นิดา วงศ์พันเลิศ จิ๊กซอว์งานบริหารคือพนักงานที่ดี

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:15 น.
นิดา วงศ์พันเลิศ จิ๊กซอว์งานบริหารคือพนักงานที่ดี
เรื่อง กองทรัพย์, จีราวัฒน์ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เด็กสาวที่หลงใหลในตัวเลข ชอบการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล บวกกับการเติบโตมาในครอบครัววิศวกร แน็ตตี้-นิดา วงศ์พันเลิศ วัย 25 ปี ทายาทธุรกิจเจ้าของโรงแรม 137 Pillars เธอพกความรักและความถนัดไปที่มหาวิทยาลัยซึ่งเข้มข้นด้านวิทยาศาสตร์ในกลางเมืองบริสตอล (University of Bristol) สหราชอาณาจักร และคว้าปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะคว้าปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) มาครอง

ความคิดแรกที่ไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เพราะมุ่งหวังจะกลับมาดูแลธุรกิจสิ่งทอของครอบครัว แต่ทันทีที่เธอกลับมา ความนิยมของโรงแรม 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ เชียงใหม่ (137 Pillars House Chiang Mai) อีกหนึ่งธุรกิจของครอบครัวสยายปีกมาถึงกรุงเทพฯ งานแรกของเธอจึงไม่ใช่การเข้าไปดูแลโรงงานทอผ้า แต่กลายเป็นผู้จัดการโครงการ 137 พิลลาร์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) โรงแรมในเครือแห่งใหม่ใจกลางซอยสุขุมวิท 39

เมื่อเป้าหมายเปลี่ยนไป โรงงานกลายเป็นโรงแรม และเมื่อเป้าหมายอยู่ตรงหน้าแล้ว สาววิศวะอย่างแน็ตตี้ก็พร้อมที่จะพัฒนาโรงแรมให้ก้าวไปสู่อันดับ 1 ในเอเชียให้ได้ และกว่าจะไปถึงตรงนั้น ทายาทสาวต้องเริ่มเรียนรู้งานเหมือนพนักงานทั่วไป

"หลังจากเรียนจบก็เข้ามาทำงาน ที่นี่เลย ตอนนั้นทางครอบครัวอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงแรมสาขากรุงเทพฯ อยู่ เราวางคอนเซ็ปต์ให้เป็นลักซ์ชัวรี่โฮเต็ล 7 ชั้น แน็ตตี้ก็เข้ามาดูแลการก่อสร้าง เพราะจบวิศวกรรมมา คุณพ่อเห็นว่าเหมาะสม เลยให้มาดูแลในด้านโปรเจกต์แมเนจเมนต์ บริหารจัดการด้านงานผู้รับเหมา การตกแต่งภายใน ดู ฟังก์ชั่นต่างๆ ตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือดูแลทุกอย่างของการก่อสร้าง จนกระทั่งเปิดโรงแรมอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว

พอเปิดโรงแรมมาได้เกือบปี แน็ตตี้ก็ย้ายมาทำงานที่แผนกเซลแอนด์มาร์เก็ตติ้ง เพราะมองว่าการขายก็สำคัญไม่แพ้การลงทุนก่อสร้าง ยิ่งหากในอนาคตที่เราจะต้องขึ้นมาเป็นเจ้าของ แน็ตตี้มองว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้สายงานด้านอื่นๆ ให้เข้าใจลึกซึ้ง ซึ่งงานรับเหมากับงานเซลแตกต่างกันมาก หลังจากมาดูด้านขายทำให้รู้ความต้องการของลูกค้า ซึ่งความรู้เหล่านี้สามารถเอาไปพัฒนากับโรงแรมอื่นๆ ในอนาคตได้ ก่อนที่เราจะได้เป็นเจ้าของจริงๆ จึงอยากเห็นทุกแผนกให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้เข้าใจธุรกิจนี้"

