นิษฐานิษฐ์ เจริญรัตนสกุล สาวเก่งผู้บริหารธุรกิจได้หลากหลาย

วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 11:06 น.
นิษฐานิษฐ์ เจริญรัตนสกุล สาวเก่งผู้บริหารธุรกิจได้หลากหลาย
เรื่อง ภาดนุ

เบ๊าท์-นิษฐานิษฐ์ เจริญรัตนสกุลวัย 33 ปี รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพศิริ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตสายไฟฟ้าหุ้มฉนวน ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งผู้หญิงเก่งยุคใหม่ที่สามารถบริหารธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ

“เดิมทีเบ๊าท์เรียนจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม แต่พอเรียนจบมาก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานประจำเลย เพราะแต่งงานซะก่อน เลยต้องมาช่วยสามีดูแลธุรกิจโรงงานผลิตสายไฟฟ้าหุ้มฉนวนแบรนด์ดูราเบิล (Durable) ซึ่งเป็นสายไฟฟ้าที่เดินตามเสาไฟฟ้าแรงสูง โดยแบรนด์ดูราเบิลนี้จะส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศไทยเลยค่ะ เราเปิดโรงงานทำธุรกิจนี้มาได้ 14 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะมาจดทะเบียนชื่อแบรนด์ดูราเบิลได้ประมาณ 6 ปี

เมื่อก่อนโรงงานของเราจะเป็นผู้รับผลิตสายไฟฟ้าหุ้มฉนวนให้กับบริษัทอื่นๆ ที่มาว่าจ้าง ซึ่งเขาจะนำไปติดยี่ห้อหรือติดแบรนด์ของเขาอีกที แต่ปัจจุบันนี้เราได้มีแบรนด์ของตัวเองแล้ว ซึ่งเป็นสายไฟฟ้าหุ้มฉนวนเส้นใหญ่ๆ ที่เดินตามท้องถนนทั่วไป และตอนนี้ก็กำลังจะผลิตสายไฟฟ้าหุ้มฉนวนสำหรับติดตั้งภายในอาคารด้วยค่ะ”

เบ๊าท์บอกว่า หน้าที่หลักๆ ในการทำงานของเธอมีตั้งแต่การติดต่อกับลูกค้าติดต่อกับโรงงานที่ผลิตวัสดุที่จะนำมาประกอบเป็นสายไฟฟ้าหุ้มฉนวน เช่น โรงงานผลิตทองแดง โรงงานผลิตอะลูมิเนียม โรงงานผลิตพีวีซีสำหรับทำสายไฟ และอื่นๆ

“ด้วยความที่โรงงานของเราเป็นโรงงานขนาดเล็ก หรือจะเรียกว่าเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีก็ได้ ดังนั้น จึงมีพนักงานแค่ 50 คนเท่านั้นซึ่งพนักงานจะทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนโดยเปลี่ยนกะกันทำ ส่วนใหญ่ลูกค้าของเราจะเป็นร้านขายวัสดุหรือร้านตัวแทนจำหน่ายที่สั่งสายไฟหุ้มฉนวนไปขายอีกทีหนึ่ง จากนั้นผู้นำหมู่บ้านหรือคนในชุมชนต่างๆ ตามต่างจังหวัดก็จะมาซื้อสินค้าต่อจากร้านตัวแทนจำหน่ายอีกที

โรงงานนี้เป็นธุรกิจที่สามีเบ๊าท์ตั้งขึ้นมาเมื่อ 14 ปีก่อน พอแต่งงานกันเราก็เข้ามาช่วยสามีดูแลบริหารงาน โดยมีหน้าที่หลักคือติดต่อกับลูกค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ๆ อาทิ ร้านสมบูรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสายไฟฟ้ารายใหญ่ของภาคอีสาน ถ้าเป็นแถบกรุงเทพฯ และภาคกลางก็จะมีร้านชัยเจริญการไฟฟ้า เป็นร้านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ เป็นต้น

เบ๊าท์ว่าการที่เราเป็นผู้หญิงแล้วต้องมาดูแลบริหารงานในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการคุมคนงาน หรือพนักงานในโรงงาน มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเบ๊าท์เลย เพราะจะมีหัวหน้างานอีกระดับหนึ่งที่รับคำสั่งต่อจากเราอีกทีคอยรับช่วงต่อ ยกเว้นในกรณีที่มีปัญหาใหญ่จริงๆ ซึ่งหัวหน้างานเหล่านี้ตัดสินใจแทนเราไม่ได้ เบ๊าท์ก็จะลงไปเคลียร์ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเองค่ะ”

