ภัทรา มณีรัตนะพร เจนฯ 2 แห่งแลนดี้ โฮม

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 14:39 น.

ภัทรา มณีรัตนะพร เจนฯ 2 แห่งแลนดี้ โฮม

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ไม่ง่ายเลย เมื่อสาวสวยผู้หลงใหลในโลกแฟชั่น ต้องมาผจญภัยในโลกธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย แถมยังห่างไกลจากสิ่งที่คิดฝันอย่างลิบลับ ทว่าด้วยดีเอ็นเอของนักสู้ที่เมื่อมุ่งมั่นจะทำอะไรแล้ว ไม่เคยมีคำว่าล้มเหลวในพจนานุกรม ทำให้ นุ่น-ภัทรา มณีรัตนะพร ทายาทคนสวยแห่งอาณาจักรแลนดี้ โฮม ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านของเมืองไทย สามารถก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซน พิสูจน์ความสามารถในฐานะเจนฯ สองได้อย่างน่าชื่นชม

จากเด็กสายอาร์ตสู่เส้นทางนักออกแบบ

ถ้าวันนี้ผู้บริหารสาวตรงหน้าไม่ได้นั่งตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ของแลนดี้ โฮม ธุรกิจรับสร้างบ้านที่คุณพ่อ (พิเชษฐ มณีรัตนะพร) สร้างขึ้นด้วยสองมือเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เธอลืมตาดูโลก นุ่นอาจกำลังสร้างชื่อในฐานะนักออกแบบจิวเวลรี่ หรือเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับ อาชีพที่เธอใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

“นุ่นชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก จะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ก็คงไม่ผิด เพราะตั้งแต่อยู่อนุบาล 3 ก็วาดรูปเหมือนได้แล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต วิชาที่เรียนได้ดีโดยไม่ต้องพยายาม คือ ศิลปะและเลข แต่ถึงอย่างนั้นแม้นุ่นจะไม่ชอบอ่านหนังสือสักเท่าไร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการเรียนวิชาอื่นนะคะ ถึงเวลาสอบนุ่นอาศัยว่าใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่าคนอื่นหน่อย จะได้อ่านหนังสือทัน

พอขึ้น ม.ต้น ฝีมือการวาดรูปของนุ่นก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ จนอาจารย์ชื่นชม บวกกับนิสัยของนุ่นที่เป็นพวกชอบวางแผน คิดอะไรล่วงหน้า พอรู้ว่าดีไซเนอร์ชื่อดังของโลกหลายคนล้วนจบจากที่ Central Saint Martins College of Arts and Design เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเรียนที่นี่ ถึงขนาดบอกเพื่อนตั้งแต่สมัยอยู่ ม.1 ว่าวันหนึ่งจะต้องสอบเข้าที่นี่ให้ได้”

ใครจะคิดว่า ความฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่บอกกับเพื่อนในวันนั้นจะเป็นจริงได้ กระทั่งเมื่อพอร์ตผลงานที่เธอตั้งใจสะสมไว้ สามารถฝ่าด่านผู้สมัครมากมายจนเข้าไปเรียนต่อที่สถาบันชื่อดัง ซึ่งผลิตดีไซเนอร์ชื่อดังมากมายได้สำเร็จ

“ตอนที่มหาวิทยาลัยตอบรับ นุ่นยังเรียนไม่จบ ม.6 ด้วยซ้ำ อาจเพราะเขาเห็นความตั้งใจของเรา และพอร์ตผลงาน เลยให้เข้าเรียนได้เลย ตอนนั้นนุ่นเลือกเรียนด้าน Jewelry Design เพราะอาจารย์ดูจากพอร์ตที่ทำแล้ว คิดว่าสายนี้น่าจะเหมาะกับนุ่นมากกว่า”

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย นุ่นได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เธอพิสูจน์ฝีไม้ลายมือในการออกแบบที่ไม่เป็นสองรองใคร ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศจาก “สวารอฟกี้” แบรนด์คริสตัลเจียระไนระดับโลกตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 แถมยังเคยได้รับการทาบทามจาก ฌอน ลีน ดีไซเนอร์เครื่องประดับชื่อดังที่มีผลงานออกแบบให้กับ อเล็กซานเดอร์ แม็กควีน ให้ไปร่วมงาน แต่ด้วยความที่คิดว่าอยากมุ่งมั่นกับการเรียน จึงปฏิเสธโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี นุ่นมีความฝันว่าอยากจะสร้างแบรนด์เครื่องประดับของตัวเอง แต่เพราะมองว่าตัวเองยังขาดความรู้ด้านการตลาด สำหรับใช้ในการสร้างแบรนด์ จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Marketing Management ที่ University of Westminster ประเทศอังกฤษ โดยเธอได้สร้างชื่อให้คนไทยอีกครั้ง ด้วยการเป็นคนไทยคนเดียวในคณะที่สามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ

เส้นทางชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป

หลังจากเรียนจบ ตอนแรกนุ่นตั้งใจจะหางานทำที่อังกฤษ แต่ด้วยความคิดถึงบ้าน ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกคนเดียว เลยตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย จากที่ตั้งใจว่าจะสร้างแบรนด์เครื่องประดับ เธอเปลี่ยนแผนด้วยการขอไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกของการทำงาน งานแรกของเธอ คือ การทำงานในฝ่ายพัฒนาธุรกิจของเซ็นทรัล กรุ๊ป