นิดา บอกว่า หากมองแบบผิวเผินโรงแรมคืองานบริการ แต่เมื่อได้เข้ามาคลุกคลีและเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมนี้แล้ว จะเห็นว่าแท้จริงแล้วงานบริการเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการจะพาโรงแรมหนึ่งแห่งไปสู่ความเป็นเลิศ ต้องอาศัยทุกองค์ประกอบของทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องอาหาร การขาย การทำประชาสัมพันธ์ การจัดการทรัพยากรบุคคล หรือการจัดการด้านการเงิน เธอบอกว่าในมุมมองการเป็นเจ้าของต้องสามารถนำพาบุคลากรทั้งหมดมองภาพและเป้าหมายเหมือนกับที่เธอมอง ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นพนักงานก่อนเพื่อจะเข้าใจปัญหาทีละส่วน ก่อนนำมาประกอบให้เป็นภาพโรงแรมที่สวยงาม

"แน่นอนว่าช่วงแรกขาดความมั่นใจอยู่เหมือนกันค่ะ สร้างมาแล้วจะขายได้ไหม ไหนจะความกังวลเรื่องคู่แข่ง แต่หลังจากที่ฟังหัวหน้าชาวฮ่องกงที่ร่วมสร้างโรงแรมมาด้วยกันพูดว่า 'ถ้าเราไม่เชื่อสิ่งที่กำลังสร้างอยู่ ก็ไม่ต้องสร้าง' ประโยคนี้ทำให้เปลี่ยนความคิดและเริ่มสนุกกับงาน พร้อมกับค่อยๆ ปรับตัว เพราะในตอนเริ่มโปรเจกต์มีทีมงานแค่ 7 คนเท่านั้น แต่พอเริ่มเซตระบบโรงแรม ใกล้เปิดบรรยากาศการทำงานก็คึกคักมากขึ้น เปลี่ยนเป็นระบบมากขึ้น คนที่เข้ามาเริ่มหลากหลาย ทั้งความรู้และประสบการณ์

ส่วนตัวไม่อยากให้คนมองหรือติดภาพว่าเป็นลูกสาวเจ้าของกิจการ จึงเรียนรู้ที่จะรับฟังและให้ความเป็นกันเองให้มากที่สุด เพื่อดึงศักยภาพในการทำงานของบุคลากรเหล่านั้นออกมาสู่เป้าหมายที่โรงแรมตั้งไว้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในการทำงานไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ให้ช่วยกันแก้ไขแทนที่จะขยายปัญหา และสิ่งสำคัญคือพร้อมใจกันเดินหน้าต่อ

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริหารในสไตล์ของแน็ตตี้ คือการทดลองและเรียนรู้เองในทุกๆ แผนก เพราะนั่นจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเข้าใจธุรกิจที่ทำอยู่ และสามารถจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน คำว่าพิสูจน์มันอาจจะไม่ใช่ตัววัดผลงานในตัวของแน็ตตี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่ว่าเราทำงานไปเรื่อยๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่งคุณพ่อบอกว่าผ่านข้อสอบนี้แล้ว คุณไปเป็นเจ้าของได้แล้ว ไม่ได้ต้องการแบบนั้น แน็ตตี้ว่าเวลามันจะมาถึงเอง ซึ่งเราเองก็จะต้องรู้ตัวเองด้วย เพราะตอนนี้ประสบการณ์ยังไม่มากพอที่จะไปเป็นเจ้าของได้จริงๆ ต้องรอเวลา รอจังหวะ รอความรู้สึกด้วยว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อม

ที่สำคัญคือคนที่ร่วมงานกับเราเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เราทำ เพราะเมื่อเวลาและโอกาส ตลอดจนประสบการณ์ต่างๆ ที่สั่งสม รวมถึงความเห็นของคนในครอบครัว จะตอบเองว่าเราพร้อมกับตำแหน่งผู้บริหารหรือยัง ซึ่งตอนนี้แน็ตตี้ยังต้องเรียนรู้และพัฒนาไปสักระยะเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม อาจจะต้องหาประสบการณ์ด้วยการไปเรียนด้านการบริหารจัดการโรงแรมเพิ่มเติมด้วย ตอนนี้เรา 25 ถ้าเรียนปริญญาโทอีก 1 ใบก็น่าจะ 27 แล้วทำงานต่อสัก 3 ปี อายุก็น่าจะประมาณ 30 ค่อยขึ้นไปอยู่ตำแหน่งนั้น อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงสุด แต่อาจจะเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น แต่เป้าหมายก็คือดูแลกิจการโรงแรมของที่บ้านต่อ" แน็ตตี้ อธิบาย

