เวิร์กกิ้งมัมสุดเปรี้ยว ไปรยา ลาภาโรจน์กิจ

วันที่ 02 พ.ย. 2560 เวลา 14:00 น.
เวิร์กกิ้งมัมสุดเปรี้ยว ไปรยา ลาภาโรจน์กิจ

ผู้บริหารหญิงเก่ง ไปรยา ลาภาโรจน์กิจ แห่งบริษัท เบนซ์ ภูเก็ต ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวใน จ.ภูเก็ต ดูแลพื้นที่การขายใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนอย่าง ภูเก็ต พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช และชุมพร ธุรกิจที่รับถ่ายทอดมาจากคุณพ่อของสามี (มนูศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ) ที่ดั้งเดิมเปิดให้บริการลูกค้าในนามกลุ่ม บริษัท บ้านชู กรุ๊ป ผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซูซูกิใน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้เข้ามารับช่วงดำเนินกิจการ และทำการปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่เพื่อความรวดเร็วและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการแก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

การเป็นผู้หญิงในวงการรถยนต์หาได้ยากมาก แต่สำหรับเธอการเป็นผู้หญิงไม่เป็นอุปสรรค ในฐานะที่เธอเป็นหนึ่งในสะใภ้ที่บริหารงานเคียงบ่าเคียงไหล่สามีมามากกว่า 16 ปี ไปรยาศึกษาจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และการโรงแรมที่โรงแรมโอเรียนเต็ล นอกจากเป็นดีลเลอร์จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ภูเก็ตแล้ว สามีของเธอยังเป็นดีลเลอร์โตโยต้าและนิสสันที่สงขลาและสตูล ฯลฯ อีกด้วย

ไปรยาปัจจุบันรั้งตำแหน่งกรรมการบริหารในกลุ่มธุรกิจมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ กลุ่มบริษัทบ้านซูซูกิ และมีบริษัทย่อยๆ อีกนับ 15 บริษัท ถือเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และกว้างขวางในภาคใต้ทีเดียว 

“นอกจากทำธุรกิจรถยนต์เรายังทำสนามกอล์ฟ เซาท์เทิร์น ฮิลล์ฯ ที่สงขลา เป็นธุรกิจบริการ และเรายังมีร้านจำหน่ายไวน์ ร้านกาแฟเปิดเพื่อเสริมธุรกิจหลัก สำหรับดิฉันการเป็นกรรมการผู้จัดการโตโยต้าที่สงขลา หน้าที่บริหารหนักไปทางโตโยต้า และรถเบนซ์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ขายดีมากๆ อาจเป็นเพราะการบริการหลังการขายเพราะลูกค้าซื้อรถราคาสูงแล้ว เราก็ต้องดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี นี่คือหัวใจหลักของการบริการ” ไปรยาบอกว่าธุรกิจรถยนต์เป็นการบริหารความต้องการของลูกค้า และบริการความต้องการของลูกน้องด้วย

ลูกน้องเฉพาะโตโยต้ามีเกือบ 600 คน แม้เป็นกรรมการบริหารแต่การบริหารลูกน้องเยอะขนาดนี้ แน่นอนต้องมีเรื่องจุกจิกเป็นธรรมดา

“ส่วนใหญ่เป็นการดูแลลูกน้องให้เขาทำงานแล้วเกิดความสุข ถ้าลูกน้องทำงานอย่างมีความสุขก็จะสามารถส่งผ่านความสุขนี้ไปที่ลูกค้าได้ เช่น ความจริงใจ ดิฉันจะเน้นย้ำกับลูกน้องให้บริการลูกค้าเหมือนเป็นญาติของเรา” อีกหนึ่งธุรกิจที่ไปรยามีความสุขมากๆ คือ การเปิดบริษัทอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ เพื่อซัพพอร์ตธุรกิจต่างๆ ของบริษัทให้ครบวงจรมากขึ้น

“คือสามีมีบริษัทหลักอยู่แล้ว ดิฉันเลยคิดเปิดบริษัทอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ ทำแล้วก็เกิดความสนุก คึกคัก เช่น รับจัดคอนเสิร์ตให้เด็กๆ ในมหาวิทยาลัย หรือสามีจัดงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ เราก็รับเป็นอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ในชื่อบริษัท ฟีนิกซ์ บรอดคาสติ้ง นอกจากนี้เรายังทำบริษัทขนส่งโลจิสติกส์ด้วย” ไม่เพียงทำธุรกิจครบวงจรรอบด้านแล้ว ไปรยายังเน้นการตอบแทนกลับคืนสู่สังคมด้วย 

 

 

“ดิฉันคิดว่าเมื่อเราเทค เราต้องกีฟด้วย เช่น มีน้ำท่วม หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้าน โครงการคล้ายๆ ธงฟ้าขายของในราคาพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าซื้อในราคาประหยัด เราก็ตระเวนจัดไปตามสาขาต่างๆ รวมทั้งไปทาสีให้โรงเรียน ซึ่งโครงการต่างๆ ดิฉันคิดเอง เรารู้สึกอยากตอบแทนคนใต้ และเราทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว และทำอย่างจริงจัง ฟีดแบ็กลูกค้าแฮปปี้รู้สึกดีกับแบรนด์นั้นคือทางอ้อม แต่ทางตรงที่เราได้คือเราได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงๆ”

ในฐานะที่เป็นภรรยาเจ้าของธุรกิจ สามีของเธอดูภาพรวมในการบริหารงาน รวมทั้งดูนโยบาย ค่าที่เป็นผู้หญิงที่นั่งในตำแหน่งนักบริหาร จะแตกต่างจากผู้ชายตรงผู้หญิงจะมีความละเอียดอ่อนที่มากกว่า ตลอดจนมีความเข้าอกเข้าใจไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือลูกน้องก็ตาม

“หากเราใช้ความจริงใจลูกค้าจะสัมผัสได้ แม้ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ย้ายไปเป็นสะใภ้แต่ไม่รู้สึกเหงา เพราะทั้งลูกค้าและลูกน้องเราเป็นเพื่อนกัน เวลาทำงานเรามีความสุข สนุกกับสิ่งที่เจอมุมมองการทำงานของแต่ละคน ดิฉันมองว่าทุกปัญหาแก้ไขได้ อย่าไปโมโหแล้วทุกอย่างก็จะผ่านไป”

หลักการทำงานอีกข้อที่ไปรยายึดมั่นตลอดคือ พยายามพัฒนาตนเองตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องทำตัวเองให้สดชื่นสดใส เรื่องการแต่งกายควรตามเทรนด์แฟชั่นเล็กน้อย ใครเห็นก็ชื่นตาชื่นใจ

“รถยนต์เป็นธุรกิจที่เคร่งขรึม พอเราเป็นผู้บริหารผู้หญิงการแต่งกายของดิฉันก็จะทำให้องค์กรเกิดความสดใส งานอดิเรกของดิฉันคือจัดดอกไม้ ดิฉันก็จะจัดดอกไม้ประดับโชว์รูมอย่างสวยงาม ดิฉันพยายามทำให้ความแข็งมีความเป็นโมเดิร์นและมีชีวิตชีวาขึ้น โชว์รูมก็ใช้วัสดุ กระจก พื้นไม้ มีเสียงน้ำตกทำให้บรรยากาศดูสบายๆ มากขึ้น อันนี้ล่ะคือข้อดีของการเป็นผู้หญิง

เวลาประชุมที่มีดิฉันประชุมด้วยก็จะมีความสดใสเพราะดิฉันเป็นคนสนุกสนาน ดิฉันไม่ใช่เจ้านายที่เคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา แม้สามีจะเป็นเจ้านายที่เอาจริงเอาจังกับงานมากเพราะเขาเป็นนาย แต่ดิฉันจะทำให้ทุกอย่างดูซอฟต์ลง พูดให้เกิดรอยยิ้ม ดิฉันคิดว่าในการทำงานจำเป็น เพราะจะทำให้การทำงานลื่นขึ้น ทำให้เกิดความไลฟ์ลี่ เพราะผู้ชายไม่เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกหรอก ดิฉันอยากดูแลลูกน้องแบบที่ลูกน้องเข้าถึงได้ และอยากดูแลลูกน้องอย่างดี”

ผู้หญิงเก่งคนนี้มีลูกน้องที่ต้องดูแลมากถึง 1,500 คนทุกบริษัทในเครือ หลักการทำงานของไปรยาอีกข้อคือ การกระจายอำนาจ

“ถัดจากดิฉันลงไปเป็นจีเอ็ม ให้เขาบริหารลูกน้องอีกทีหนึ่งเพราะเราเป็นบอร์ดบริหาร สามีก็มีบอร์ดบริหาร ซึ่งการกระจายอำนาจแบบนี้ในมุมมองของดิฉันจะทำให้ลูกน้องกล้าคิด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ กล้าที่จะล้มแล้วลุก คนเราต้องรู้จักการผิดพลาดแล้วต้องลุกมาทำให้ได้ ถ้ามีท้อก็มีดุบ้าง แต่หากดุต้องสุดๆ จริงๆ และสิ่งที่ดิฉันรับไม่ได้เลยคือ การโกง นอกนั้นปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้หมด

ดิฉันจะไม่ให้โอกาสคนโกง เพราะคนเคยโกงได้อะไรมาง่ายๆ จะติดเป็นนิสัย อย่างไรก็ไม่หาย นิสัยคนทุจริตแก้ไขไม่ได้ อันนี้คือเรื่องจริง ดิฉันอยากได้พนักงานแบบที่มีจิตวิทยาอีคิวดีๆ ในการบริหารในส่วนของระดับบริหาร ตรรกะดีๆ ไม่จำเป็นต้องเป๊ะมาก เขาจะมีจิตวิทยาในการช่วยบิ๊วคน แล้วเราจะมีคนที่รู้สึกตื่นตัวในการทำงาน กระตุ้น มีแรงผลักดัน จริงใจ จิตวิทยาดีๆ แล้วผลงานจะออกมาดี เหมือนเขาจะทำงานด้วยใจ เพราะมีแรงกระตุ้น” ส่วนลูกน้องแบบที่ไปรยาไม่อยากได้เลยคือ คนเฉื่อย นิ่งๆ ไม่ไหวติง ตำแหน่งบริหารรู้ทุกเรื่องแต่ไปต่อไม่ได้ เหมือนได้ทฤษฎีแต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ดี

“ดิฉันชอบคนกระตือรือร้น ลูกน้องดิฉันจะมองที่จุดดีของเขา แล้วเอาจุดดีของเขามาใช้ คนเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง สามีก็เลือกใช้ดิฉันในจุดที่ดิฉันเก่ง”

นอกจากรับบทบาทเป็นนักบริหาร ภรรยาแล้ว ไปรยายังเป็นคุณแม่ของลูกสาววัยกำลังโตเป็นสาวสวยถึง 2 คน วัย 15 และ 14 ปี ก็ต้องรู้จักแบ่งหน้าที่แต่ละหน้าที่ให้ดี

“โชคดีที่เรามีประธานบอร์ดช่วยบริหารงานอีกแรง แต่เวลามีการเจรจาระหว่างตัวแทนจำหน่ายด้วยกันดิฉันก็สามารถไปคุยได้ มันจะดูซอฟต์กว่า เพราะดิฉันจะใช้ความจริงใจกับทุกเรื่อง พยายามทำให้เต็มที่ หากไม่เป็นไปตามที่เราคิดก็ให้พยายามปล่อยวางบ้าง แล้วค่อยกลับมาแก้ให้ได้ แค่เรานิ่งสักนิดปัญหาจะคลี่คลาย หากมีปัญหามาเราควรหาทางแก้ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งบุคลิกนักบริหารแบบดิฉันอาจจะแตกต่างจากผู้ชาย เพราะดิฉันคิดว่าคำพูดเป็นนายเรา ดิฉันมักไม่มีคำพูดเจ็บๆ คันๆ ซึ่งอาจมีบ้างแต่เพื่อให้ลูกน้องกลับไปคิด แต่ดิฉันจะไม่นิยมใช้คำรุนแรง”

สำหรับการเลี้ยงลูก เวิร์กกิ้งมัมคนนี้เป็นคุณแม่ที่เข้าใจลูกในทุกเรื่อง เธอจึงเลี้ยงลูกให้เหมือนเพื่อน คอยปรับทุกข์ได้ทุกเรื่อง 

“ดิฉันเชื่อว่า เพื่อนคือทุกอย่างของเรา เราจะทุกข์หรือสุขก็เพราะเพื่อน การเป็นแม่ดิฉันจะเหมือนเป็นเพื่อนกับเขา ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น เขาจะได้กล้าพูด ลูกอยู่กับแม่ก็รู้สึกสนุกได้ ไม่ต้องพึ่งพาเพื่อนตลอดเวลา ด้วยวัยนี้อะไรก็เพื่อน จนเพื่อนๆ ของลูกสาวบอกว่า เขาอยากมีแม่อย่างยู เพราะดิฉันก็ดูตัวเล็ก ดิฉันพยายามแต่งตัวให้เทรนดี้ ฟังเพลงที่ลูกฟัง ลูกอยากร้องเพลง ดิฉันส่งให้เขาไปเรียนร้องเพลง หาสิ่งที่ดีให้เขา แต่เอาให้เขาร้องเพลงเพราะ รู้วิธีเปล่งเสียงที่ถูกต้องแค่นั้นพอ แต่คุณพ่อของเขาจะออกแนวเรียนเก่ง แต่ดิฉันอยากให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ตอนนี้ลูกสาวคนโตเล่นระนาดซึ่งดิฉันสนับสนุน เพราะระนาดเป็นศิลปวัฒนธรรมไทย

ดิฉันจะให้ลูกโฟกัสเรื่องมารยาทด้วย ควรพูดให้ไพเราะ ไม่ดูถูกคน โตขึ้นอย่าให้เขาเป็นภาระสังคมพอแล้ว อยากให้ลูกอยู่ในจุดที่เขาสามารถให้คนอื่นได้ อยากให้เขารู้จักการให้ แล้วเขาก็จะมีความสุข” นอกจากการหาวิธีทำให้ตัวเองหาความสุขจากเรื่องง่ายๆ รอบๆ ตัวแล้ว เธอยังสอนลูกเรื่องวิธีคิด ซึ่งเป็นหลักเดียวกับที่ไปรยาสอนลูกน้อง

“ลูกน้องก็เหมือนกัน ดิฉันจะสอนให้เขาใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ ดิฉันสอนลูกน้องว่า ทุกคนต้องการความสุข แล้วความสุขมาจากอะไร คือต้องมาจากแก่นแท้ภายในใจนั่นคือ ความสบายใจ สบายกาย พยายามสอนให้เขารู้จักการให้อภัย ที่บริษัทเรามีการบริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตและเลือดยังนำไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ได้อีกด้วย”