“ตอนแรกตั้งใจไปสมัครในแผนกการตลาด แต่สุดท้ายจับพลัดจับผลูได้มาทำงานในแผนกที่เพิ่งเปิดใหม่อย่าง Business Development มีหน้าที่เฟ้นหาและนำเข้าแบรนด์เครื่องสำอางจากต่างประเทศ ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แบรนด์เครื่องสำอางที่จะนำเข้ามาในไทยก็เหลือไม่มากแล้ว เราก็ต้องอาศัยการหาข้อมูล วิเคราะห์ว่าแบรนด์ไหนนำเข้ามาแล้วน่าจะตอบโจทย์ตลาด ตอนนั้นแบรนด์ที่นุ่นไปดีลเข้ามาคือ อิลลามาสก้า (Illamasqua) และทรี (Three)” 

หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ปีครึ่ง ด้วยปัญหาสุขภาพทำให้นุ่นตัดสินใจลาออก แต่ใครจะคิดว่าการตัดสินใจลาออกครั้งนี้ จะกลายเป็นอีกจุดเริ่มต้นของบทเรียนชีวิตที่เธอไม่คิดฝันมาก่อน เมื่อคุณพ่อสุดที่รักออกปากชวนให้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจรับสร้างบ้านครอบครัว ซึ่งนุ่นยอมรับตรงๆ ว่าไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะกลับมาทำ

“ที่ผ่านมา คุณพ่อให้อิสระกับลูกๆ เสมอ ไม่เคยบังคับว่าต้องเรียนอะไร หรือวันหนึ่งต้องกลับมาทำงานที่แลนดี้ โฮม แต่ให้ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ คุณพ่อพูดเสมอว่าแลนดี้ โฮม เหมือนเป็นสปริงบอร์ดให้ลูกๆ ได้เรียนรู้การทำธุรกิจ และต่อยอดไปทำในสิ่งที่รัก แต่พอได้ยินคุณพ่อบอกว่า ที่บริษัทแผนกการตลาดและฝ่ายออกแบบลาออกยกทีม นุ่นเลยตัดสินใจเข้ามารับหน้าที่ตรงนี้”    

บททดสอบสุดหินที่ต้องพิชิต        

“นุ่นเข้ามาฟอร์มทีมใหม่ทั้งหมด ข้อดี คือ ทำให้นุ่นได้มีโอกาสคัดเลือกทีมงานที่มีดีเอ็นเอเหมือนกันจริงๆ ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา 5 ปี เราอยู่กันแบบพี่น้อง ตั้งแต่วันแรกที่นุ่นเข้ามาทำงานที่แลนดี้ โฮม เป้าหมายของนุ่นไม่เคยเปลี่ยน คือ ‘เราต้องนำคู่แข่งด้วยความทันสมัย’ อาจเพราะเราเติบโตมาแบบสายอาร์ต พอเข้ามาทำงาน นุ่นเริ่มปรับภาพลักษณ์ให้ดูเรียบหรู เข้าถึงได้ พร้อมสร้างมิติใหม่ให้วงการรับสร้างบ้าน ด้วยการปรับปรุงออฟฟิศ โชว์รูม ยูนิฟอร์มของพนักงาน และเว็บไซต์ ให้ดูทันสมัย

“ทุกวันนี้ แลนดี้ โฮม มีแบบบ้านใหม่ๆ เยอะมาก เรียกว่าเราแทบจะออกแบบบ้านใหม่ตามปฏิทินแฟชั่นเลย เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นสปริง/ซัมเมอร์ หรือ ฟอล/วินเทอร์ หัวใจหลักในการออกแบบของเรา คือ ดีไซน์สวยงามไม่พอ แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานต้องครบครัน”

ก้าวต่อไปของแบรนด์เครื่องประดับ

5 ปีกับความทุ่มเทในการนำพาธุรกิจครอบครัวให้ก้าวไปอีกขั้น นุ่นไม่เคยเสียใจกับเส้นที่เลือกเดิน แม้เส้นทางนี้จะทำให้หนทางที่จะไปสู่ความฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์เครื่องประดับของตัวเองทอดยาวออกไป      

“แพสชั่นที่อยากจะสร้างแบรนด์ไม่เคยหายนะ แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเวลา ได้แต่ออกแบบทิ้งไว้ จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นุ่นคิดว่าถึงเวลาที่จะจริงจังสักที เริ่มนำแบบเครื่องประดับที่เคยออกแบบไว้มาผลิตจริง ใช้ชื่อแบรนด์ว่า เมซงมาจี (Maisonmagie) นุ่นตั้งใจทำเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน ที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ ใช้ตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ ทุกวันนี้ไม่ต้องซื้อเครื่องประดับอีกแล้ว เพราะออกแบบเอง ผลิตเอง ใส่เอง”

นุ่นโปรยยิ้มหวานอย่างอารมณ์ดีทิ้งท้ายถึงความฝันที่กำลังจะเป็นจริง

ข่าวอื่นๆ