ย้อนกลับมาถามว่า ครอบครัววงศ์พันเลิศมีบทบาทในการชี้แนะหรือตัดสินใจในชีวิตเธอมากน้อยแค่ไหน แน็ตตี้ เล่าว่า โดยส่วนตัวแน็ตตี้จะไม่ค่อยปรึกษาหรือระบายเรื่องงานกับคุณพ่อสักเท่าไหร่ นั่นเพราะความไว้ใจที่มีต่อกันตลอดมา

"ครอบครัวโดยเฉพาะคุณพ่อจะให้อิสระในการตัดสินใจ ให้เกียรติลูกได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ยกตัวอย่างการปล่อยให้เลือกเรียนและใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานถึง 4 ปี ซึ่งนอกจากความรู้ที่ได้มายังส่งผลทางด้านความคิด การตัดสินใจ และความมั่นใจในตัวเอง อย่างการคิด คอนเซ็ปต์โรงแรมเป็นบูทีค ลักซ์ชัวรี่ การขาย รวมทั้งการแก้ปัญหาต่างๆ"

แม้ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารงานภายในโรงแรม แต่อีกมุมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการบริหารเวลาให้ตัวเอง "การบาลานซ์สำหรับแน็ตตี้มีอยู่ 3 อย่างคือ สุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสุข ซึ่งความสุขอาจมาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการดูซีรี่ส์เกาหลี เล่นกีฬา เล่นดนตรี ออกไปเที่ยว หรือหางานอดิเรกที่ชอบทำ ทุกอย่างมีความหมายหมด เมื่อเรามีความสุขงานที่จะทำออกมามันก็จะมีประสิทธิภาพ ต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าไม่รู้จักบาลานซ์งานก็จะไม่มีประสิทธิภาพ โชคดีที่ไลฟ์สไตล์ของเราค่อนข้างหลากหลาย ทำให้รู้ลิมิตในการทำงานของตัวเอง"

ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่า กับการเข้ามาชิมลางการบริหารงานในด้านต่างๆ ของโรงแรม แม้จะพัฒนาความรู้ความสามารถไปอีกขั้น แต่แน็ตตี้กลับยอมรับว่าการทำงานด้านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นหากมีโอกาสเธอจึงอยากที่จะศึกษาต่อทางด้านการโรงแรมที่เน้นเรื่องการลงทุนโดยตรง และในอนาคตอันใกล้นี้เธออาจย้ายเข้ามาดูส่วนของโอเปอเรชั่น เพราะการสร้างโรงแรม การขายโรงแรม และการรันโรงแรม มีรายละเอียดที่แตกต่างกันซึ่งมีความสำคัญมาก

เป้าหมายหลักในการทำงานของ นิดา คือ การพาโรงแรมให้เป็นที่ 1 ของเอเชียด้านลักซ์ชัวรี่บูทีค โฮเต็ล คือโรงแรมขนาดเล็กที่เจาะกลุ่มตลาดบน ซึ่งโรงแรม 137 พิลลาร์ส เฮ้าส์ เชียงใหม่ ได้รับรางวัลการโหวตให้เป็นที่ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแล้ว 2 ปีซ้อน และนี่คือโอกาสทองที่จะพัฒนาโรงแรมทั้งสาขาภูเก็ตและกรุงเทพฯ เพื่อเป็นที่ 1 ด้วยหวังว่าโรงแรม 137 พิลลาร์ส จะได้เป็นหนึ่งโรงแรมที่จะนำเสนอประเทศไทยในฐานะที่เป็นหนึ่งของเอเชีย n

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต