นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว นำคำสอนในหลวง ร.9 มาใช้ในการทำงาน

  • วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 14:00 น.

นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว นำคำสอนในหลวง ร.9 มาใช้ในการทำงาน

 

ทุกๆ สิ่งอย่างในโลกนี้ล้วนมีแบรนด์ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับจึงเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจการสร้างแบรนด์จึงเริ่มแพร่หลายในประเทศไทย และเขาคนนี้ก็มีจุดแข็งในการเสริมแบรนด์ให้แข็งแรงมั่นคง นันทวัฒน์ ชัยพรแก้ว ผู้ก่อตั้งบริษัท นวิน คอนซัลแตนท์ เขาเริ่มต้นการทำงานสายครีเอทีฟที่ Saatchi & Saatchi กรุงเทพฯ เมื่อปี 2002 ในตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์หนุ่มไฟแรง หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์มาได้ 3 ปีกว่า ในปี 2005 เขาก็เริ่มออกไปทำงานหาประสบการณ์เพื่อเรียนรู้การสร้างแบรนด์ในต่างประเทศ ทั้งในทวีปเอเชียและยุโรป ประเทศแรกที่ไปคือฮ่องกง กับบริษัท Y&R, Bartle Hergarty ลอนดอน ประเทศอังกฤษ, JWT โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, JVM ฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี, Walker ซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ Ogilvy เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ก่อนที่เขาจะกลับมาเป็นผู้บริหารที่ Saatchi & Saatchi กรุงเทพฯ อีกครั้งในปี 2014 ในตำแหน่ง Chief Creative Officer อยู่นานเกือบ 4 ปี ในชีวิตการทำงานของเขานั้นเคยได้รับรางวัลความคิดสร้างสรรค์จากหลากหลายเวทีประกวด อาทิ เช่น โกลด์คานส์ แม้เขาจะรู้สึกดีกับรางวัลที่ได้ แต่เขาก็ไม่เชื่อว่ารางวัลคือมาตรวัดความสำเร็จที่แท้จริง

หลังจากคร่ำหวอดในแวดวงโฆษณามานานถึง15 ปี และเมื่อกลางปี 2017 นี้เองเขาก็อยากจะเปลี่ยนสายงานจากทำโฆษณามาเปิดบริษัทของตัวเอง โดยเปิดบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ ครีเอทีฟ โซลูชั่น เพื่อยุคดิจิทัล NAWIN Consultant โดยเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัท YDM Thailand ด้วยแนวคิดการผนวกความคิดสร้างสรรค์ผสานเทคโนโลยี เพื่อพัฒนา Business Model ที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ให้กับลูกค้าในไทยและต่างประเทศ

เนื่องจากเขามองว่าผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดเล็กในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและตลาดการแข่งขันที่มุ่งเข้าสู่ตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง แล้วหลายองค์กรสะดุดกับปัญหาเพราะไม่รู้ว่าควรจะปรับตัวอย่างไร หรือควรจะใช้งบประมาณลงไปในส่วนไหน ซึ่งบริษัทที่รับให้คำปรึกษาทางธุรกิจในปัจจุบันมีแต่บริษัทขนาดใหญ่ และเป็นไปในบิซิเนสโมเดลที่คล้ายๆ กัน และต้องใช้งบมหาศาลสำหรับการแก้ไข

“ผมมีประสบการณ์ในธุรกิจเอเยนซีในสายงานด้านครีเอทีฟประสบการณ์กว่า 15 ปี ทำให้ได้เห็นบิซิเนสโมเดลในรูปแบบต่างๆ จนทำให้ตกผลึกในความคิดว่า จริงๆ แล้วทุกธุรกิจหรือทุกผลิตภัณฑ์ก่อนออกสู่ตลาดสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือเลนส์แห่งครีเอทีฟเข้าไปช่วยในการสร้างแบรนด์และแผนธุรกิจได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการการตลาดใน 4 รูปแบบ แต่ปัญหาคือผู้ประกอบการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และไม่มีผู้ให้บริการในรูปแบบนี้อย่างครบวงจรจึงเป็นที่มาของการเปิดตัวบริษัทนี้ขึ้นมา”

รูปแบบการให้บริการของบริษัท คือ การเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่ผนวกหลักการ Business Model Canvas ที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจเพื่อลงรายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญ คือ เพื่อจะรู้ว่าจะทำสินค้าอะไร ขายให้ใคร ทำอย่างไร และคุ้มค่าแค่ไหนทางการเงิน

รวมถึงหาแรงบันดาลใจในการทำสินค้าเพื่อมาต่อยอดมุมมองการทำกลยุทธ์ เพื่อหาโอกาสหรือตลาดทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งร่วมเป็นคู่คิดในการสร้างแบรนด์ โดยเขาจะนำประสบการณ์และสายสัมพันธ์ที่สั่งสมมาต่อยอดให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการได้อีกด้วย

