มาร์เชลโล่ สกอนญามิลิโอ ทำให้สุดแล้ว สุขในจุดที่ยืน

  • วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 12:01 น.

มาร์เชลโล่ สกอนญามิลิโอ ทำให้สุดแล้ว สุขในจุดที่ยืน

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ใครที่เป็นแฟนอาหารอิตาเลียน ถ้ามีโอกาสอย่าพลาดแวะเวียนไปชิมฝีมือของเชฟมาร์เชลโล่ สกอนญามิลิโอ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “เชาว์ เทอร์เรซซ่า” แห่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เพราะเชฟหนุ่มที่ยามถ่ายรูปอาจดูนิ่งๆ แต่ภายใต้ลุคที่ดูขี้เล่นตามประสาเชฟหนุ่มวัย 20 กว่าๆ กลับมีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจให้ค้นหา โดยเฉพาะฝีมือและแพสชั่นอันแรงกล้า ถึงขั้นตั้งเป้าให้ตัวเองว่า ภายใน 2 ปี จะพาให้เชาว์ เทอร์เรซซ่า ขึ้นแท่นร้านอาหารอิตาเลียนที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ให้ได้

ได้ยินแบบนี้ หลายคนคงอยากทำความรู้จักเชฟหนุ่มคนนี้มาขึ้นอีกนิด ว่าเป็นใครมาจากไหน ถึงกล้าหาญตั้งเป้ากดดันตัวเองแบบนี้ ก่อนที่เชฟมาร์เชลโล่ ในวัย 26 ปี จะขึ้นมาสวมบทบาทหัวหน้าเชฟที่ เชาว์ เทอร์เรซซ่า เขาสั่งสมประสบการณ์ในวงการอาหารมาไม่น้อย เดินทางมาแล้วทั่วโลก เคยร่วมงานกับเชฟมิชลินสตาร์มาแล้วมากมาย

เชฟมาร์เชลโล่ เป็นชาวเมืองนาโปลี เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศาสตร์การทำอาหารได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีอาหารซิกเนเจอร์ประจำเมือง คือ พิซซ่าสไตล์นาโปลี

“ผมโตมากับคุณยายที่หลงรักในการทำอาหาร แถมยังชอบชักชวนเพื่อนฝูงมากินอาหารที่บ้าน ตั้งแต่เล็กจนโตผมกินอาหารฝีมือคุณยายมาตลอด และค่อยๆ ซึมซับฝีมือการทำอาหารของคุณยาย จนวันหนึ่งเริ่มคิดว่าทำไมไม่นำการทำอาหารที่ผมและคุณยายรักมาทำเป็นอาชีพซะเลย”

เชฟมาร์เชลโล่เปิดฉากเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความรักในการทำอาหาร พร้อมบรรยายถึงอาหารประจำบ้านเกิด อย่างพิซซ่าสไตล์นาโปลี

“ที่นาโปลี พิซซ่าก็เทียบชั้นได้กับต้มยำกุ้งของไทย ไปที่ไหนก็มี เอกลักษณ์ของพิซซ่านาโปลี คือ อบในเตาอิฐใช้ฟืนแบบโบราณ ทำให้นอกจากจะได้สัมผัสความเกรียมบนเนื้อแป้ง ยังมีกลิ่นหอมของควันฟืน”

หลังจากพาหิวไปกับความพิเศษของพิซซ่าพอให้น้ำย่อยทำงาน เชฟมาร์เชลโล่ย้อนกลับมาคุยถึงเส้นทางการเป็นเชฟอีกครั้งว่า หลังจากตกลงปลงใจว่าจะเอาดีในการเป็นเชฟ เขาตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนสอนทำอาหาร และเริ่มไปฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์นอกห้องเรียน และเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการทำอาหาร ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับเชฟมากฝีมือมากมาย ก่อนจะได้รับโอกาสครั้งสำคัญให้มาร่วมงานกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

“ผมทำงานที่มัลดีฟส์ได้ 6 เดือน ตอนที่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมาร่วมงานกับแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ผมตัดสินใจไม่ยากเลย เพราะผมรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่นี่ 2 เดือนผมก็เพิ่งเดินทางมาพักผ่อนที่เมืองไทย ผมชอบอาหารไทย โดยเฉพาะสตรีทฟู้ด ชอบมาก” เชฟหนุ่มบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี

ด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 30 ปี กับบทบาทหัวหน้าห้องครัว ในฐานะเชฟหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เขายอมรับตามตรงว่า ท้าทายไม่น้อย เพราะด้วยวัยของเขา อาจต้องอาศัยเวลาเพื่อพิสูจน์ฝีมือ แต่เขาเชื่อว่า เขาจะสามารถทำให้ห้องอาหารอิตาเลียนแห่งนี้กลายเป็นห้องอาหารที่ลูกค้า สามารถสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารอิตาเลียนโฮมเมดสูตรต้นตำรับที่ไม่เหมือนใครได้อย่างแน่นอน

“เอกลักษณ์ในการทำอาหารของผมคือ นอกจากรสชาติอาหารจะถูกปากแล้ว หน้าตาของอาหารทุกจานต้องสวยงาม นอกจากนี้ผมยังให้ความสำคัญกับเรื่องการคัดเลือกวัตถุดิบ ใส่ใจในกรรมวิธีการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ผมไม่เชื่อในเรื่องโชค แต่เชื่อว่าถ้าผมอยากได้อะไร ผมต้องทำอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ผมอาจต้องใช้ความพยายามเป็น 2 เท่า ผมอาจจะไม่ใช่คนที่โชคดีที่สุด แต่เวลาผมทำอะไรผมทำเต็มที่ที่สุด”

จนถึงวันนี้เชฟมาร์เชลโล่ ย้ำว่า เขายังไม่ได้ประสบความสำเร็จ เส้นทางที่เขายังต้องก้าวเดินต่อไปยังอีกยาวไกล

“ผมหวังจะเติบโตในสายงาน ส่วนฝันถึงจะเป็นมิชลินสตาร์มั้ย อนาคตผมอาจจะทำได้ (ยิ้ม) แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายอันดับต้นๆ ของผม และการเป็นมิชลินสตาร์ก็ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายในชีวิต เสน่ห์ของการเป็นเชฟสำหรับผม คือ การได้ทำให้คนอื่นมีความสุข เวลาทำอาหาร ผมจะจินตนาการถึงใครบางคนที่ผมรักและทำอย่างตั้งใจเพื่อให้เขามีความสุข ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ผมมีความสุขทุกครั้งที่เข้าครัว”

แม้จะดูขี้เล่น แต่แววตาที่จริงจังยามที่เชฟบอกเล่าถึงความสุขของการเป็นเชฟ ทำให้สัมผัสได้ว่า เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ และไม่แปลกที่เขาจะหาคำตอบในคำถามสุดท้ายไม่ได้ว่า ถ้าวันนี้คุณไม่เป็นเชฟ จะทำอาชีพอะไร?

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