‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก

วันที่ 24 ก.ย. 2560 เวลา 10:06 น.
‘เอาเด็กปกติมาแลกก็ไม่ยอม’ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล สายชิล ปั้นลูกออทิสติก
โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความแข็งแกร่งของ แม่ต่าย-วลัยพร สิริพูนผล วัย 42 ปี เปล่งประกายออกมาจากแววตาและน้ำเสียง ระหว่างบทสนทนาเนื้อหาชีวิตตลอด 17 ปี ที่มีลูกชายเป็นออทิสติก น้องเทย์เลอร์-ณัฐธัญ ธรรมกิจ หนุ่มอารมณ์ดีผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขผ่านเสียงเปียโน

แม่ต่ายหรือที่หลายคนรู้จักในนามเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีลูกเป็นเด็กออทิสติก พร้อมบอกเล่าแง่คิดของการเลี้ยงเด็กพิเศษ และแบ่งปันมุมมองที่สวยงามในชีวิตให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย

ทว่าก่อนถึงวันนี้ ก่อนเธอจะกลายเป็นแม่ต่ายสายชิลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุการณ์มากมายและสภาพจิตใจที่ท้าทายทำให้เธอเคยสะบักสะบอมจนไม่อาจยอมรับความจริง

ความจริง

ปัจจุบันคนไทยรู้จักคำว่า ออทิสติก มากขึ้นและยอมรับมากขึ้น ทั้งจากสื่อ ซีรี่ส์ ภาพยนตร์ ที่พยายามสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกในบ้านที่จำเป็นต้องยอมรับและฝึกพัฒนาการให้เด็กออทิสติกสามารถช่วยเหลือตัวเอง และเป็นภาระผู้อื่นให้น้อยที่สุด หากเกิดความเข้าใจเหล่านี้ได้ สังคมและโลกจะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก

“ครอบครัวที่มีเด็กออทิสติกต้องยอมรับ อย่าอายสังคม เพราะยิ่งปกปิดเด็กไว้ในบ้าน คนที่ทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือเด็กและคนในครอบครัว รวมถึงการฝึกเด็กออทิสติกตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้เขามีพัฒนาการเร็ว ซึ่งจะทำให้เขาไม่เป็นโรคซึมเศร้า เข้าสังคมได้ดี และสามารถเอาตัวรอดได้” แม่ต่าย กล่าวเพิ่มเติม

คำถามที่แม่ต่ายได้ยินบ่อย อย่างการวางแผนอนาคตของลูกชายจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเธอจะตอบเช่นเดิมว่า เธอหวังให้ลูกชายอยู่ได้โดยเป็นภาระกับผู้อื่นให้น้อยที่สุด และดูแลตัวเองได้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้น้องเทย์เลอร์สามารถทำได้แล้ว เพียงแต่การควบคุมตัวเองที่ยังน้อย เนื่องจากมีภาวะความเป็นเด็กอยู่มาก

“แม่ให้วัคซีนเขาไว้เยอะแล้ว ถ้าลูกอยู่ในสภาวการณ์ที่ลำบาก แม่คิดว่าลูกจะเอาตัวรอดได้ แต่จุดที่ยังเป็นห่วงอยู่ คือ เขาไม่ทันคน ไม่ทันเล่ย์เหลี่ยมของคนในสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลที่แม่ยังปล่อยเขาไม่ได้” ทั้งนี้ การเลี้ยงเด็กออทิสติกคนหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะเด็กต้องพบแพทย์ กินยา เข้ารับการฝึกต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องสนับสนุน

“ถามว่าครอบครัวเราน่าสงสารไหม ก็น่าสงสารนะ แต่เราจะมองให้เป็นทุกข์ทำไม” แม่ต่ายกล่าวต่อ “อย่างเนื้อหาในเพจ แม่จะไม่เขียนเรื่องดราม่าเลย เพราะอยากนำเสนอแต่มุมบวก แต่กว่าจะมาเป็นแม่ต่ายสายชิลอย่างวันนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ถ้าให้เล่าเหตุการณ์หรือเขียนเพจแบบนี้ในอดีต แม่ก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนั้นแม่ยังสับสน ยังกังวล เหนื่อยกับชีวิต เหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกาย แต่แม่ก็ไม่เคยคิดที่จะจากไปไหน ด้วยความเป็นแม่เราจะทิ้งลูกไปไหนไม่ได้ เขาเหลือเราคนเดียว ทำให้เราต้องสู้ไปด้วยกัน”

ขณะเดียวกัน น้องเทย์เลอร์ยังทำให้ผู้ใหญ่อย่างเธอเห็นว่า ความสุขเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและหาได้ง่ายมาก “แม่เรียนรู้จากการเลี้ยงเทย์เลอร์มาเยอะ เขาค่อยๆ ให้บทเรียนชีวิตกับเรา ให้เราได้ปลดล็อกไปทีละอย่างๆ จนตอนนี้แม่กลายเป็นคนมีความสุขง่ายขึ้นและสุขแบบเรียบง่าย ปล่อยวางง่ายขึ้น คาดหวังน้อยลง ต่อจากนี้แม้ว่าชีวิตยังต้องเจอกับเหตุการณ์อีกมากมาย เราก็จะผ่านไปได้ด้วยดี”

เพจเฟซบุ๊ก “แม่ต่ายสายชิล ปั้นลูกออทิสติก” ต้องการสื่อให้คนทั่วไปได้เห็นว่า เด็กออทิสติกไม่น่ารังเกียจ ไม่น่ากลัว และมีความสามารถหากได้รับการฝึกฝนและพัฒนาให้ถูกทาง ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการกำลังใจหรือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เรื่องราวของแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติกอาจเป็นคำตอบให้คนธรรมดา