ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ

วันที่ 16 พ.ค. 2560 เวลา 12:53 น.
ชลภัทร นฤนาทวานิช การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนพรำทั่วทั้งกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะได้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มรูปหล่อร่างสูงใหญ่ หน้าตายิ้มแย้ม ใจดี เขาเป็นชายหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี เป็นนักบินของสายการบินแห่งชาติ สายการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า นิก-ชลภัทร นฤนาทวานิช เขาเป็นนักบินที่ 2 ของการบินไทยได้ 2 ปีกว่า ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากนี้ เขายังมีอีกบทบาทหนึ่งในการช่วยธุรกิจของครอบครัวที่ทำธุรกิจทางด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยเขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิวตี้ไลน์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม Paul Mitchell และยังมีร้านทำผมอยู่ 2 สาขาในชื่อ Beauty Line และโรงเรียนสอนทำผมชื่อ Pivot Point ซึ่งเปิดมานานกว่า 15 ปี

เขาบอกว่าที่จริงแล้วทางครอบครัวอยากให้เขามาเป็นนักธุรกิจมากกว่าจะมาเป็นนักบิน แต่การเป็นนักบินนั้นเป็นความฝันวัยเด็กของเขาที่ชอบเครื่องบิน และเคยเห็นว่าช่วงหนึ่งคุณพ่อของเขาเองก็เคยเป็นนักบินเหมือนกัน

 

เขามีแผนการที่จะเปิดสาขาของร้านทำผมเพิ่มอีกอย่างน้อย 2-3 ร้าน ภายใน 2 ปีนี้ โดยเน้นไปที่ห้างใหญ่ใจกลางเมือง เน้นกลุ่มเป้าหมายระดับบีขึ้นไป รวมทั้งสร้างชื่อเสียงของโรงเรียนให้กว้างขวางเป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งขึ้น

“ทางครอบครัวก็อยากให้ผมมาช่วยเต็มตัว จะได้ตั้งใจขยายร้านหาสาขาเพิ่มขึ้นสัก 2-3 สาขา ภายใน 2 ปีนี้ รวมทั้งโปรโมทโรงเรียนเพิ่มยอดนักเรียนเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้มีแผนงานที่จะใช้กระตุ้นเตือนมานานแล้ว ซึ่งปีหน้าเขาจะมาช่วยดูแลเรื่องนี้ให้เป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น ส่วนปลายปีนี้ไม่มีเวลาเพราะยุ่งเรื่องงานแต่งงาน (หัวเราะ) ค่อยๆ จัดการทีละเรื่องไป” เขากล่าวอย่างมีความสุข

ทางด้านหลักในการทำงานของเขาก็คือ เลือกทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ เนื่องจากว่าหากเราทำในสิ่งที่รักเราจะมีความสุขทุกวัน ไปทำงานเหมือนไปทำกิจกรรมที่มีความสุข ไม่ต้องฝืนใจไปทำงาน รวมทั้งมีความตั้งใจและเต็มที่กับงานที่เราเลือกแล้วหมั่นฝึกฝนเรียนรู้กับสิ่งที่ทำอยู่สมอ โลกนี้มีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน เปิดใจและทำงานด้วยความตั้งใจ

เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็อย่าท้อถอยหรือถอดใจ ค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่อง ปัญหาทุกปัญหาแก้ไขได้เสมอ  อาจใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป เพียงแค่มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่าใจร้อนหรือเจ้าอารมณ์เกินไปทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“ผมเชื่อในเรื่องการมองโลกในแง่ดี ยิ้มรับกับทุกปัญหา ถ้าเรามองแง่ดีปัญหาที่ว่าหนักก็ค่อยๆ แก้ไปได้ ถ้าใจร้อน เครียด กังวลมากไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ปัญหาเดียวกัน คนมองโลกแง่ดีจะแก้ปัญหาได้ดีกว่า เพราะเขาทำใจได้ง่ายและคิดบวก ขณะที่คนคิดลบจะใช้เวลาในการแก้ปัญหามากกว่า และจมอยู่กับปัญหานานกว่า ผมจึงเลือกที่จะยิ้มรับกับปัญหาดีกว่าครับ” เขาให้ความเห็นทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม