ความตาย เกิดขึ้นได้กับทุกคน

  • วันที่ 20 พ.ค. 2561 เวลา 12:39 น.

ความตาย เกิดขึ้นได้กับทุกคน

โดย...มัลลิกา นามสง่า

“เราต้องตายแน่ๆ เพราะในความรู้สึกเรามีความเชื่อว่า เป็นมะเร็งเท่ากับตาย”

“ตรวจเจอเนื้องอกในรังไข่ 18 เซนติเมตร ช็อกมาก หูตาดับไปหมด”

“ต้องทำคีโม ผมร่วง เกิดคำถามขึ้นมากมาย ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรต่อไป”

“ทุกคนต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น”

“เราโชคดีแค่ไหนที่ได้ลืมตาตื่นมาทุกวัน จงทำให้มันเป็นวันที่ดีที่สุด”

“พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร” ศิลปิน นักแสดง ผู้ผ่านร้อนหนาว สุขทุกข์เยี่ยงปุถุชนทั่วไป การเป็นบุคคลสาธารณะ มีชื่อเสียงเงินทอง ไม่ได้ทำให้เธอมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือโรคภัยไข้เจ็บ

ระยะเวลา 2 ปีกว่า ที่เผชิญกับโรคร้าย ระหว่างอยู่ในกระบวนการรักษา พิมพ์มาดาไม่ได้เพียงต่อสู้กับโรคมะเร็ง ไม่ได้แค่อดทนกับการทำคีโมที่แสนปวดหัวและรู้สึกคลื่นไส้ตลอดเวลา หากแต่เธอต้องอดทนต่อสู้และเรียนรู้เพื่อที่จะฟันฝ่ากับจิตใจ ความรู้สึกของตัวเองให้ได้ เพราะต่อให้เป็นคนแกร่งแค่ไหน วันที่โดนพายุซัดแบบไม่มีการพยากรณ์ล่วงหน้าก็ขวัญหนีดีฝ่อได้เช่นกัน

ภูมิคุ้มกันจากครอบครัว

ในวันที่สุขภาพร่างกายกลับมาแข็งแรง ยิ่งกว่านั้นจิตใจแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทัศนคติต่อการใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไป พิมพ์มาดาได้ถูกเชิญไปร่วมโครงการต่างๆ ในหลายองค์กร เพื่อถอดบทเรียนในฐานะคนเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งและรักษาจนหาย

การมาแชร์ประสบการณ์ตรง “สู้มะเร็ง...อย่างไรให้ใจเป็นสุข” จัดโดยโรงพยาบาลพญาไท 2 สิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งมักประสบคือ กำลังใจหดหาย ช็อก กลัว ถอดใจยอมตาย คิดว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรักษาหาย ซึ่งในห้วงความคิดที่วาบเข้ามาเธอเองก็รู้สึกแบบนั้น แต่สติและการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็น ไม่ต่างกับการเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบันกาล และต้องหาหนทางในการดับพ้นทุกข์

“ด้วยธรรมชาติตัวพิมพ์อารมณ์ดี ชีวิตตั้งแต่เด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ดี ไม่มีภาระอะไร เรียนหนังสือ ทำงาน ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ชีวิตผ่านความทุกข์ค่อนข้างน้อย มีภูมิคุ้มกันจากครอบครัว ทำให้เราคิดบวก

จนการมาเจอเรื่องแย่ๆ ก็ช็อก นิ่ง เป๋ไปเลย คุยกับคุณแม่น้อยลง เราพยายามที่จะยิ้ม คุย กินข้าวให้ได้แบบปกตินั้นละ แต่ท่านก็คงดูออกว่าเราฝืนมากๆ รู้ว่าเราเป็นทุกข์ ไม่มีความสุข คุณแม่ก็พลอยไม่สบายใจตามไปด้วย เราเห็นแบบนี้เราก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้คุณแม่เป็นทุกข์

นึกถึงสิ่งดีๆ ชีวิตเราแค่เกิดมาก็มีค่าแล้ว จะมามัวเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องไปทำไม ชีวิตตอนนั้นเรารู้เลยว่าจะทำอะไร นอกจากตื่นมาทำตัวเองให้มีความสุข ก็ทำอะไรให้กับสังคม ให้กับคนอื่นบ้าง”

อย่ายอมให้มะเร็งประหารชีวิตเรา

ช่วงแรกที่ป่วยเธอต้องเคลียร์งานให้เสร็จเรียบร้อย แม้สภาพจิตใจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่คุณภาพงานเต็มที่จนไม่มีใครระแคะระคายว่า เธอกำลังเผชิญกับโรคมะเร็งที่เขย่าทั้งร่างกายและจิตใจ มีเพียงไม่กี่คนที่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบเท่านั้น

“พิมพ์เป็นตัวอย่างของคนละเลยการตรวจสุขภาพ 35 ปี พิมพ์ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปีเลย ทำงานก็ถึกมาก ทำงานเช้าชนเช้าก็มี เที่ยว ปาร์ตี้กับเพื่อน ไข้หวัดปีๆ หนึ่งยังเป็นน้อยครั้ง ไม่มีวี่แววจะป่วย รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงอะไรเบอร์นั้น

พอรู้ว่าเราไม่สบาย แย่แล้วเราต้องตายแน่ๆ ก็ช็อกไปเลย ช็อกมาก วันที่คุณหมอบอกผลว่าเจอมะเร็งระยะแรก พิมพ์อยู่กับคุณแม่ ช็อกมาก หูดับ หน้ามืด เกิดอะไรขึ้น หัวใจเต้นแรงมาก จ้องหน้าคุณหมอ คุณหมอก็บอกใจเย็นๆ แล้วอธิบายว่า สิ่งที่ต้องทำคือยังไง หมออธิบายขั้นแรกยังเจอไม่เยอะ ทำใจดีๆ รักษาได้

ในวันนั้นพิมพ์ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนไม่รับอะไรแล้ว ความรู้สึกแรกของเราตั้งแต่รู้จักมะเร็งมา มะเร็งเท่ากับตาย มันชี้เป้าว่าประหารชีวิตเราแน่ ช็อกมาก

หลังจากช็อก ต่อมาก็หาวิธีการรักษา ผ่าตัดเนื้องอกในรังไข่ หลังผ่าตัด 3 วันพิมพ์ก็ลุกเดินได้ แข็งแรงมาก แต่คุณหมอขอคุยรายละเอียดเพิ่ม ขอตรวจเพิ่ม เพราะเจออีกก้อนหนึ่งใหญ่มาก

คุณหมอบอกต้องทำคีโม กระแทกความรู้สึกเข้าไปอีก คนทำคีโมตายก็มี ผมร่วงอีก พิมพ์มีคำถามเต็มไปหมด คุณหมอก็บอกให้ใจเย็นๆ นั้นเพราะเราไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจกับโรคมาก่อน ใจเรากลัวกังวลไปเองเยอะมาก”

ใช้ชีวิตมือไม้อ่อนอยู่หลายวัน จิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลังจากเคลียร์งานเสร็จ เธอขอไปเที่ยวก่อนที่จะกลับมาเจอกับปัญหาหนัก คุณหมอก็ไม่อนุญาตให้ไป

“หมอไม่กล้าบอกเราใช่ไหมว่าเราจะตาย รู้สึกเหมือนละครเลย ไม่บอกเราต้องบอกแม่เราแน่เลย ก็เลยยกเลิกทุกอย่าง ลางาน เข้ารับการรักษาทันที

สิ่งหนึ่งที่พิมพ์ได้เรียนรู้จากการป่วย คือ การเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา คนเราเกิดมาเจ็บ แก่ เกิด ตาย ปัจจุบันเราโชคดีที่มีโอกาสเข้าถึงการแพทย์ มีทีมแพทย์ในการรักษา อย่ากลัวหมอ รู้สึกร่างกายผิดปกติอะไรให้รีบพบแพทย์ เจอก่อนรักษาหายก่อน

ใจเราด้วย คนป่วยใจสำคัญ ในการรักษาเป็นหน้าที่ของหมอ แต่ใจเราก็ช่วยหมอได้เยอะมาก ถ้าหมอทำเต็มกระบวนการเต็มที่แล้วแต่เราไม่ช่วย จิตใจห่อเหี่ยว สภาพร่างกายไม่ไหว ให้ยาก็ไม่รับไม่ไหว กลับบ้านไปกินข้าวเยอะ กลับมาพบหมออีกครั้งได้รักษากันต่อ

จิตใจเราดีบวกกับการรักษาสุขภาพร่างกายที่ดีรออยู่ข้างหน้าแน่นอน อย่ากลัวไปก่อนว่าต้องตายแน่ๆ มันบั่นทอนจิตใจ คุณหมอเคยบอกว่าคนไข้หลายคนที่เสียชีวิตเพราะใจไม่สู้ ไม่ใช่ว่ารักษาไม่ได้”

ใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน

รอยยิ้มสดใส น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของพิมพ์มาดาประทับใจต่อผู้พบเห็นเสมอ ยิ่งบทบาทของการสวมบทเป็น พอใจ ในซิตคอมเรื่องเป็นต่อมานานถึง 15 ปี หญิงสาวอารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก เป็นภาพจำคาแรกเตอร์ของพอใจที่แทบแยกจากกันไม่ออกแล้วระหว่างตัวละครกับพิมพ์มาดา

หากในวันที่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า น้ำเสียงที่กังวานใสริบหรี่ไปทีละนิดๆ น้อยคนนักที่จะได้เห็น เพราะเธอยอมที่จะเก็บไว้

“คุณแม่อยู่ด้วยตลอด เป็นคนเดียวที่รู้เรื่อง พิมพ์กับคุณแม่ผลัดกันให้กำลังใจ เพื่อนๆ ในวงการที่สนิทก็ทราบ ช่วงทำคีโมพิมพ์ก็ใส่วิกไปทำงาน จนเหลือการทำคีโมครั้งสุดท้ายจาก 5 ครั้ง ก็ค่อยเป็นข่าว

ช่วงทำคีโมพิมพ์รู้ว่าคุณแม่เครียดมาก เพราะจากสภาพเราไม่มีคิ้ว ผมร่วง สภาพตอนนั้นเป็นคนป่วยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณแม่ก็ยิ้มให้เสมอ เราก็สงสารต้องทำให้คุณแม่สบายใจที่สุด จะให้คุณแม่ช่วยเราฝ่ายเดียวไม่ได้ ถึงเราจะอยู่สภาพนี้เราก็สดชื่นนะ

แต่หลายครั้งพิมพ์ก็ท้อแล้วทำให้คุณแม่เป็นกังวลใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร จนพึ่งธรรมะ เป็นจุดที่ยังไม่คิดด้วยซ้ำว่า ธรรมะจะเยียวยาใจเราได้จริง

พิมพ์หาเป้าหมายให้ชีวิตไปเรื่อยๆ ยังไม่แต่งงานเลยนะ แม่จะอยู่ยังไง จนได้คนใกล้ชิดพี่กิ๊ก (มยุริญ ผ่องผุดพันธ์) พาไปรู้จักธรรมะ ตอนนั้นใจเราอยากเปิดรับหาความสบายใจ ลองไปสิ เผื่อว่าอะไรจะดีขึ้น”

เมื่อไปพร้อมใจที่เปิดรับ จากครั้งแรก เป็นสองสามครั้ง และมีครั้งต่อๆ ไป และเริ่มศึกษาเองจากการอ่าน การตามจิตตามใจตน ความเย็นสบายก็ช่วยชุบหัวใจที่แห้งเหี่ยวให้สดใสขึ้น

“ผ่านมา 2 ปีกว่า พิมพ์ดำเนินชีวิตปกติแบบมีสติ เราต้องรู้ว่าเราอยากทำแบบนี้ อยากกินอันนี้ มีระบบเวลาในการดูแลตัวเอง เรื่องอาหารการกินพิมพ์ไม่ได้เคร่งมาก ปิ้งย่างก็ยังมีกินบ้าง ความสุขบางอย่างก็มาแบบสุขนิยม พิมพ์ไม่ทำอะไรที่ฝืนตัวเองจนไม่มีความสุข พยายามเดินทางสายกลาง

ที่ผ่านมา ไม่ถึงขั้นตายแล้วเกิดใหม่ เพราะพอเรามีสติก็บอกตัวเองตลอดว่า ต้องหาย ให้กำลังใจตัวเองมาตลอด ถึงแม้สักวันหนึ่งจะต้องเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้ารักษาไม่หายอย่างดีที่สุดก็คือการตาย อย่าอยู่แบบหดหู่

บางคนสามารถเผชิญกับความตายได้อย่างมีสติ เขาศึกษาความตายเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับทุกวัน

ตอนทำคีโม พิมพ์ขังตัวเองไม่ออกไปไหนอยู่ 5 เดือน ผมก็ร่วง อาเจียน เป็นไข้ คันผิวหนังสารพัดที่จะเป็น แต่พอเรารู้ว่าชีวิตเรามีประโยชน์พิมพ์ตัดสินใจลุกเดินออกมาบอกเพื่อให้รู้ว่าเป็นมะเร็ง ได้ร่วมทำวิกผมให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ ออกมาเป็นกระบอกเสียงให้คนอย่ากลัว เราป่วยก็รักษา กำลังใจสำคัญที่สุด”

ในทุกหนทางย่อมมีหลายแง่มุม สิ่งที่พิมพ์มาดายกเป็นข้อดีในการป่วยเป็นมะเร็งคือ ทำให้เธอได้พบกับธรรมะ เมื่อก่อนใครชวนก็มักหาข้ออ้างเลี่ยงเสมอ

“ธรรมะช่วยทำให้พิมพ์ระลึกเสมอแค่ตื่นมาในวันหนึ่งถือว่าโชคดีแล้ว การมีธรรมะ การมีลมหายใจมีไว้เพื่อทำดีต่อไป ไม่ใช่มีลมหายใจไปทำเรื่องแย่ๆ

สำหรับพิมพ์การศึกษาธรรมะ ทำให้เรามีวิธีการจัดการอารมณ์ จัดการกับความทุกข์ได้ง่ายขึ้น ไม่เอาตัวไปยึดติด ตื่นมายิ้มให้ตัวเอง มีลมหายใจ ไปทำงานได้ กินอาหารที่เราชอบ มองหาข้อดีของวันใหม่ๆ”

พิมพ์มาดายกคำสอนของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่เธอยึดมาปฏิบัติตาม “คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีทุกข์ ทุกวันนี้มีลมหายใจต้องมีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น”

ข่าวอื่นๆ