กลุ่มเป้าหมายของบริษัท ก็คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เจ้าของธุรกิจที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ หรืออยากรีแบรนดิ้ง เพื่อต่อยอดธุรกิจให้ทันกับกระแสผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยมีแพ็กเกจให้บริการซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามสโคปงาน ซึ่งทางบริษัทจะเข้าไปรับบรีฟเพื่อฟังรูปแบบของธุรกิจ หาจุดอ่อนจุดแข็งที่จะเสริมหรือต้องปรับตัวในรูปแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจ การขยายไลน์ขยายตลาด

“บางคนอาจจะชินกับรูปแบบการทำธุรกิจเก่าๆ ให้คำแนะนำที่จะทำให้ลูกค้าตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการปรับภาพลักษณ์หรือเริ่มต้นขึ้นแบรนด์ใหม่ๆ และจุดแข็งอีกด้าน คือ เราเป็น Businness Partner กับบริษัทที่เชี่ยวชาญในการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งโซลูชั่นของเมืองไทย ที่ใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนลูกค้าได้อีกด้วย แล้วเรายังมีคอนเนกชั่นที่สั่งสมมานานจะช่วยแมชชิ่งคนเก่งๆ ในด้านต่างๆ มาช่วยจับคู่ให้ลูกค้าไปต่อยอดได้ในจังหวะที่เหมาะสมกับลูกค้าได้อีกด้วย”

แม้ในประเทศไทยจะมีบริษัทที่ปรึกษามานาน แต่ก็จะมีแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะมีศักยภาพในการจ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจ โดยอาจจะแยกย่อยไป เช่นที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาทางบุคลากร หรือที่ปรึกษาด้านการทำมาร์เก็ตติ้ง ในส่วนนี้จะดูแลเฉพาะแผนการตลาดที่เสร็จสมบูรณ์แล้วและไปต่อแค่การทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก ผ่านรูปแบบความถนัดของเอเยนซี เช่น ทำหนังโฆษณา ซื้อโฆษณา แต่สิ่งเหล่านี้เขามองว่าจะเป็นตอนปลายของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งบริการรูปแบบใหม่ที่ใช้ทั้งประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมต่างๆ จะมาช่วยส่งเสริมความต้องการของผู้ประกอบการ ทำให้มั่นใจได้ว่าเขาจะตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้

ในแง่ของการสร้างแบรนด์นั้น ก่อนที่ลูกค้าจะลุกมาสร้างแบรนด์หรือขึ้นมาทำโฆษณา ควรจะเข้าใจตัวตนในธุรกิจของตัวเองก่อนว่าจุดแข็งจุดอ่อนคืออะไร กลุ่มเป้าหมายของสินค้าคือใคร รู้เขารู้เราอย่างชัดเจนในธุรกิจของตัวเองก่อน ไม่ใช่ว่าจะคอยกังวลกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

“ปัญหาที่ลูกค้ามาหาเราก็คือส่วนใหญ่ตันไปต่อไม่ถูก เพราะทำการตลาดแบบเดิมๆ แล้วไม่ได้ผล โดนคู่แข่งตัดราคา หรือระบบดิจิทัลมาแล้วเขาปรับตัวตามไม่ทัน ไม่รู้จะไปต่ออย่างไรในยุคดิจิทัล”

นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์เป็นอาจารย์พิเศษ และเป็นกรรมการตัดสินความคิดสร้างสรรค์โฆษณา ทั้งในและต่างประเทศ เช่น London International Award, Adfest Thailand, Kamfan Hong kong, Kancil Award Malaysia , Adman Thailand

หลักการทำงานของเขานั้น มีแนวคิดว่าในการทำงานทุกอย่างต้องมีความเข้าใจในงานนั้นๆ อย่างแท้จริง มีกลยุทธ์ในการทำงานให้ถูกต้องตรงจุด ที่สำคัญต้องนำเสนอให้โดนใจลูกค้าอย่างแท้จริง ที่สำคัญก็คือเมื่อเจอปัญหาอุปสรรคต้องมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ทุกอย่างมีทางออกเสมอ หากเจอปัญหาให้ถอยออกมาตั้งหลัก ดูภาพกว้างทั้งหมดว่ามันเกิดมาจากอะไร แล้วค่อยแก้ปัญหาอีกครั้ง

นอกจากนี้ เขายังนำหลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแบบอย่างในการทำงาน นั่นก็คือพระองค์ท่านทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น อะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมพระองค์ท่านจะทำทันที จะทรงเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เวลาที่พระองค์ทำอะไรจะทรงศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งเชี่ยวชาญ ลงไปดูปัญหาถึงพื้นที่ แล้วลงมือทำจนไม่น่าจะเชื่อว่ามาจากพระองค์เพียงท่านเดียวถึง 4,600 โครงการ ที่สำคัญพระองค์ทรงมีเมตตาธรรมกับผู้อื่นเสมอ ทรงทุ่มเทกับงานทุกงานที่พระองค์ทรงทำ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