ธีริศรา อัศวนิเวศน์ ธุรกิจอสังหา วันนี้ไม่มีคำว่าฟลุก

  • วันที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 11:20 น.

ธีริศรา อัศวนิเวศน์ ธุรกิจอสังหา วันนี้ไม่มีคำว่าฟลุก

สาวสวยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส รูปร่างเล็กแต่เป็นเล็กพริกขี้หนู แถมเป็นคุณหนูสู้งาน แพร-ธีริศรา

อัศวนิเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการ Asava Property Group ธุรกิจครอบครัวด้านอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการบ้านเดี่ยว THE PAVILLA

ด้วยวัยเพียง 25 ปีที่เธอสามารถบุกเบิกและก่อตั้งโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคา 25 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการทั้งสิ้น 600 ล้านบาท โดยปลุกปั้นตั้งแต่พัฒนาพื้นที่ ออกแบบโครงการ ควบคุมการก่อสร้าง ดูแลเรื่องการขาย ตั้งแต่เริ่มจนจบโครงการด้วยตัวเอง จนสามารถขายโครงการในเฟสแรกหมดไปภายในเวลา 1 ปี และกำลังก่อสร้างและเปิดขาย

เฟสที่สองอยู่ในขณะนี้ พร้อมเตรียมจะเปิดโครงการต่อไปในปีหน้าและตั้งเป้าหมายขั้นต่ำไว้ที่ 1,000 ล้านบาท

โดยเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน อีกทั้งทางครอบครัวก็ไม่ได้ทำธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ครอบครัวของเธอทำธุรกิจผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์ระบบรักษาความปลอดภัยและน้ำยาแอร์ แต่คุณพ่อของเธอชอบสะสมที่ดิน ซื้อที่ดินสะสมไว้ 10 กว่าแปลง

เธอจึงขอที่ดินของคุณพ่อมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวเพื่อลูกค้าตลาดบน เริ่มราคาตั้งแต่ 25 ล้านบาทขึ้นไป โดยเธอบริหารจัดการเองคนเดียวทั้งหมด ยืมเงินลงทุนก้อนแรกจากคุณพ่อ โดยไม่กู้แบงก์แต่อย่างใด และสร้างบ้านจนเสร็จแล้วจึงขาย ไม่ใช่สร้างไปขายไป

“คือเรารู้ว่าเราเป็นโครงการใหม่ แพรก็หน้าใหม่ ทั้งแบงก์และลูกค้าอาจจะไม่เชื่อถือ เพราะเราไม่ได้อยู่ในธุรกิจนี้มาก่อน บ้านหลังละเกือบ 30 ล้านลูกค้าอาจไม่กล้าซื้อถ้าไม่เห็นบ้านก่อน แพรเลยตัดสินใจสร้างเสร็จแล้วค่อยขาย แล้วการที่ไม่ได้กู้แบงก์เลยใช้เงินสดของเราทั้งหมด ที่ดินก็เป็นของสะสมที่คุณพ่อซื้อไว้นานแล้ว ทำให้บ้านของเราทำราคาได้ดี เพราะเราไม่ได้เสียดอกเบี้ยต้นทุนเราถูกกว่า บนทำเลและพื้นที่ที่เท่ากัน บ้านเราราคาถูกกว่าอย่างแน่นอน” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

 

  

แล้วอะไรทำให้หญิงสาวอายุแค่ 23 ปีเศษๆ ในตอนนั้น (เริ่มโครงการเมื่อปี 2558) กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาด 600 ล้านบาท โดยไม่มีพื้นฐานและประสบการณ์มาก่อน แพร เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบมัธยมที่ Shrewsbury International School เธอก็ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษที่ Monkton Combe School, Bath, UK: As-Level แล้วกลับมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ อินเตอร์ ด้าน BBA บริหารธุรกิจด้านการเงิน ซึ่งเธอเรียนเร็วจึงจบปริญญาตรีเร็วกว่าเพื่อน 1 ปี ด้วยวัย 21 ปี

เธอเริ่มทำงานทันทีที่ McKinsey & Company (Consulting Analyst) บริษัทที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของโลก อยู่ 2 ปีกว่าไปทำงานที่มาเลเซียและฮ่องกง เป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้กับบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท ได้ทำโปรเจกต์กว่า 7 โปรเจกต์ กับแบงก์ชั้นนำทั้งในประเทศและนอกประเทศ จนรู้เรื่องการทำธุรกิจอยู่พอสมควร เพราะเธอทำงานหนักมาก เพื่อหวังจะมาสร้างธุรกิจของตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ เธอจึงทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่

จนมั่นใจว่าเก็บเพาะประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว ก็เกิดร้อนวิชาอยากเริ่มธุรกิจของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ เธอลุยกับงานเต็มที่จนเกิดโครงการบ้านเดี่ยว THE PAVILLA (Private Residences) เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และเธอเล่าว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัลต่างๆ ในการทำงานหลายรางวัล เช่น Global Business Case Competition by Washington University, Seattle, USA/1st  Runner-up: Belgrade International Business Case Competition, Belgrade, Serbia/Best Presenter Award at Belgrade International Case Competition, Belgrade, Serbia/1st Runner-up: Loreal Brandstorm, Bangkok, Thailand

เธอบอกว่าการมาทำธุรกิจครั้งแรกของเธอไม่ง่ายไม่มีคำว่าฟลุก เพราะปลายปี 2558 ที่เริ่มโครงการนั้น “เป็นปีที่มีความท้าทายสูง ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา และคู่แข่งรายใหญ่ที่ลงมาตัดราคาจัดโปรโมชั่นหนักมาก แต่ดีที่ตลาดกลุ่มเป้าหมายของเรานั้นเป็นผู้ซื้อที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองจริงๆ ไม่ใช่นักเก็งกำไร ก็เลยมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากสภาพเศรษฐกิจ ในเชิงระยะเวลาการตัดสินใจของลูกค้าที่นานขึ้น เลือกซื้อของ ดูและเปรียบเทียบมากขึ้น มากกว่าที่จะซื้อด้วยอีโมชั่น แต่ก็ปลุกตลาดเต็มที่ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ตอนนี้ยอดขายก็ 9 หลักแล้ว เกินคาดอยู่ แต่ก็เชื่อว่าน่าจะดีได้กว่านี้อีกถ้าเศรษฐกิจเอื้ออำนวย”

ตอนนี้เธอกำลังเตรียมงานสำหรับโครงการที่ 2 อาจจะทำบ้านที่ราคาถูกลง โดยพิจารณาจากที่ดินที่คุณพ่อเธอมี และสภาพแวดล้อมในย่านนั้น โดยจะสร้างเป็นแบรนด์น้องใหม่จับตลาดกลุ่มบีลงไปคือเอาความต้องการของตลาดในพื้นที่นั้นๆ นำ Potential Demand คือหาตลาดก่อนแล้วจึงสร้างบ้านมารองรับลูกค้าที่มองไว้

 

 

เธอเล่าว่าจากที่เป็นที่ปรึกษาผันตัวมาเป็นดีเวลอปเปอร์ ระบบการทำงานมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เริ่มจากมายด์เซตที่ต่างกัน

“ที่ปรึกษาจะเน้นการเอาข้อมูลเยอะๆ มาวิเคราะห์เพื่อวางกลยุทธ์ให้ลูกค้า แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถรอข้อมูลที่เพียงพอเพื่อแอ็กชั่น แต่ต้องเอาข้อมูลเท่าที่มี วิเคราะห์อย่างรวดเร็ว บวกกับสัญชาตญาณในการตัดสินใจต่างๆ การมองภาพกว้างขึ้นและการคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ รอบด้านมากขึ้น”

แม้งานจะหนักหนามากเพียงใดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เธอก็ยังแบ่งเวลาไปออกกำลังกายด้วยการเล่นสควอช เล่นดนตรีเพื่อคลายเครียด อ่านหนังสือที่ชอบคือ “My Life as A Coach” และ “The Strategist: Be the Leader Your Business Needs”

รวมทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยว หรือไปดูงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่จัดขึ้นมา และงานจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อดูนวัตกรรม ไอเดีย และโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งแบ่งเวลาไปเติมเต็มจิตใจด้วยการเข้าคอร์สสมาธิปฏิบัติธรรม และทำบุญ

“คติที่ใช้ในการทำงาน คืออย่ายอมแพ้ แม้จะเจองานยาก เพราะถ้าผ่านไปได้ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าน่าภูมิใจมาก และมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เมื่อเจออุปสรรคปัญหาก็เรียนรู้จากมัน เพราะมันจะทำให้เราเติบโต ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ มีแค่จะทำหรือจะท้อแค่นั้นเอง สำหรับแนวคิดในการทำงานก็คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือทีมงาน อะไรที่เราไม่ชอบอย่าทำกับคนอื่น เพราะในการทำงานนั้นคนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าบริหารคนได้ดีทุกอย่างก็จะราบรื่น เพราะคนเป็นปัญหาที่จัดการยากที่สุด”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