ผู้บริหารสาวบอกว่า อุปสรรคที่พบเจอในตอนนี้ก็คือ ปัญหาในเรื่องราคาสินค้า เนื่องจากในตลาดปัจจุบันนี้มีการแข่งขันกันขายสินค้าประเภทสายไฟฟ้าและสายเคเบิลกันสูงมาก จึงอาจทำให้ต้องลดราคาเพื่อขายแข่งกัน จนบางครั้งได้เงินเท่าทุนหรือขาดทุนกันเลยทีเดียว

“สินค้าหรือวัสดุบางอย่างเราสามารถลดราคาสู้ได้ก็จริง แต่บางอย่างเราก็ต้องยอมให้คู่แข่งลดราคาไป เพราะเราลดไปกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ เช่น สายไฟฟ้าที่ไส้ในทำด้วยอะลูมิเนียมและหุ้มด้วยฉนวนพีวีซี ส่วนใหญ่จะส่งขายตามภูมิภาคหรือตามต่างจังหวัด ซึ่งสินค้าตัวนี้ลดราคาสู้กันน่าดูเลยละ เราก็สู้เท่าที่เราไหว แต่เราจะไม่ยอมลดมาตรฐานหรือลดคุณภาพของสินค้าลงไปแน่นอน บางโรงงานเขาขายถูกได้ เพราะอาจจะลดต้นทุนวัสดุลง แต่ก็อาจทำให้คุณภาพของสายไฟฟ้าไม่ทนทาน และใช้ได้ไม่นานเท่าที่ควรจะเป็น”

เบ๊าท์บอกว่า สำหรับสายไฟฟ้าแบรนด์ดูราเบิลนั้น อย่างที่บอกคือจะไม่มีการลดคุณภาพวัสดุเพื่อลดราคาสู้กับเจ้าอื่นเด็ดขาดเพราะเธอและสามีตั้งใจสร้างแบรนด์นี้มาถึง 6 ปีเต็ม และตอนนี้ลูกค้าก็เริ่มรู้จักดูราเบิลกันเยอะแล้ว ดังนั้นจึงต้องคงคุณภาพและราคาไว้เหมือนเดิมต่อไป

“เวลามีลูกค้าหรือตัวแทนจำหน่ายมาสั่งซื้อสินค้าทุกครั้ง เบ๊าท์จะบอกให้ลูกค้าตรวจสอบในเรื่องของคุณภาพก่อนเป็นอันดับแรกเลย แล้วเราก็จะชี้แจงว่าการนำสินค้าไปขายต่อควรขายด้วยคุณภาพเป็นสำคัญ ราคาต้องมาเป็นรอง เพราะหากคนซื้อใช้ไปนานๆ เรื่องความทนทานของสายไฟฟ้านั้นจะเป็นตัวบ่งบอกถึงผลลัพธ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นเอง สายไฟฟ้าหุ้มฉนวนส่วนใหญ่จะขายกันเป็นม้วน ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ม้วนละ 500 เมตร 700 เมตร 1,000 เมตร หรือ 2,000 เมตร ราคาจะเริ่มที่เมตรละ 7 บาท ส่วนสายไฟที่ราคาแพงสุดจะเริ่มที่เมตรละ 30 บาท

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่ผู้หญิงจะเข้ามาบริหารงานที่ผู้ชายควรจะบริหารมากกว่า แต่สำหรับเบ๊าท์แล้วคิดว่าถ้าตัวเรามีความสามารถจริง เราต้องบริหารงานที่หลากหลายได้ ซึ่งที่ผ่านมาเบ๊าท์ก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว และมันเป็นธุรกิจที่น่าจะยั่งยืนต่อไป คือเราเริ่มจากกิจการเล็กๆ ที่มีลูกน้องแค่ไม่ถึง 10 คน พอมาถึงวันนี้ที่มีลูกน้องเพิ่มขึ้นเป็น 50 คนได้ ก็รู้สึกภูมิใจที่ธุรกิจค่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ ค่ะ

ในอนาคตเบ๊าท์และสามีคิดกันไว้ว่าเราจะขยายโรงงานเพิ่มขึ้นด้วย อาจจะมีการผลิตสินค้าให้ครบวงจรในเรื่องสายไฟฟ้าไปเลย และแน่นอนว่ายังคงรับผลิตสายไฟฟ้าให้กับโรงงานอื่นๆ ด้วย ซึ่งธุรกิจนี้มันสามารถแตกย่อยไปได้อีกหลายไลน์ และเรายังสามารถทำกำไรจากมันได้ แต่ก็ต้องดูราคาของวัสดุในขณะนั้นด้วย เช่น ทองแดง ถ้าเราซื้อมาผลิตสายไฟฟ้าตอนที่ราคาทองแดงแพงก็จะได้กำไรน้อยลง ฉะนั้นการบริหารงานของเราจำเป็นต้องหูไวตาไวต้องดูตลาดโลกด้วยว่าราคาวัสดุเหล่านี้ราคาขึ้นหรือราคาลงอยู่ในขณะนี้”

เบ๊าท์เสริมว่า หน้าที่ของเธอคือการบริหารจัดการก็จริง แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องเครื่องจักรในโรงงานเสียขึ้นมา ก็คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของสามีในการเคลียร์ปัญหาต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี

“หลักในการบริหารธุรกิจของเราก็คือ ซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อลูกค้า ถ้าสินค้าที่ผลิตออกมาตรวจ สอบแล้วคุณภาพไม่ผ่าน เราก็จะผลิตใหม่ทันที เพราะหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจสำหรับเราคือ ต้องซื่อตรงและจริงใจ ลูกค้าต้องได้สินค้าคุณภาพดี เพราะหากลูกค้าได้ลองซื้อไปใช้แล้วพบว่าดีจริง พวกเขาก็จะกลับมาซื้อสินค้าของเราอีกแน่นอน นี่แหละคือความภาคภูมิใจของเรา”

ไม่เพียงแค่เป็นผู้บริหารในโรงงานเท่านั้น ด้วยความเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อีกพาร์ตหนึ่งของเธอก็คือการทำธุรกิจสกินแคร์แบรนด์ บี แอนด์ แอล (B&L) ซึ่งมีทั้งสบู่ ครีมกันแดด โลชั่นทาผิว และล่าสุดเซรั่มบำรุงผิวหน้า แบรนด์ของตัวเองควบคู่ไปด้วย

“ที่จริงแล้วเบ๊าท์เริ่มทำธุรกิจสกินแคร์มาตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีก่อนหน้านู้นแล้วค่ะ โดยผลิตภัณฑ์บีแอนด์แอลนี้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นผู้คิดค้นส่วนผสมของสกินแคร์และเป็นที่ปรึกษาให้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้ผ่านขั้นตอนการทดลองและตรวจสอบคุณภาพจากห้องแล็บมาแล้ว ที่สำคัญได้ผ่านการตรวจสอบจาก อย.เรียบร้อยแล้วด้วยค่ะ

ในช่วง 10 กว่าปีก่อนหน้านู้น ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ยังไม่มีการขายบนออนไลน์เหมือนในยุคนี้ ส่วนใหญ่จะมีการวางขายตามหน้าร้าน เพื่อนบอกต่อเพื่อน หรือแนะนำกันใช้แบบปากต่อปากมากกว่า กลุ่มลูกค้าของแบรนด์จะเป็นผู้หญิงวัย 20 ปีขึ้นไปหรือวัยเริ่มทำงานซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศเลย เพราะแบรนด์ของเราเน้นตลาดกลุ่มแมสเป็นหลัก จึงมีฐานลูกค้าที่กว้างพอสมควร ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้ ส่วนมากก็มักจะกลับมาซื้อซ้ำอยู่ตลอด

ล่าสุดเราก็เริ่มวางขายผลิตภัณฑ์บีแอนด์แอลบนออนไลน์แล้ว โดยเริ่มอย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา แม้จะดูเริ่มช้าไปสักนิด แต่เบ๊าท์คิดว่าตลาดสกินแคร์น่าจะเติบโตไปได้อีก โดยเราจะขายผ่านหน้า Page FB : B&L Cosmetic Thailand บวกกับฐานลูกค้าเดิมแบบออฟไลน์ที่ขายตามหน้าร้านที่มีอยู่ คาดว่าธุรกิจนี้ก็น่าจะไปต่อได้”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอจะเริ่มขยายตลาดผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย เช่น ลาว ซึ่งตอนนี้ชาวลาวเองก็เริ่มรู้จักแบรนด์บีแอนด์แอลเพิ่มขึ้นแล้ว โดยจะมีการทำสื่อโฆษณาควบคู่ไปด้วย ส่วนในเมืองไทยก็เตรียมผลักดันธุรกิจทางด้านออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นต่อไป