขึ้น นอกจากนี้ยังรับออกแบบเครื่องประดับเพชรตามที่ลูกค้าสั่งมาเฉพาะรายอีกด้วย”

อิษยาเสริมว่า ปัจจุบันร้านไอยรา เจมส์ มีพื้นที่ 50 ตร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นร้านเพชรที่มีขนาดปานกลาง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นคู่แต่งงานที่ยังไงก็ต้องซื้อแหวนอยู่ดี ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในวัยทำงานอายุ 25-35 ปีเป็นหลัก

“จากจุดเริ่มต้นที่ก้าวเข้าสู่ธุรกิจร้านเพชรจนถึงปัจจุบันก็ 18 ปีแล้ว ตอนนี้ธุรกิจขายเพชรก็ยังไปได้ดีอยู่ ด้วยความที่เราเริ่มต้นธุรกิจในยุคที่โลกออนไลน์ยังไม่บูม แต่เริ่มมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้ว ดิฉันจึงมองไว้ล่วงหน้าเลยว่า ต่อไปอินเทอร์เน็ตจะต้องมา จึงได้เปิดเว็บไซต์ www.aiyaragems.com ขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นโดยลงมือทำเว็บไซต์เองเลย ทั้งถ่ายรูปและอัพเดทข้อมูลเครื่องประดับที่มีในร้าน รวมทั้งเครื่องประดับที่ลูกค้าสั่งทำลงไปบนเว็บไซต์ด้วย กระทั่งโซเชียลมีเดียเริ่มบูมขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนจึงเริ่มรู้จักแบรนด์ไอยรา เจมส์ มากขึ้น แถมลูกค้าของเรายังช่วยถ่ายรูปโปรโมทลงเฟซบุ๊กและไอจี เพื่อขอบคุณว่าเครื่องประดับของเราดีไซน์สวย ราคาไม่แพง เริ่มต้นแค่ 1 หมื่นบาทขึ้นไปก็ซื้อได้แล้ว

ในปี 2562 ที่จะถึงนี้ดิฉันแพลนไว้ว่า เราจะย้ายร้านเพชรจากเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ไปอยู่ที่ตึกใหม่ 7 ชั้นที่เราซื้อไว้ที่ถนนบำรุงเมือง (ใกล้ตลาดสำเพ็ง) โดยที่จะเปิดเป็นร้านขายจิวเวลรี่ที่ชั้น 3 และจะเปิดขายเครื่องสำอางอินเตอร์ฯ แบรนด์ที่ชั้น 1 ขายเครื่องสำอางโลคัลแบรนด์ของไทยที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 4-5 จะขายดอกไม้ประดิษฐ์ ชั้น 6 จะเปิดเป็นร้านเสริมสวยแบบครบวงจร ซึ่งในตัวอาคารใหม่นี้จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง และเน้นเรื่องความสวยความงามเป็นหลัก ส่วนที่ชั้น 7 จะทำเป็นออฟฟิศและห้องเทรนนิ่งต่างๆ ซึ่งตึกจะตกแต่งเสร็จภายในปลายปีนี้”

อิษยาเสริมว่า ที่ผ่านมาธุรกิจแรกเริ่มคือจิวเวลรี่นั้น ใช่ว่าหนทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะธุรกิจนี้การจัดซื้อเพชรพลอยถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากหากดูเพชรพลอยไม่เป็น โอกาสที่จะถูกหลอกหรือพลาดก็มีสูงแล้วยังต้องดูให้เป็นว่าเพชรพลอยนั้นสวยหรือไม่สวย เพราะหากสายตาไม่เฉียบขาดก็อาจจะได้ของไม่ดีหรือของที่ขายไม่ได้ราคามาก็ได้

“ที่ผ่านมาดิฉันคัดเลือกเพชรพลอยเองทั้งหมด ก็ต้องขอบคุณสถาบัน AIGS ที่ให้วิชามา เลยทำให้ธุรกิจค่อยๆ เติบโตจนเกิดความมั่นคงได้ถึงทุกวันนี้ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ถ้าเราสั่งซื้อเพชรมาเป็นห่อ แล้วพบว่ามีเพชรที่ไม่สวยหรือมีเพชรปลอมปนมา เราก็จะตีสินค้านั้นกลับเลย และไม่ซื้อขายกับบริษัทนี้อีกต่อไป ส่วนใหญ่แล้วเพชรจะถูกส่งมาจากเบลเยียม อิสราเอล และอินเดีย แต่เดี๋ยวนี้ของไทยจะมีบริษัท แบงค็อก คัท ซึ่งเป็นตัวแทนขายที่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งให้ร้านเพชรทั่วไปด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันร้านเราขายเครื่องประดับเพชรเป็นหลัก ตอนนี้ที่ขายดีที่สุดจะเป็นแหวนแต่งงาน ในอนาคตหากเราย้ายไปเปิดร้านที่ตึก 7 ชั้น เราจะขยายตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยจะเป็นตัวแทนขายส่งเพชรให้กับร้านเพชรทั่วประเทศไทยเลยละซึ่งร้านเพชรเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อเพชรทั้งห่อไปเก็บไว้ให้เงินจมอีกต่อไป

แต่พวกเขาจะมีสิทธิเลือกว่าต้องการเพชรไซส์ขนาดกี่ มม. จำนวนกี่กะรัต ที่เข้ากับตัวเรือนที่ลูกค้าต้องการ ก็สามารถล็อกสเปกมาได้เลย ฉะนั้นร้านเพชรที่มีงบน้อยก็จะสามารถทำธุรกิจต่อได้ เพราะเราเคยมีประสบการณ์ตรงจากเรื่องนี้มาแล้ว เราจึงคิดรูปแบบธุรกิจนี้ขึ้นเพื่อมารองรับร้านเพชรรายย่อยโดยเฉพาะ สิ่งสำคัญคือต้องทำธุรกิจด้วยความซื่อตรง จริงใจไม่กดดัน รวมทั้งให้ความรู้ในการดูเพชรกับลูกค้าแบบไม่กั๊ก แล้วพวกเขาก็จะกลับมาหาเราแน่นอน”